Shopping cart

เคาะแล้ว! ‘EV 4.0’ มาตรการหนุนรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569

สารบัญ

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสใหม่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา

  • ความต่อเนื่องของนโยบาย: มาตรการ EV 4.0 สานต่อนโยบายลดอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) จากมาตรการ EV 3.0 เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาด
  • ส่งเสริมการส่งออก: เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ผลิตด้วยการนับยอดผลิตเพื่อส่งออกเป็น 1.5 เท่าของจำนวนจริง เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นฮับการผลิต EV เพื่อส่งออกในภูมิภาค
  • สนับสนุนเทคโนโลยีไฮบริด: มีการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริด (HEV) และไมลด์ไฮบริด (MHEV) เป็นระยะเวลา 7 ปี เพื่อเป็นทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • ปรับโครงสร้างภาษี: มีแนวโน้มการปรับเพิ่มภาษีสำหรับรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: นโยบายยังคงมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

เคาะแล้ว! ‘EV 4.0’ มาตรการหนุนรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569 คือชุดนโยบายที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการ EV 3.0 ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2568 โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างความต่อเนื่องของตลาด กระตุ้นการผลิตในประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในระดับภูมิภาค นโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ซื้อและผู้ผลิต การสนับสนุนเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

ภาพรวมมาตรการ EV 4.0: ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

มาตรการ EV 4.0 ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและยั่งยืน มาตรการนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และประเทศไทยมีความต้องการที่จะรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคไว้ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องเพื่อดึงดูดการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถแข่งขันได้

กลุ่มเป้าหมายของมาตรการนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์คันใหม่, ผู้ผลิตและประกอบรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ, ไปจนถึงผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า ความสำคัญของ EV 4.0 อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในระยะยาว

เจาะลึกสาระสำคัญของมาตรการ EV 4.0

เจาะลึกสาระสำคัญของมาตรการ EV 4.0

มาตรการ EV 4.0 ประกอบด้วยแนวทางและสิทธิประโยชน์หลายด้านที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

การต่อยอดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก EV 3.0

หัวใจสำคัญประการหนึ่งของ EV 4.0 คือการรักษาสภาพแวดล้อมทางนโยบายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) โดยจะยังคงมาตรการลดอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษต่อไปจากที่เคยใช้ในมาตรการ EV 3.0 การดำเนินการนี้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้ราคารถ EV ยังคงอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเป็นการรักษาโมเมนตัมการเติบโตของยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความต่อเนื่องทางนโยบายนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับค่ายรถยนต์ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

มาตรการใหม่: ส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออก EV

จุดเด่นที่สำคัญและเป็นมาตรการใหม่ใน EV 4.0 คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตและส่งออกจะได้รับการนับยอดการผลิตชดเชยเป็น 1.5 เท่าของจำนวนที่ผลิตและส่งออกจริง มาตรการนี้เป็นแรงจูงใจทางการผลิตที่ทรงพลัง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

คาดการณ์ว่ามาตรการส่งเสริมการส่งออกนี้จะช่วยเพิ่มยอดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็น 12,500 คันในปี 2568 และก้าวกระโดดเป็น 52,000 คันในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก EV ในภูมิภาคอย่างแท้จริง

กลุ่มไฮบริด (HEV/MHEV) ได้รับการสนับสนุน

นอกจากการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า 100% แล้ว มาตรการ EV 4.0 ยังให้ความสำคัญกับยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) และไมลด์ไฮบริด (Mild Hybrid Electric Vehicle: MHEV) ซึ่งจะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตและคงอัตราดังกล่าวไว้เป็นระยะเวลา 7 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป นโยบายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสภาวะตลาดปัจจุบันที่ผู้บริโภคบางส่วนอาจยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในทันที การสนับสนุนรถยนต์ไฮบริดจึงเป็นกลยุทธ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลพิษโดยรวมและเป็นทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค

การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่าน

เพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการ EV 4.0 ได้วางแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีสำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) โดยจะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีขึ้น 1-2% ในทุกๆ 2 ปี ตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2573 กลไกทางภาษีนี้จะทำให้ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถยนต์สันดาปภายในสูงขึ้นทีละน้อย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันทางอ้อมให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกหลักมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรักษาทางเลือกที่หลากหลายในตลาดต่อไป

เปรียบเทียบแนวทางการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ภายใต้ EV 4.0

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปแนวทางการสนับสนุนและโครงสร้างภาษีสำหรับยานยนต์แต่ละประเภทภายใต้มาตรการ EV 4.0 ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 ได้ดังตารางต่อไปนี้

สรุปแนวทางการสนับสนุนและปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสำหรับยานยนต์ประเภทต่างๆ ตามมาตรการ EV 4.0 เริ่มปี 2569
ประเภทยานยนต์ แนวทางการสนับสนุน/การเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์หลัก
รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) คงมาตรการลดอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิต, เพิ่มสิทธิประโยชน์การผลิตเพื่อส่งออก (นับยอด 1.5 เท่า) กระตุ้นตลาดในประเทศและผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก
รถยนต์ไฮบริด (HEV/MHEV) ลดอัตราภาษีสรรพสามิตและคงที่ไว้เป็นเวลา 7 ปี เป็นทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ลดมลพิษโดยรวม, เพิ่มความหลากหลายในตลาด
รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ปรับเพิ่มอัตราภาษี 1-2% ทุก 2 ปี (2569-2573) สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีอย่างมีนัยสำคัญ รักษาสถานะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้งาน

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

มาตรการ EV 4.0 จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่การตัดสินใจของผู้บริโภคไปจนถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของผู้ผลิต

สำหรับผู้ซื้อ: โอกาสและความเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้บริโภค มาตรการนี้จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้า BEV ยังคงมีราคาที่น่าดึงดูดใจต่อไป ในขณะที่รถยนต์ไฮบริด (HEV/MHEV) จะกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นจากการลดหย่อนภาษีสรรพสามิต ในทางกลับกัน ราคาของรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์หันมาพิจารณายานยนต์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การขยายตัวของสถานีชาร์จที่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ (Range Anxiety) และทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้ามีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ผลิต: การปรับตัวและโอกาสทางธุรกิจ

ผู้ผลิตและประกอบรถยนต์จะได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต สิทธิประโยชน์ด้านการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรในประเทศ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญ

โครงสร้างพื้นฐาน: กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ EV 4.0

ความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ มาตรการ EV 4.0 จึงยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะ (Public Charging Stations) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน การมีสถานีชาร์จที่ครอบคลุมทั่วประเทศและเข้าถึงได้ง่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและกระตุ้นให้เกิดการยอมรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2566 ประเทศไทยมีสถานีชาร์จสาธารณะแล้วกว่า 2,658 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้นโยบายสนับสนุนนี้ เพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

บทสรุปและอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าไทย

โดยสรุป เคาะแล้ว! ‘EV 4.0’ มาตรการหนุนรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569 เป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมและมองไปข้างหน้า โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการต่อยอดความสำเร็จจากนโยบายเดิม พร้อมทั้งเพิ่มเติมมาตรการใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก การผสมผสานระหว่างการรักษาสิทธิประโยชน์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BEV, การสนับสนุนเทคโนโลยีไฮบริดในช่วงเปลี่ยนผ่าน, และการใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ถือเป็นแนวทางที่รอบด้านและสมดุล

อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยภายใต้นโยบายนี้จึงมีแนวโน้มที่สดใสและน่าจับตามองอย่างยิ่ง การดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องและจริงจังจะช่วยสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวทีโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการนำพาสังคมไทยไปสู่การเดินทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยียานยนต์ การติดตามความคืบหน้าของมาตรการ EV 4.0 และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไปจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

สั่งเสื้อ

มีนาคม 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ