Shopping cart

โค้งสุดท้าย! TESG ลดหย่อนภาษี 2568 กองไหนเด่นน่าซื้อ

สารบัญ

การวางแผนเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือ TESG) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้มีเงินได้และนักลงทุนทั่วไป มาตรการส่งเสริมการลงทุนนี้กำลังเดินทางมาถึงช่วงเวลาสำคัญ ทำให้นักลงทุนต้องเร่งพิจารณาและตัดสินใจเพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ภาพรวมของการลดหย่อนภาษีด้วย TESG

โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เดิม
  • กำหนดเวลาสำคัญ: สิทธิ์ในการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีปี 2568 ผ่านกองทุน TESG จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับนักลงทุน
  • วงเงินลดหย่อนสูงสุด: สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุน TESG ได้สูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปีภาษี ซึ่งเป็นวงเงินที่แยกต่างหากจากกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
  • ทางเลือกสำหรับผู้ถือ LTF เดิม: ผู้ที่ถือครองกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สามารถทำการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมายังกองทุน TESG ได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • การลงทุนที่ยั่งยืน: นอกเหนือจากประโยชน์ด้านภาษี การลงทุนใน TESG ยังเป็นการสนับสนุนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

การวางแผนภาษีเป็นส่วนสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า การใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มเงินออมและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ กองทุน TESG ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สองด้านพร้อมกัน คือการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนและการประหยัดภาษี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกองทุน TESG เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา โค้งสุดท้าย! TESG ลดหย่อนภาษี 2568 กองไหนเด่นน่าซื้อ โดยจะครอบคลุมตั้งแต่คำจำกัดความ เงื่อนไขทางภาษีล่าสุด การเปรียบเทียบกับกองทุนประเภทอื่น และหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของแต่ละบุคคล

ทำความรู้จักกองทุน TESG คืออะไร?

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ TESG (Thailand ESG Fund) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นในด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือที่เรียกรวมกันว่า ESG

กองทุนประเภทนี้จึงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนทางการเงินไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมอีกด้วย

หลักการสำคัญของ ESG

แนวคิด ESG เป็นกรอบการประเมินการดำเนินงานของบริษัทนอกเหนือจากตัวเลขทางการเงิน โดยพิจารณาปัจจัย 3 ด้านประกอบกัน:

  • สิ่งแวดล้อม (Environmental): การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการของเสียและมลพิษ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • สังคม (Social): การดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยในที่ทำงาน การมีส่วนร่วมกับชุมชน และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและผลิตภัณฑ์
  • ธรรมาภิบาล (Governance): โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใสในการดำเนินงาน การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์หลักของกองทุน TESG

กองทุน TESG มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความยั่งยืนผ่านกลไกตลาดทุน โดยสรุปเป้าหมายหลักได้ดังนี้:

  1. ส่งเสริมการลงทุนอย่างรับผิดชอบ: กระตุ้นให้นักลงทุนรายย่อยและสถาบันหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG
  2. สร้างแรงจูงใจทางภาษี: มอบสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในกองทุน TESG เพิ่มขึ้น
  3. สนับสนุนบริษัทที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืน: ทำให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักถึงความสำคัญของ ESG และปรับปรุงการดำเนินงานของตนเองเพื่อให้เป็นที่น่าสนใจของกองทุน
  4. เป็นเครื่องมือการออมระยะยาว: สร้างทางเลือกในการออมและการลงทุนให้กับประชาชน เพื่อเป้าหมายทางการเงินในอนาคต เช่น การวางแผนเกษียณอายุ

การลงทุนในกองทุน TESG จึงไม่ใช่เพียงแค่การแสวงหาผลตอบแทนหรือการลดหย่อนภาษี แต่ยังเป็นการใช้พลังของเงินทุนเพื่อสนับสนุนอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศและโลกโดยรวม

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน TESG ปี 2568

เพื่อให้การวางแผนภาษีเกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขและรายละเอียดของสิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุน TESG สำหรับปีภาษี 2568 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดเวลาที่กำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

วงเงินลดหย่อนภาษี

สำหรับปีภาษี 2568 ผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนในกองทุน TESG ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

จุดเด่นที่สำคัญคือ วงเงินลดหย่อนของ TESG นี้เป็นวงเงินพิเศษที่แยกต่างหากจากกลุ่มกองทุนเพื่อการออมและการเกษียณอายุอื่นๆ ซึ่งโดยปกติจะรวมกันอยู่ภายใต้เพดานสูงสุด 500,000 บาท (ประกอบด้วย RMF, SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กบข., กอช., และประกันชีวิตแบบบำนาญ)

ดังนั้น หากบุคคลใดใช้สิทธิ์ลดหย่อนกลุ่มเกษียณอายุเต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว ยังสามารถลงทุนใน TESG เพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีกสูงสุด 300,000 บาท ทำให้ยอดลดหย่อนภาษีจากกลุ่มการลงทุนเพิ่มขึ้นได้

ระยะเวลาการลงทุนและสิทธิประโยชน์

  • กำหนดการลงทุน: การลงทุนที่จะนำมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568 จะต้องเกิดขึ้นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น การลงทุนหลังจากวันดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้
  • เงื่อนไขการถือครอง: ผู้ลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุนในกองทุน TESG เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน (นับแบบวันชนวัน)
  • ข้อยกเว้น: สามารถขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดได้ในกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต โดยไม่ถือว่าผิดเงื่อนไข
  • การผิดเงื่อนไข: หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 8 ปี ผู้ลงทุนจะต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนไปทั้งหมด พร้อมทั้งจ่ายเงินเพิ่ม (เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย) และกำไรที่ได้จากการขายคืน (Capital Gain) จะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีในปีที่ขายคืนนั้นด้วย

ความชัดเจนในเงื่อนไขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ภาระทางภาษีย้อนหลังได้ ผู้ลงทุนจึงควรประเมินสภาพคล่องทางการเงินของตนเองให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเพื่อให้สามารถถือครองได้ครบตามกำหนด

เปรียบเทียบ TESG กับกองทุนลดหย่อนภาษีอื่นๆ

เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพรวมและสามารถเลือกเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมกับตนเองได้ดียิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักระหว่างกองทุน TESG และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งเป็นที่นิยม สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติกองทุน TESG และ RMF เพื่อการวางแผนลดหย่อนภาษีปี 2568
คุณสมบัติ กองทุน TESG (Thailand ESG Fund) กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund)
วัตถุประสงค์หลัก ส่งเสริมการลงทุนยั่งยืน (ESG) และลดหย่อนภาษี ส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุและลดหย่อนภาษี
นโยบายการลงทุน เน้นลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ของบริษัทไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ (ตราสารหนี้) ถึงสูง (หุ้น, สินทรัพย์ทางเลือก)
วงเงินลดหย่อนภาษี สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (เป็นวงเงินแยก) สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (รวมกับ PVD, กบข., ประกันบำนาญ ฯลฯ)
เงื่อนไขการถือครอง ถือครอง 8 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ ถือครองอย่างน้อย 5 ปี และขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
ความต่อเนื่องในการลงทุน ไม่มีเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปีตามเงื่อนไข)
กำหนดเวลาลงทุน (สำหรับปี 2568) ภายใน 30 มิถุนายน 2568 ภายในวันทำการสุดท้ายของปี 2568

โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เดิม

โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เดิม

สำหรับนักลงทุนที่เคยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งสิ้นสุดสิทธิลดหย่อนภาษีไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 มาตรการ TESG ได้เปิดโอกาสพิเศษให้สามารถสับเปลี่ยน (Switching) หน่วยลงทุนจาก LTF เดิมมายังกองทุน TESG ได้ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเปลี่ยนผ่านพอร์ตการลงทุนไปสู่ธีมความยั่งยืน

นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับผู้ถือครอง LTF ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจดำเนินการใดๆ เนื่องจากกรอบเวลาสำหรับการสับเปลี่ยนนี้มีจำกัดและกำลังจะสิ้นสุดลงพร้อมกับสิทธิ์ในการซื้อใหม่

กระบวนการสับเปลี่ยนจาก LTF สู่ TESG

กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถโอนย้ายมูลค่าการลงทุนจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดเงื่อนไขการถือครองแล้ว ไปยังกองทุน TESG ที่เข้าร่วมโครงการได้โดยตรง ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรทราบดังนี้:

  • กรอบเวลาดำเนินการ: การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ไปยัง TESG จะต้องดำเนินการภายในช่วงวันที่ 2 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น
  • ประโยชน์ที่ได้รับ: การสับเปลี่ยนดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการขายหน่วยลงทุน LTF ทำให้กำไรที่เกิดขึ้น (ถ้ามี) ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี และมูลค่าที่สับเปลี่ยนเข้ามาใน TESG จะได้รับสถานะเหมือนการลงทุนใหม่ สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีในปี 2568 ได้ตามเงื่อนไข (สูงสุด 300,000 บาท)
  • เงื่อนไขของ LTF: กองทุน LTF ที่จะทำการสับเปลี่ยนได้นั้น จะต้องเป็นกองทุนที่นักลงทุนถือครองมาครบตามเงื่อนไขทางภาษีเดิมแล้ว (5 หรือ 7 ปีปฏิทิน แล้วแต่ปีที่ลงทุน)
  • การติดต่อ บลจ.: ผู้ลงทุนที่สนใจควรติดต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ตนเองมีบัญชีอยู่ เพื่อสอบถามรายละเอียด ขั้นตอน และกองทุน TESG ที่รองรับการสับเปลี่ยนโดยเฉพาะ

การไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดจะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนผ่านพอร์ตการลงทุนพร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้สิ้นสุดลง นักลงทุนที่ถือ LTF อยู่จึงควรประเมินสถานะพอร์ตของตนเองและตัดสินใจโดยเร็ว

ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักของกองทุน TESG?

จากข้อมูลการลงทุนที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสนใจในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน TESG มากที่สุดคือกลุ่มบุคคลที่มีอายุระหว่าง 41-60 ปี ซึ่งสามารถวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังได้หลายประการ:

  • ฐานรายได้และภาระภาษีสูง: บุคคลในวัยนี้มักอยู่ในช่วงที่หน้าที่การงานมีความมั่นคงและมีรายได้สูง ทำให้ต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงตามไปด้วย การหาเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
  • ประสบการณ์การลงทุน: เป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการลงทุนในกองทุนรวมลดหย่อนภาษีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุน LTF จึงมีความเข้าใจในกลไกและประโยชน์ของการลงทุนประเภทนี้เป็นอย่างดี
  • การวางแผนเพื่ออนาคต: แม้จะยังไม่ถึงวัยเกษียณ แต่ก็เริ่มวางแผนทางการเงินสำหรับอนาคตอย่างจริงจัง การลงทุนใน TESG ซึ่งมีระยะเวลาถือครอง 8 ปี สอดคล้องกับกรอบเวลาการลงทุนระยะกลางถึงยาว
  • ความตระหนักด้านความยั่งยืน: นักลงทุนในยุคปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งผลตอบแทนและผลกระทบเชิงบวกจึงเป็นที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม กองทุน TESG เหมาะสมกับผู้เสียภาษีทุกคนที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี

แนวทางการเลือกกองทุน TESG ที่น่าสนใจ

แม้ว่ากองทุน TESG ทุกกองจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดหย่อนภาษีและลงทุนในหุ้นยั่งยืนเหมือนกัน แต่รายละเอียดเชิงลึกของแต่ละกองทุนอาจแตกต่างกันไป การคัดเลือกกองทุนที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน แทนที่จะดูเพียงชื่อเสียงหรือการโฆษณาเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์นโยบายการลงทุน

สิ่งแรกที่ควรศึกษาคือหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ประเด็นที่ต้องพิจารณาได้แก่:

  • สัดส่วนการลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก (Equity Fund) หรือมีสินทรัพย์อื่นผสม เช่น ตราสารหนี้? สัดส่วนนี้จะบ่งบอกถึงระดับความเสี่ยงของกองทุน
  • กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้น: กองทุนใช้เกณฑ์ใดในการคัดเลือกหุ้น ESG เข้าพอร์ต? มีการเน้นอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษหรือไม่? บางกองทุนอาจเน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) ที่มีความมั่นคง ในขณะที่บางกองทุนอาจผสมหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Mid/Small Cap) เพื่อโอกาสในการเติบโตที่สูงขึ้น
  • รายชื่อหุ้น 5-10 อันดับแรก: การดูว่ากองทุนลงทุนในหุ้นตัวใดบ้าง จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าสไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างไร และสอดคล้องกับมุมมองของนักลงทุนหรือไม่

พิจารณาผลการดำเนินงานย้อนหลัง

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่เครื่องการันตีผลตอบแทนในอนาคต แต่ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินความสามารถของผู้จัดการกองทุนได้ ควรเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทุนกับดัชนีชี้วัด (Benchmark) เช่น SET THSI Index (ดัชนีความยั่งยืน) เพื่อดูว่ากองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดโดยรวมหรือไม่ ควรพิจารณาผลตอบแทนในหลายช่วงเวลา เช่น 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี และตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

ตรวจสอบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

ค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับ ควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ได้แก่:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee): ค่าใช้จ่ายที่ บลจ. เรียกเก็บเป็นรายปีสำหรับการบริหารจัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): เรียกเก็บเมื่อซื้อหน่วยลงทุน
  • ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): เรียกเก็บเมื่อขายคืนหน่วยลงทุน (มักจะไม่มีหากถือครบกำหนด)
  • ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio): อัตราส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ดีในการเปรียบเทียบต้นทุนของแต่ละกองทุน

-->

สั่งเสื้อ

ธันวาคม 2025
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031