เงินอุดหนุนพื้นฐาน (UBI) รับมือค่าครองชีพพุ่ง 2569
- ประเด็นสำคัญ: สวัสดิการรัฐปี 2569 ที่ควรรู้
- ภาพรวมสถานการณ์ค่าครองชีพและนโยบายสวัสดิการ
- ทำความเข้าใจแนวคิดเงินอุดหนุนพื้นฐาน (UBI) ในบริบทไทย
- โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด: ความหวังของครอบครัวไทยปี 2569
- เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
- บทวิเคราะห์: UBI เทียบกับสวัสดิการแบบกำหนดเป้าหมายของไทย
- บทสรุป: ทิศทางสวัสดิการไทยกับการรับมือค่าครองชีพในปี 2569
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นโยบายด้านสวัสดิการสังคมจากภาครัฐกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องเงินอุดหนุนพื้นฐานเพื่อช่วยเหลือประชาชน อย่างไรก็ตาม นโยบายที่เกิดขึ้นจริงมักมีรูปแบบและเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไป
ประเด็นสำคัญ: สวัสดิการรัฐปี 2569 ที่ควรรู้
- ไม่มี UBI แบบถ้วนหน้า: ในปี 2569 ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายเงินอุดหนุนพื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) ในความหมายสากลที่จ่ายเงินให้ประชาชนทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข
- เน้นกลุ่มเปราะบาง: นโยบายสวัสดิการของรัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือแบบกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มประชากรที่เปราะบางเป็นหลัก โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กและนักเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด: โครงการหลักคือเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 600 บาทต่อเดือน สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย แต่มีแนวคิดผลักดันให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าในอนาคต
- อุดหนุนการศึกษา: ภาครัฐจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวนักเรียนให้แก่สถานศึกษาโดยตรง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครอง เช่น ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ และค่าเครื่องแบบ
- เป้าหมายเพื่อลดภาระ: มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในครัวเรือน และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน มากกว่าจะเป็นการสร้างรายได้พื้นฐานให้แก่ประชาชนทั่วไป
ภาพรวมสถานการณ์ค่าครองชีพและนโยบายสวัสดิการ
แนวคิดเรื่อง เงินอุดหนุนพื้นฐาน (UBI) รับมือค่าครองชีพพุ่ง 2569 ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญในสังคมไทย เมื่อประชาชนต้องเผชิญกับราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณานโยบายของภาครัฐในปี 2569 จะพบว่าแนวทางการให้ความช่วยเหลือนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบของ UBI ตามคำจำกัดความสากล แต่เป็นการดำเนินนโยบายสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeted Welfare) ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่มีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนโดยเฉพาะ แทนที่จะเป็นการให้เงินสดแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและส่งมอบความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ต้องการมากที่สุด
ทำความเข้าใจแนวคิดเงินอุดหนุนพื้นฐาน (UBI) ในบริบทไทย
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างแนวคิด UBI สากลกับมาตรการที่ภาครัฐไทยนำมาใช้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบและทิศทางของนโยบายสวัสดิการของประเทศได้อย่างถูกต้อง
UBI คืออะไร และแตกต่างจากสวัสดิการปัจจุบันอย่างไร
เงินอุดหนุนพื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income – UBI) คือแนวคิดนโยบายสังคมที่รัฐบาลจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ประชาชนทุกคนเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ และโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีรายได้ สถานะการทำงาน หรือความมั่งคั่งเท่าใดก็ตาม เป้าหมายหลักของ UBI คือการสร้างหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน เพื่อขจัดความยากจนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับพลเมืองทุกคน
ในทางกลับกัน นโยบายสวัสดิการที่ดำเนินการในประเทศไทยปี 2569 มีลักษณะเป็น เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Subsidies) ซึ่งแตกต่างจาก UBI อย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เกณฑ์รายได้ครัวเรือน อายุของบุตร หรือสถานะการเป็นนักเรียน มาตรการเหล่านี้จึงเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่การให้แบบถ้วนหน้า
ความจำเป็นของนโยบายช่วยเหลือในยุคค่าครองชีพสูง
แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวรายได้น้อยและปานกลาง ทำให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกลายเป็นภาระหนักอึ้ง ด้วยเหตุนี้ นโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม” (Social Safety Net) ช่วยประคับประคองให้ครัวเรือนที่เปราะบางสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ การอุดหนุนค่าใช้จ่ายที่สำคัญ เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าการศึกษา จึงเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญและช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ในระยะยาว
โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด: ความหวังของครอบครัวไทยปี 2569
หนึ่งในนโยบายสวัสดิการที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลไทยในปี 2569 คือโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวที่มีภาระในการดูแลบุตรหลานวัยเยาว์
วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายของโครงการ
โครงการนี้จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก และส่งเสริมให้เด็กแรกเกิดได้รับการดูแลที่มีคุณภาพอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยมอบเงินสนับสนุนจำนวน 600 บาทต่อเดือน ให้แก่เด็ก
กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการในปัจจุบันคือ เด็กแรกเกิดที่มีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ซึ่งอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย โดยกำหนดเกณฑ์รายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับสิทธิ์ฉบับสมบูรณ์
เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:
- คุณสมบัติด้านเด็ก:
- ต้องมีสัญชาติไทย
- พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย
- เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป จนมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
- อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
- ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานรัฐหรือเอกชน
- คุณสมบัติด้านครัวเรือน:
- มีรายได้เฉลี่ยรวมของสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมด หารด้วยจำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
ขั้นตอนและช่องทางการลงทะเบียน
ผู้ปกครองสามารถดำเนินการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์ได้หลายช่องทางตามความสะดวก ได้แก่:
- แอปพลิเคชัน: สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เงินเด็ก” หรือ “ทางรัฐ” ซึ่งเป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว
- หน่วยงานในพื้นที่: ติดต่อกองสวัสดิการสังคม ณ สำนักงานเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตามที่อยู่ปัจจุบัน
- เว็บไซต์: ตรวจสอบข้อมูลและสถานะผ่านเว็บไซต์ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน
เอกสารที่ต้องเตรียม:
- แบบคำร้องขอลงทะเบียน (แบบ ดร.01)
- แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (แบบ ดร.02)
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง
- สูติบัตรของเด็กแรกเกิด
- สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (สำหรับรับเงินโอน)
กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน หากผ่านเกณฑ์ ผู้มีสิทธิ์จะได้รับเงินช่วยเหลือย้อนหลังนับจากเดือนที่ลงทะเบียน
ปฏิทินการจ่ายเงิน ประจำปีงบประมาณ 2569
โดยทั่วไป กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ์ในวันที่ 10 ของทุกเดือน หากตรงกับวันหยุดราชการจะเลื่อนเป็นวันทำการก่อนหน้า สำหรับปี 2569 มีกำหนดการจ่ายเงินเบื้องต้นดังนี้
| เดือนที่จ่ายเงิน | วันที่คาดว่าจะจ่าย |
|---|---|
| มกราคม 2569 | วันศุกร์ที่ 9 มกราคม |
| กุมภาพันธ์ 2569 | วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ |
| มีนาคม 2569 | วันอังคารที่ 10 มีนาคม |
| เมษายน 2569 | วันศุกร์ที่ 10 เมษายน |
| พฤษภาคม 2569 | วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม |
| มิถุนายน 2569 | วันพุธที่ 10 มิถุนายน |
| กรกฎาคม 2569 | วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม |
| สิงหาคม 2569 | วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม |
| กันยายน 2569 | วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน |
ทิศทางในอนาคต: สู่สวัสดิการเด็กถ้วนหน้า
ประเด็นที่น่าจับตามองคือความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงโครงการนี้ให้เป็น “สวัสดิการเด็กถ้วนหน้า” โดยยกเลิกเกณฑ์รายได้ ซึ่งหมายความว่าเด็กไทยทุกคนที่มีอายุไม่เกิน 6 ปีจะได้รับเงินอุดหนุน 600 บาทต่อเดือนโดยอัตโนมัติ หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติและมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2569 ก็จะนับเป็นก้าวสำคัญของระบบสวัสดิการไทยที่ขยับเข้าใกล้แนวคิดการให้ความช่วยเหลือแบบถ้วนหน้ามากขึ้น
เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนเด็กเล็กแล้ว ภาครัฐยังมีอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ นั่นคือเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทางอ้อมแก่ผู้ปกครองผ่านระบบสถานศึกษา
ภาพรวมและงบประมาณปี 2569
สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 41,299 ล้านบาท สำหรับเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน เงินจำนวนนี้จะถูกโอนไปยังโรงเรียนโดยตรงเพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ซึ่งจะช่วยลดภาระที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่มเติมตลอดปีการศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ
รายละเอียดเงินอุดหนุน 5 รายการหลัก
งบประมาณดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 5 รายการหลัก เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้านต่างๆ ดังนี้:
- ค่าจัดการเรียนการสอน (24,385 ล้านบาท): เป็นงบประมาณส่วนใหญ่ที่สุด ใช้สำหรับบริหารจัดการในโรงเรียน เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุการสอน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สนับสนุนการเรียนรู้
- ค่าหนังสือเรียน (5,057 ล้านบาท): เพื่อจัดหาหนังสือเรียนตามหลักสูตรให้แก่นักเรียนทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- ค่าอุปกรณ์การเรียน (2,856 ล้านบาท): สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น เช่น สมุด ดินสอ ปากกา
- ค่าเครื่องแบบนักเรียน (3,520 ล้านบาท): ช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองในการจัดหาเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบ
- ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (5,480 ล้านบาท): ใช้สำหรับจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น กิจกรรมวิชาการ ทัศนศึกษา หรือกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี
อัตราเงินอุดหนุนรายหัวตามระดับชั้น
อัตราเงินอุดหนุนที่โรงเรียนจะได้รับจะแตกต่างกันไปตามระดับชั้นของนักเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามวัยของผู้เรียน โดยมีอัตราต่อปีดังนี้
| ระดับการศึกษา | อัตรารายหัวต่อภาคเรียน (บาท) | อัตรารายหัวต่อปี (บาท) |
|---|---|---|
| ก่อนประถมศึกษา | 1,020 | 2,040 |
| ประถมศึกษา | 1,140 | 2,280 |
| มัธยมศึกษาตอนต้น | 2,100 | 4,200 |
| มัธยมศึกษาตอนปลาย | 2,280 | 4,560 |
ผลกระทบต่อผู้ปกครองและระบบการศึกษา
มาตรการเงินอุดหนุนรายหัวนี้ส่งผลดีโดยตรงต่อผู้ปกครอง เนื่องจากช่วยลดค่าใช้จ่ายที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น ค่าเทอม ค่าหนังสือ และค่าเครื่องแบบ ทำให้มีเงินเหลือไปใช้จ่ายในส่วนอื่นที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้โรงเรียนมีงบประมาณที่แน่นอนในการวางแผนการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเงินอุดหนุนเพิ่มเติม (Top-up) สำหรับนักเรียนยากจนเป็นพิเศษและค่าอาหารกลางวัน ซึ่งยิ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อีกทางหนึ่ง
บทวิเคราะห์: UBI เทียบกับสวัสดิการแบบกำหนดเป้าหมายของไทย
เมื่อพิจารณามาตรการทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแนวทางของประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเน้นที่การให้สวัสดิการแบบกำหนดเป้าหมาย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดเมื่อเทียบกับแนวคิด UBI แบบสากล
ข้อดีและข้อจำกัดของแนวทางปัจจุบัน
ข้อดี:
- ตรงเป้าหมาย: การกำหนดเงื่อนไขช่วยให้มั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะถูกส่งไปยังกลุ่มผู้ที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณที่จำกัด
- ควบคุมงบประมาณได้: การจำกัดจำนวนผู้รับสิทธิ์ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมและคาดการณ์รายจ่ายด้านสวัสดิการได้ง่ายกว่าการให้แบบถ้วนหน้าซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล
ข้อจำกัด:
- ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ: กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์และตรวจสอบคุณสมบัติมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและอาจเกิดปัญหาการตกหล่นของกลุ่มเป้าหมายได้
- ไม่ครอบคลุมทุกคน: ประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูงแต่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น คนวัยทำงานที่ไม่มีบุตร หรือผู้สูงอายุบางกลุ่ม อาจไม่ได้รับความช่วยเหลือโดยตรง
- อาจเกิดตราบาป (Stigma): การต้องพิสูจน์ความยากจนเพื่อรับสิทธิ์อาจสร้างความรู้สึกไม่ดีให้แก่ผู้รับบางส่วน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
นโยบายสวัสดิการแบบมุ่งเป้ามีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับจุลภาค โดยเงินอุดหนุนที่มอบให้จะถูกนำไปใช้จ่ายกับสินค้าที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูเด็กและเพื่อการศึกษา ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในภาพรวมต่อการแก้ปัญหาค่าครองชีพอาจมีจำกัด เนื่องจากเม็ดเงินไม่ได้กระจายไปสู่ประชากรในวงกว้าง การรับมือกับปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพจึงยังคงต้องอาศัยนโยบายด้านอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การควบคุมราคาสินค้า การส่งเสริมการจ้างงาน และการปรับขึ้นค่าจ้าง
บทสรุป: ทิศทางสวัสดิการไทยกับการรับมือค่าครองชีพในปี 2569
โดยสรุปแล้ว ในปี 2569 ประเทศไทยยังไม่มีการนำนโยบาย เงินอุดหนุนพื้นฐาน (UBI) มาใช้เพื่อรับมือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น แต่ได้เลือกใช้มาตรการสวัสดิการแบบกำหนดเป้าหมายที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เปราะบางอย่างครอบครัวที่มีเด็กเล็กและนักเรียนเป็นสำคัญ ผ่านโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดและเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน มาตรการเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงให้กับครัวเรือน แม้จะยังไม่ครอบคลุมประชาชนทุกคน แต่แนวคิดในการผลักดันเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าก็อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบสวัสดิการที่กว้างขวางขึ้นในอนาคต
การวางแผนทางการเงินและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการค่าใช้จ่ายในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับการเลือกสรรพันธมิตรทางธุรกิจ สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่มองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพสูงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่น KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด ที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการด้วยมาตรฐานการผลิตระดับมืออาชีพ หากท่านสนใจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำหรับแบรนด์ของคุณ สามารถ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


