ลดหย่อนภาษี 2569: กองทุนใหม่ สู้เงินเฟ้อส่งท้ายปี
- สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการภาษีใหม่
- ทำความเข้าใจภาพรวมมาตรการภาษีใหม่ปี 2569
- โครงสร้างใหม่ของการลดหย่อนภาษีปี 2569 (ฉบับข้อเสนอ)
- TISA (Thailand Individual Saving Account): บัญชีลงทุนหุ้นไทยเพื่อการออม
- กองทุนลดหย่อนภาษีเดิมและการปรับตัวสู่เกณฑ์ใหม่
- เปรียบเทียบวงเงินลดหย่อน: โครงสร้างเดิม vs. โครงสร้างใหม่
- วางกลยุทธ์ลงทุนส่งท้ายปี 2569: สู้เงินเฟ้อและลดหย่อนภาษี
- ข้อควรทราบและข้อจำกัดก่อนการลงทุน
- สรุปแนวทางการวางแผนภาษีปี 2569
การวางแผนภาษีเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีเป็นประจำทุกปี การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านการลงทุนระยะยาวไม่เพียงช่วยลดภาระภาษี แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งและรับมือกับภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการภาษีใหม่
- การปรับโครงสร้างวงเงิน: รวบวงเงินลดหย่อนภาษีจากการลงทุนระยะยาวทั้งหมด (RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ, ThaiESG) มาอยู่ภายใต้เพดานเดียวกันที่ 800,000 บาทต่อปี
- บัญชีลงทุนใหม่ TISA: เปิดตัวบัญชีเพื่อการลงทุนหุ้นไทยรายบุคคล (Thailand Individual Saving Account หรือ TISA) ที่สามารถนำยอดซื้อไปหักลดหย่อนภาษีได้ภายใต้วงเงินใหม่
- กลไกตัวคูณตามรายได้: ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1,500,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อน 1.3 เท่าของเงินลงทุนจริง ในขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1,500,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์ 0.7 เท่า
- ความยืดหยุ่นในการจัดสรร: ผู้เสียภาษีสามารถเลือกจัดสรรเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างอิสระภายในวงเงิน 800,000 บาท โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเพดานย่อยเหมือนในอดีต
- สถานะทางกฎหมาย: มาตรการทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนข้อเสนอที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และยังต้องรอการประกาศเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการเพื่อบังคับใช้ในปีภาษี 2569
แนวคิดเรื่อง ลดหย่อนภาษี 2569: กองทุนใหม่ สู้เงินเฟ้อส่งท้ายปี คือชุดมาตรการที่กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอเพื่อปรับโครงสร้างการลดหย่อนภาษีจากการออมและการลงทุนระยะยาวสำหรับปีภาษี 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการออมระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการลงทุนใหม่ที่สามารถสร้างผลตอบแทนเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักลงทุนและผู้เสียภาษีทุกคนที่ต้องการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต
มาตรการใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจหลายมิติ ทั้งการส่งเสริมวินัยการออมเพื่อการเกษียณ, การเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดทุนไทยผ่านบัญชี TISA, และการปรับโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นตามระดับรายได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขของกองทุนและบัญชีลงทุนใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทำความเข้าใจภาพรวมมาตรการภาษีใหม่ปี 2569
เหตุผลหลักเบื้องหลังการเสนอมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่นี้ คือความพยายามของภาครัฐในการจูงใจให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ปานกลาง หันมาให้ความสำคัญกับการออมระยะยาวเพื่อเป้าหมายเกษียณอายุมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเป็นการสร้างกลไกที่ช่วยให้เงินออมสามารถเติบโตและเอาชนะอัตราเงินเฟ้อที่บั่นทอนมูลค่าของเงินในระยะยาวได้ โดยมาตรการนี้คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้สำหรับการยื่นภาษีของปี 2569 เป็นต้นไป หลังจากผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่สมบูรณ์
กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาทุกกลุ่ม แต่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันไปตามระดับรายได้ โดยผู้ที่มีเงินได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 1,500,000 บาท จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกลไกตัวคูณ 1.3 เท่า ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการออมอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน กลุ่มผู้มีรายได้สูงจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนน้อยลง ซึ่งเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการกระจายประโยชน์ทางภาษีให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น
โครงสร้างใหม่ของการลดหย่อนภาษีปี 2569 (ฉบับข้อเสนอ)
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและเพดานการลดหย่อนภาษีจากการลงทุน ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
เพดานลดหย่อนรวม 800,000 บาท
ภายใต้เกณฑ์ใหม่ที่เสนอขึ้นมา สิทธิลดหย่อนจากการลงทุนระยะยาวทั้งหมดจะถูกนำมารวมกันอยู่ภายใต้เพดานเดียวที่ 800,000 บาทต่อปี ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทางการเงินดังต่อไปนี้:
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG / ThaiESGX)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ
- บัญชีเพื่อการลงทุนหุ้นไทย (TISA)
กลไกตัวคูณตามระดับรายได้
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการนำระบบตัวคูณมาใช้เพื่อเพิ่มหรือลดสิทธิ์ในการหักลดหย่อนตามฐานรายได้ของผู้เสียภาษี ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม:
- ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1,500,000 บาทต่อปี: จะได้รับสิทธิ์หักลดหย่อน 1.3 เท่า ของจำนวนเงินที่ลงทุนจริง ตัวอย่างเช่น หากลงทุน 100,000 บาท จะสามารถนำไปหักลดหย่อนได้ถึง 130,000 บาท และหากลงทุนเต็มเพดาน 800,000 บาท จะสามารถหักลดหย่อนได้สูงสุดถึง 1,040,000 บาท
- ผู้มีรายได้เกิน 1,500,000 บาทต่อปี: จะได้รับสิทธิ์หักลดหย่อน 0.7 เท่า ของจำนวนเงินที่ลงทุนจริง ตัวอย่างเช่น หากลงทุน 100,000 บาท จะสามารถนำไปหักลดหย่อนได้เพียง 70,000 บาท และหากลงทุนเต็มเพดาน 800,000 บาท จะสามารถหักลดหย่อนได้สูงสุด 560,000 บาท
แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้กลุ่มคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านการออมได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มรายได้ภาษีจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี
การรวมวงเงินที่ไม่ต้องแยกประเภท
ข้อดีของโครงสร้างใหม่คือความยืดหยุ่น จากเดิมที่ผู้เสียภาษีต้องบริหารวงเงินแยกกันระหว่างกลุ่มเพื่อการเกษียณ (RMF, PVD, ประกันบำนาญ รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท) และวงเงินของ ThaiESG (แยกต่างหากอีก 300,000 บาท) เกณฑ์ใหม่จะรวบทุกอย่างไว้ในวงเงินเดียวที่ 800,000 บาท ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกจัดสรรเงินลงทุนไปยังผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของตนเองได้อย่างอิสระมากขึ้น
สถานะล่าสุดของมาตรการ
ณ ปัจจุบัน (ธันวาคม 2024) นโยบายนี้ได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่เพื่อพิจารณาออกเป็นกฎหมายหรือกฎกระทรวงต่อไป ดังนั้น ข้อมูลทั้งหมดจึงยังเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น และยังไม่มีผลบังคับใช้จริงจนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ
TISA (Thailand Individual Saving Account): บัญชีลงทุนหุ้นไทยเพื่อการออม
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของมาตรการใหม่คือการเปิดตัว TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยตรง พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี
TISA คืออะไร?
TISA คือบัญชีเพื่อการลงทุนรายบุคคล ที่อนุญาตให้ผู้เปิดบัญชีสามารถลงทุนในหุ้นหรือตราสารทุนของไทย แล้วนำยอดเงินลงทุนไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยนับรวมอยู่ในเพดาน 800,000 บาทต่อปี ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนที่ต้องการสร้างพอร์ตการลงทุนด้วยตนเองนอกเหนือจากการลงทุนผ่านกองทุนรวม
เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์หลักของ TISA
- การเปิดบัญชี: สามารถเปิดได้ 1 คน ต่อ 1 บัญชีเท่านั้น
- เงื่อนไขการถือครอง: ต้องถือครองหุ้นหรือหน่วยลงทุนในบัญชีเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
- เงื่อนไขการขาย: สามารถขายสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมดได้เมื่อเจ้าของบัญชีมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินปันผล: เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่ได้รับจากหลักทรัพย์ในบัญชี TISA จำนวน 200,000 บาทแรกต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
มุมมองจากนักวิเคราะห์ตลาดทุน
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า แม้ TISA จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่น่าสนใจ แต่เพดานลดหย่อนรวม 800,000 บาทนั้น ไม่ได้แตกต่างในเชิงปริมาณไปจากเพดานเดิมที่สามารถใช้สิทธิ์ RMF (500,000 บาท) และ ThaiESG (300,000 บาท) รวมกันได้อยู่แล้ว ดังนั้น แรงจูงใจที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่วงเงินที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนโดยตรงในหุ้นไทยและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินปันผล ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจในตลาดทุนได้เป็นอย่างดี
กองทุนลดหย่อนภาษีเดิมและการปรับตัวสู่เกณฑ์ใหม่
แม้จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามา แต่กองทุนลดหย่อนภาษีเดิมอย่าง RMF และ ThaiESG ยังคงมีบทบาทสำคัญในการวางแผนภาษี เพียงแต่จะถูกนับรวมในโครงสร้างใหม่
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
RMF ยังคงเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการออมเพื่อการเกษียณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนระยะยาว ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่องและสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ภายใต้โครงสร้างใหม่ เงินลงทุนใน RMF จะถูกนับรวมเข้าไปในเพดาน 800,000 บาท และได้รับผลจากกลไกตัวคูณ 1.3x หรือ 0.7x ตามระดับรายได้เช่นกัน
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG / ThaiESGX)
ในช่วงปี 2567–2569 กองทุน ThaiESG ถือเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า RMF:
- วงเงินแยก: ภายใต้เกณฑ์ปัจจุบัน (ก่อนเกณฑ์ใหม่บังคับใช้) วงเงินลดหย่อนของ ThaiESG อยู่ที่ 300,000 บาท และไม่ถูกนับรวมกับกลุ่มเกษียณ
- ความยืดหยุ่น: ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำในการซื้อ และไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี
- ระยะเวลาถือครอง: ลดลงเหลือเพียง 5 ปี (นับแบบวันชนวัน)
ด้วยนโยบายการลงทุนที่เน้นหุ้นยั่งยืน (ESG) ซึ่งมีโอกาสเติบโตและเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวได้ดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ประกอบกับระยะเวลาถือครองที่สั้นกว่า RMF ทำให้ ThaiESG เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการวางแผนภาษีระยะกลาง และเมื่อเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้ ก็จะถูกนำไปรวมในเพดาน 800,000 บาทเช่นเดียวกัน
เปรียบเทียบวงเงินลดหย่อน: โครงสร้างเดิม vs. โครงสร้างใหม่
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างโครงสร้างการลดหย่อนภาษีแบบเดิมและแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
| รายการ | โครงสร้างเดิม (ถึงปีภาษี 2568) | โครงสร้างใหม่ (ข้อเสนอสำหรับปีภาษี 2569) |
|---|---|---|
| วงเงินกลุ่มเกษียณ (RMF, PVD, ประกันบำนาญ) | รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท | รวมทุกรายการไม่เกิน 800,000 บาท |
| วงเงิน ThaiESG/ThaiESGX | แยกเพดาน ไม่เกิน 300,000 บาท | |
| บัญชี TISA | ไม่มี | |
| วงเงินรวมสูงสุด | 800,000 บาท (500,000 + 300,000) | 800,000 บาท |
| กลไกการคำนวณสิทธิ์ | หักลดหย่อนตามจริงที่จ่าย | ใช้ระบบตัวคูณตามรายได้ (1.3x หรือ 0.7x) |
| ความยืดหยุ่นในการจัดสรร | ต้องบริหาร 2 วงเงินแยกกัน | อิสระในการจัดสรรภายในวงเงินเดียว |
จากตารางจะเห็นได้ว่า จุดเปลี่ยนที่แท้จริงไม่ใช่ “จำนวนเงิน” ลดหย่อนสูงสุดที่ยังคงอยู่ที่ 800,000 บาท แต่เป็น “วิธีการ” และ “ความยืดหยุ่น” ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเข้ามาของ TISA และกลไกตัวคูณที่สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
วางกลยุทธ์ลงทุนส่งท้ายปี 2569: สู้เงินเฟ้อและลดหย่อนภาษี
เมื่อเข้าใจโครงสร้างใหม่แล้ว การวางกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ใช้ ThaiESG เป็นเครื่องมือระยะกลาง (5+ ปี)
สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความผันผวนของตลาดหุ้นได้และต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีโดยไม่ต้องการผูกมัดระยะยาวเท่า RMF กองทุน ThaiESG ยังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ด้วยระยะเวลาถือครองเพียง 5 ปี และไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ทำให้มีความคล่องตัวสูงในการวางแผนภาษีเป็นรายปี
ใช้ RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นแกนหลักเพื่อการเกษียณ
RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพควรเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณ เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว (10-30 ปี) ที่จะช่วยให้เงินเติบโตผ่านพลังของผลตอบแทนทบต้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว ควรเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น สัดส่วนระหว่างตราสารทุน ตราสารหนี้ หรือกองทุนผสม
การใช้ประโยชน์จาก TISA (เมื่อมีผลบังคับใช้)
เมื่อบัญชี TISA เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ นักลงทุนสามารถใช้เป็นเครื่องมือเสริมในการสร้างผลตอบแทนและลดหย่อนภาษีได้ เช่น
- สร้างพอร์ตหุ้นปันผล: ทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอในบัญชี TISA เพื่อรับสิทธิประโยชน์ 2 ต่อ คือ การลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุน และการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล 200,000 บาทแรก
- ลงทุนในหุ้นเติบโต: ใช้ TISA เป็นช่องทางในการลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในระยะยาว
การกระจายความเสี่ยงตามแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569
ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ซึ่งอาจมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้น การเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีจึงไม่ควรดูแค่ผลตอบแทนในอดีต แต่ควรพิจารณาถึงกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้วย เช่น การเลือกลงทุนในกองทุนผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible Fund) หรือกองทุนที่ใช้อนุพันธ์ทางการเงินในการป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ข้อควรทราบและข้อจำกัดก่อนการลงทุน
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้เสียภาษีและนักลงทุนต้องตระหนักคือมาตรการใหม่ทั้งหมดนี้ยังไม่เป็นกฎหมาย การวางแผนใดๆ ในขณะนี้ควรทำบนพื้นฐานของความเข้าใจว่าเป็นเพียง “ข้อเสนอ” และต้องรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมถึงกฎเกณฑ์และประกาศจากกรมสรรพากรอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะสามารถนำไปใช้ยื่นภาษีปี 2569 ได้จริง
นอกจากนี้ รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เช่น วิธีการนับระยะเวลาถือครองของ TISA, ขั้นตอนการโอนย้ายหลักทรัพย์, หรือบทลงโทษกรณีผิดเงื่อนไข ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ดังนั้น จึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือต้องศึกษาหนังสือชี้ชวนของกองทุนแต่ละแห่งอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
สรุปแนวทางการวางแผนภาษีปี 2569
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้เสียภาษีทุกคน โดยมีหัวใจหลักคือการรวมเพดานลดหย่อนไว้ที่ 800,000 บาท, การเปิดตัวบัญชี TISA สำหรับลงทุนในหุ้นไทย และการใช้กลไกตัวคูณตามรายได้เพื่อส่งเสริมการออมในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง แม้จะยังเป็นเพียงข้อเสนอ แต่ก็เป็นทิศทางที่ชัดเจนสำหรับการวางแผนการเงินในอนาคต
สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อม ควรเริ่มต้นจากการประเมินฐานภาษีและรายได้ต่อปีของตนเอง เพื่อพิจารณาว่าจะได้รับประโยชน์จากตัวคูณ 1.3 เท่าหรือไม่ จากนั้นจึงวางแผนจัดสรรเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้ง RMF, ThaiESG, และ TISA (เมื่อเปิดใช้งาน) ให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสุดท้ายคือการติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐเพื่อความถูกต้องและแม่นยำในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีต่อไป
หากองค์กรหรือแบรนด์ของคุณกำลังมองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร เสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆอีกมากมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


