ปิดสาขาอีกแล้ว! อนาคตคนไทย เมื่อไม่มีธนาคารใกล้บ้าน
- ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ปรากฏการณ์ ‘ธนาคารหดตัว’: ทำไมสาขาใกล้บ้านจึงหายไป?
- ภาพรวมการปิดสาขาธนาคารในประเทศไทยรอบ 10 ปี
- กลยุทธ์ของธนาคาร: ปรับโครงสร้างสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
- ผลกระทบต่อคนไทย: เมื่อการเข้าถึงบริการการเงินเปลี่ยนไป
- กรณีศึกษา: การปิดสาขาชั่วคราวจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน
- วิเคราะห์ผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจ
- อนาคตการเงินไทย: สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมและปรับตัว
- บทสรุป: ก้าวต่อไปของคนไทยในโลกการเงินไร้สาขา
สถานการณ์ที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยปิดสาขาอย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นภาพที่คุ้นชินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏการณ์ ปิดสาขาอีกแล้ว! อนาคตคนไทย เมื่อไม่มีธนาคารใกล้บ้าน ได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้างมากกว่าที่เคยเป็นมา การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวทางธุรกิจของสถาบันการเงินเพื่อลดต้นทุน แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับผู้บริโภคทุกกลุ่มในสังคมไทย
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- การปิดสาขาครั้งใหญ่: ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558–2568) ธนาคารในประเทศไทยได้ปิดสาขาไปแล้วกว่า 2,000 แห่ง หรือเฉลี่ยเกือบ 1 สาขาทุกๆ 2 วัน ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุนและมุ่งสู่ดิจิทัล
- ปัจจัยเร่งสู่ดิจิทัล: การเติบโตของ Mobile Banking และการเตรียมเปิดตัวของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ในปี 2569 เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธนาคารดั้งเดิมต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร ลดจำนวนพนักงาน และเปลี่ยนรูปแบบสาขา
- ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง: ผู้สูงอายุและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานกลายเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้น
- ปัจจัยซ้ำเติมจากความไม่สงบ: นอกจากการปิดสาขาถาวรเชิงโครงสร้างแล้ว สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงปลายปี 2568 ยังนำไปสู่การปิดสาขาชั่วคราวจำนวนมาก ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงขาดการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างกะทันหัน
- อนาคตที่ต้องปรับตัว: คนไทยจำเป็นต้องพึ่งพาช่องทางดิจิทัลและบริการตัวแทนธนาคารมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างทางดิจิทัลและปกป้องผู้บริโภคในยุคที่สาขาธนาคารกลายเป็นสิ่งหายาก
ปรากฏการณ์ ‘ธนาคารหดตัว’: ทำไมสาขาใกล้บ้านจึงหายไป?
การลดจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศไทยช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงนี้มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์และโทรศัพท์มือถือมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความจำเป็นในการเดินทางไปยังสาขาเพื่อทำธุรกรรมพื้นฐาน เช่น โอนเงิน จ่ายบิล หรือตรวจสอบยอดเงิน ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทุกคน ตั้งแต่คนในเมืองที่เคยคุ้นชินกับสาขาธนาคารในห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงผู้คนในชนบทที่อาจมีธนาคารเพียงแห่งเดียวเป็นที่พึ่งของชุมชน การทำความเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องหลัง ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแนวโน้มในอนาคตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมพร้อมและปรับตัวเข้าสู่ภูมิทัศน์ทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ภาพรวมการปิดสาขาธนาคารในประเทศไทยรอบ 10 ปี
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทยไว้อย่างชัดเจน โดยแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการลดจำนวนสาขาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
สถิติที่น่าสนใจ: ตัวเลขสาขาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีจำนวนสาขาและจุดบริการของธนาคารพาณิชย์เหลืออยู่ประมาณ 5,200 แห่ง ซึ่งลดลงถึง 25.8% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 ที่มีจำนวนสาขาสูงถึง 7,012 แห่ง ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่าในช่วงเวลาเพียง 10 ปี มีสาขาธนาคารถูกปิดไปแล้วราว 1,800–2,000 แห่ง หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยที่น่าตกใจคือ ทุกๆ 2 วัน จะมีสาขาธนาคารปิดตัวลง 1 แห่ง
เมื่อพิจารณาข้อมูลรายธนาคาร ณ เดือนกรกฎาคม 2568 จะพบว่าธนาคารขนาดใหญ่ต่างมีจำนวนสาขาลดลงจากในอดีต เช่น:
- ธนาคารกรุงไทย: 976 แห่ง
- ธนาคารกรุงเทพ: 799 แห่ง
- ธนาคารกสิกรไทย: 762 แห่ง
- ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB): 661 แห่ง
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา: 578 แห่ง
สาเหตุหลักเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
การลดจำนวนสาขาอย่างมหาศาลนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักอยู่ 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือ การลดต้นทุนการดำเนินงาน การมีสาขาจำนวนมากมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูง ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าบำรุงรักษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้นทุนด้านบุคลากร ในขณะเดียวกัน ธนาคารจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อลงทุนในระบบเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การปิดสาขาที่มีปริมาณธุรกรรมน้อยหรืออยู่ในพื้นที่ซ้ำซ้อนจึงเป็นกลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการที่สองคือ การเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการมาถึงของ ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการในประเทศไทยได้ในปี พ.ศ. 2569 ธนาคารรูปแบบใหม่นี้ดำเนินงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งหมด ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ยืดหยุ่นและมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าได้ ดังนั้น ธนาคารดั้งเดิมจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
กลยุทธ์ของธนาคาร: ปรับโครงสร้างสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
เพื่อความอยู่รอดและเติบโตในยุคดิจิทัล ธนาคารพาณิชย์ไทยกำลังอยู่ระหว่างการ “เขย่าองค์กร” ครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านจากโมเดลธุรกิจที่พึ่งพาสาขาเป็นหลัก ไปสู่โมเดลที่ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญ
ลดคน ลดสาขา เพิ่มเทคโนโลยี
กลยุทธ์หลักที่เห็นได้ชัดคือการลดจำนวนพนักงานควบคู่ไปกับการปิดสาขา ตัวอย่างเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มีเป้าหมายที่จะลดจำนวนพนักงานลงเหลือประมาณ 15,000 คน พร้อมกับทยอยปิดสาขาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ธนาคารได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำธุรกรรมและให้บริการลูกค้ามากขึ้น เพื่อทดแทนบทบาทของพนักงานและสาขาในงานประจำ
ธุรกรรมพื้นฐาน เช่น การโอนเงิน จ่ายบิล หรือเปิดบัญชี ได้ถูกย้ายไปอยู่บนแอปพลิเคชัน Mobile Banking และ Internet Banking เกือบทั้งหมดแล้ว ทำให้บทบาทของสาขาทางกายภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
บทบาทใหม่ของสาขาที่เหลืออยู่
สำหรับสาขาที่ยังคงเปิดให้บริการ จะมีการปรับเปลี่ยนบทบาทและรูปแบบไปอย่างมาก จากเดิมที่เป็นสถานที่สำหรับทำธุรกรรมรับฝาก-ถอนเงินทั่วไป สาขาในอนาคตจะมีแนวโน้มเป็น ศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงิน (Advisory Hub) มากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นการให้บริการที่ซับซ้อนและต้องการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น การขอสินเชื่อขนาดใหญ่ การวางแผนการลงทุน การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (Wealth Management) หรือลูกค้าธุรกิจ SME ซึ่งเป็นบริการที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์
ผลกระทบต่อคนไทย: เมื่อการเข้าถึงบริการการเงินเปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้สร้างผลกระทบที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มประชากร ในขณะที่บางกลุ่มได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายกลุ่มที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการปรับตัว
กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดสาขาธนาคารคือ ผู้สูงอายุและประชาชนในพื้นที่ชนบท ที่ยังขาดทักษะทางดิจิทัลหรือไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ การไม่มีสาขาใกล้บ้านทำให้การทำธุรกรรมพื้นฐานกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสาขาที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอาจอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร
นอกจากนี้ ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการที่จำเป็นต้องพบเจ้าหน้าที่ เช่น การขอสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อเพื่อการเกษตร การปรับโครงสร้างหนี้ หรือการทำเอกสารทางการเงินที่ซับซ้อน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การขาดปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าอาจทำให้การสื่อสารและการทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนเป็นไปได้ยากขึ้น
ช่องทางทดแทนและบริการทางเลือก
เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ธนาคารทุกแห่งพยายามนำเสนอบริการผ่านช่องทางอื่นมาชดเชย ซึ่งได้แก่:
- แอปพลิเคชัน Mobile Banking และ Internet Banking: เป็นช่องทางหลักที่ธนาคารส่งเสริมให้ลูกค้าใช้งาน
- ตู้ ATM/CDM: ยังคงเป็นจุดบริการสำคัญสำหรับการฝาก-ถอนเงินสด
- ตัวแทนธนาคาร (Banking Agent): การให้บริการผ่านร้านค้าในชุมชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือไปรษณีย์ เพื่อทำธุรกรรมฝาก-ถอน-จ่ายบิล
- Call Center: ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์สำหรับให้ข้อมูลและช่วยเหลือในการทำธุรกรรม
อย่างไรก็ตาม ช่องทางเหล่านี้อาจยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์
กรณีศึกษา: การปิดสาขาชั่วคราวจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน
นอกเหนือจากการปิดสาขาถาวรตามแผนปรับโครงสร้างแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกที่สามารถทำให้ประชาชน “ไม่มีธนาคารใกล้บ้าน” ได้เช่นกัน ดังเช่นเหตุการณ์ปิดสาขาชั่วคราวจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ
มติสมาคมธนาคารไทย: ปิด 35 สาขาใน 7 จังหวัด
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 สมาคมธนาคารไทยได้มีมติให้ธนาคารสมาชิกปิดทำการสาขาในพื้นที่เสี่ยงเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และประชาชน โดยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ สุรินทร์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด รวมทั้งสิ้น 35 สาขา จากหลายธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย (14 สาขา), ธนาคารไทยเครดิต (6 สาขา), และธนาคารกสิกรไทย (5 สาขา)
การตอบสนองของธนาคารอื่นๆ
ธนาคารอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสมาคมฯ เช่น ธนาคารออมสิน ก็ได้ประกาศปิดสาขาในพื้นที่เสี่ยงเป็นการชั่วคราวเช่นกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ในหลายอำเภอ เช่น นาจะหลวย (อุบลราชธานี), กันทรลักษ์ (ศรีสะเกษ), และอรัญประเทศ (สระแก้ว) เช่นเดียวกับธนาคารกรุงเทพที่ประกาศปิดสาขาใน 4 จังหวัดชายแดนตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า การเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีความเปราะบางสูง ไม่เพียงแต่จากปัจจัยทางธุรกิจ แต่ยังรวมถึงปัจจัยด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้การพึ่งพาช่องทางดิจิทัลกลายเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด
วิเคราะห์ผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการเงินดิจิทัลและการลดจำนวนสาขานั้นมีทั้งด้านบวกที่คาดหวังและด้านลบที่น่ากังวล ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
| มิติการพิจารณา | ผลกระทบด้านบวก (ที่คาดหวัง) | ผลกระทบด้านลบและความเสี่ยง |
|---|---|---|
| ต้นทุนและนวัตกรรม | ธนาคารมีต้นทุนลดลง ทำให้มีทรัพยากรไปลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น | การลงทุนอาจมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าในเมืองหรือกลุ่มดิจิทัลเป็นหลัก อาจละเลยการพัฒนาบริการสำหรับกลุ่มอื่น |
| ความสะดวกของผู้บริโภค | ผู้ที่ใช้ดิจิทัลเป็น สามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเดินทาง | ผู้ที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสาขาที่ไกลขึ้น หรือพึ่งพาผู้อื่น |
| การเข้าถึงบริการ | การแข่งขันจาก Virtual Bank อาจนำไปสู่ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น | เกิดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ทำให้คนบางกลุ่มถูกกีดกันจากการเข้าถึงบริการทางการเงินที่จำเป็น |
| ความปลอดภัย | การลงทุนในระบบความปลอดภัยดิจิทัลที่ทันสมัยอาจช่วยลดความเสี่ยงบางประเภทได้ | ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพออนไลน์ แอปพลิเคชันปลอม และ SMS หลอกลวง เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก |
| เศรษฐกิจท้องถิ่น | อาจกระตุ้นให้เกิดธุรกิจตัวแทนธนาคารในชุมชน สร้างรายได้เสริมให้ร้านค้า | เศรษฐกิจในชุมชนที่เคยพึ่งพาสาขาธนาคารอาจซบเซาลง ผู้ประกอบการรายย่อยมีต้นทุนในการจัดการเงินสดสูงขึ้น |
อนาคตการเงินไทย: สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมและปรับตัว
จากข้อมูลและแนวโน้มทั้งหมด ชี้ชัดว่าภูมิทัศน์ของบริการธนาคารในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรแล้ว การเตรียมความพร้อมและปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน
แนวโน้มที่ต้องเผชิญ
ในอนาคตอันใกล้ จำนวนสาขาจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาขาในเขตเมืองที่มีความซ้ำซ้อนและสาขาในพื้นที่ห่างไกลที่มีปริมาณธุรกรรมไม่มากพอที่จะคุ้มทุน ประชาชนจำเป็นต้องพึ่งพาช่องทางดิจิทัลเป็นหลักในการทำธุรกรรม การเรียนรู้และสร้างทักษะในการใช้ Mobile Banking อย่างปลอดภัยจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ความท้าทายเรื่องช่องว่างดิจิทัลและความปลอดภัย
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการจัดการกับ ช่องว่างทางดิจิทัล และ ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ การผลักดันให้คนจำนวนมากเข้าสู่โลกดิจิทัลโดยที่ยังไม่มีทักษะและความเข้าใจที่เพียงพอ เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้มิจฉาชีพออนไลน์เข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้ง่ายขึ้น การสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ทางการเงินดิจิทัล (Digital Financial Literacy) แก่ประชาชนทุกกลุ่มจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน
บทบาทของภาครัฐในการกำกับดูแล
หน่วยงานกำกับดูแลอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมของสถาบันการเงินกับการคุ้มครองผู้บริโภค ธปท. จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสาขา เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพการบริการทางการเงินโดยรวมของประเทศจะไม่ถดถอยลง และกลุ่มเปราะบางจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
บทสรุป: ก้าวต่อไปของคนไทยในโลกการเงินไร้สาขา
ปรากฏการณ์ ปิดสาขาอีกแล้ว! อนาคตคนไทย เมื่อไม่มีธนาคารใกล้บ้าน เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจย้อนกลับได้ แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพและความสะดวกสบายสำหรับผู้ที่พร้อม แต่ก็ได้สร้างความท้าทายใหญ่หลวงให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม อนาคตของระบบการเงินไทยจะพึ่งพาดิจิทัลเป็นแกนหลัก โดยมีสาขาทางกายภาพเป็นเพียงส่วนเสริมสำหรับบริการที่ซับซ้อนเท่านั้น
ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ผู้บริโภคต้องเปิดใจเรียนรู้ทักษะดิจิทัลเพื่อความอยู่รอด สถาบันการเงินต้องพัฒนาช่องทางบริการที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม และที่สำคัญที่สุด ภาครัฐต้องมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพื่อให้แน่ใจว่าคนไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมในยุคที่ “ธนาคารใกล้บ้าน” กำลังจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการปรับตัวในยุคดิจิทัล การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนเป็นสิ่งสำคัญ KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืดคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงการรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากท่านสนใจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น สามารถ ติดต่อเรา ได้ทันที
ที่อยู่ของเรา: 888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 094-295-9898


