Shopping cart

SME ไทยปรับตัว! รับมือ AI สรุปประชุมประจำปี 2026

สารบัญ

จากการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 ได้มีการสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ไทย เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวข้อ SME ไทยปรับตัว! รับมือ AI สรุปประชุมประจำปี 2026 ได้กลายเป็นวาระสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประเด็นสำคัญจากการประชุมประจำปี 2569

SME ไทยปรับตัว! รับมือ AI สรุปประชุมประจำปี 2026 - thai-sme-adapt-ai-2026

  • ความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด: ผู้บริหาร SME ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
  • เทคโนโลยีเป็นหัวใจของการดำเนินงาน: การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ในส่วนงานต่างๆ เช่น การบริการลูกค้า การจัดการหลังบ้าน และห่วงโซ่อุปทาน จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความโปร่งใส
  • เครื่องมือ AI ที่เข้าถึงได้: ปัจจุบันมีเครื่องมือ AI ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ SME ไทยโดยเฉพาะ เช่น LANTA และ OpenThaiGPT ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง
  • ความท้าทายคือโอกาส: แม้จะมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากคู่แข่งในประเทศและต่างประเทศ แต่ AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ SME พลิกสถานการณ์และสร้างความได้เปรียบในตลาดเฉพาะกลุ่มได้
  • การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน: ภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่เริ่มมีโครงการสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี AI ให้กับ SME ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศโดยรวม

ภาพรวม AI กับธุรกิจ SME ไทยในปี 2569

ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในโลกธุรกิจยุคใหม่ การประชุมประจำปีล่าสุดได้สะท้อนภาพอย่างชัดเจนว่า SME ที่ไม่ปรับตัวจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่ผู้ที่เปิดรับและนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างชาญฉลาดจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างก้าวกระโดด

ความสำคัญของการปรับตัวในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ แต่หมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ ทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจถึงศักยภาพของ AI และมองเห็นโอกาสในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสรรค์นวัตกรรมและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด

ผลการวิเคราะห์ชี้ชัดว่า SME ที่ปรับตัวและนำ AI มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว จะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าคู่แข่งที่ไม่ปรับตัวถึง 2 เท่า ซึ่งตอกย้ำถึงความเร่งด่วนในการลงมือทำมากกว่าการรอดูสถานการณ์

บริบทของตลาดในปี 2569 นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านราคา การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ หรือต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม AI ได้มอบเครื่องมือที่ทรงพลังให้ SME สามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการตลาดที่แม่นยำ การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิตและจัดส่ง หรือแม้กระทั่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมและมูลค่าสูงขึ้น

กลยุทธ์หลัก 4 ประการเพื่อการปรับตัวสู่ยุค AI

เพื่อให้ SME ไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสจากเทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่ประชุมได้สรุปกลยุทธ์หลักที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาและนำไปปรับใช้ 4 ประการ ดังนี้

การปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset Transformation)

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงคือ “คน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับผู้บริหารและเจ้าของกิจการ การมีกรอบความคิดที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ ผู้บริหารต้องกล้าที่จะละทิ้งความสำเร็จหรือวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล (Data) เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจทางธุรกิจ

การปรับเปลี่ยนกรอบความคิดนี้รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหา “Pain Point” หรือปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง แทนการคาดเดาจากประสบการณ์เดิมๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงใจตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การ Re-branding หรือการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสใหม่ๆ ที่มองเห็นจากการวิเคราะห์ข้อมูล

การดำเนินงานที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี (Tech-Centric Operation)

เมื่อกรอบความคิดพร้อมแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ Chatbot ในการตอบคำถามลูกค้าเบื้องต้น ซึ่งช่วยลดภาระงานของพนักงานและให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในส่วนของงานหลังบ้าน (Back-office) การนำระบบอัตโนมัติมาใช้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการจัดการเอกสาร การทำบัญชี และการบริหารจัดการสต็อกสินค้าได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน การมีระบบชำระเงินที่ปลอดภัยและโปร่งใสก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยมีข้อมูลระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 67% ตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการโดยพิจารณาจากความโปร่งใสของธุรกิจเป็นสำคัญ

AI ในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล (Digital Supply Chain)

ห่วงโซ่อุปทานเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ผู้ประกอบการ SME ควรเร่งลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Digital Supply Chain เช่น ระบบอัตโนมัติในคลังสินค้า, AI สำหรับการพยากรณ์ความต้องการสินค้า, การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) และการค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ข้ามพรมแดน (Cross-border e-commerce)

การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จะช่วยให้สามารถติดตามสถานะของสินค้าได้ตลอดกระบวนการอย่างโปร่งใส ลดความผิดพลาดในการจัดส่ง และบริหารจัดการสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศ ทำให้ SME สามารถขยายฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เครื่องมือ AI เฉพาะทางสำหรับ SME ไทย

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของ SME ในอดีตคือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีราคาแพงและซับซ้อน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป โดยหน่วยงานอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาและสนับสนุนเครื่องมือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อ SME ไทยโดยเฉพาะ ทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น:

  • LANTA: เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยในการบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงงาน สามารถคาดการณ์ความผิดปกติและแจ้งเตือนล่วงหน้า ช่วยลดระยะเวลาที่เครื่องจักรหยุดทำงาน (Downtime) ได้ถึง 30-50%
  • OpenThaiGPT: โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานบริการลูกค้า การสร้างคอนเทนต์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ITAP (Industrial Technology Assistance Program): โปรแกรมที่ช่วย SME ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าด้วย AI ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่า 99% และช่วยลดปัญหาสินค้าคงคลังที่ขายไม่ออก (สินค้าคงคลังจม) ได้ 20-30%

การมีเครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดกำแพงด้านต้นทุนและทักษะ ทำให้ SME ไทยสามารถเริ่มต้นนำ AI มาใช้ในธุรกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนมหาศาล

ความท้าทายและทางรอดของ SME ไทยด้วย AI

แม้ว่า AI จะมอบโอกาสมากมาย แต่ SME ไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายเฉพาะทางหลายประการ การทำความเข้าใจปัญหาเหล่านี้และมองหาทางรอดด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ตารางสรุปความท้าทายและแนวทางการแก้ไขด้วยเทคโนโลยี AI สำหรับ SME ไทย
ความท้าทาย ทางรอดด้วย AI
ต้นทุน GP สูง 20-30% จากแพลตฟอร์มต่างชาติ และการแข่งขันด้านราคา/ขนาด สร้างแพลตฟอร์มเปิดระดับชาติ (National Open Platform) ที่ใช้ AI เปลี่ยนโมเดลจาก “คนหาสินค้า” เป็น “สินค้าหาคน” พร้อมเชื่อมต่อกับระบบการเงินเช่น เป๋าตัง/Mobile Banking และมีระบบ ERP Utility ให้ใช้บริการแบบจ่ายตามจริง
การทะลักของสินค้าจีน (มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี) และต้นทุนโฆษณาที่พุ่งสูง ใช้เครื่องมือ AI เช่น Andromeda AI เพื่อทำการตลาดที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ (Creative-Led Marketing) และใช้ประโยชน์จากความหนาแน่นของข้อมูล (Data Density) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงโฆษณาให้สูงสุด
การเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ที่มีกำไรต่ำ (Margin 10%) และไม่สามารถแข่งขันในตลาด Mass Market ได้ ยกระดับธุรกิจสู่การผลิตชิ้นส่วนโมดูล (Module) หรือสินค้าที่ปรับแต่งตามความต้องการลูกค้า (Customized) โดยใช้ระบบอัตโนมัติ, IoT และ ERP เข้ามาช่วย พร้อมกับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านการปรับโครงสร้างภาษีชิ้นส่วนและสิทธิบัตร
การพัฒนา AI ที่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง Go Together” โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี ถ่ายทอดองค์ความรู้และเครื่องมือ AI ให้กับ SME เช่น การใช้ AI กับกล้องวงจรปิดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในโรงงาน

โอกาสและแนวโน้มสำคัญในปี 2569

นอกจากการรับมือกับความท้าทายแล้ว ปี 2569 ยังเต็มไปด้วยโอกาสและแนวโน้มใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่ง SME สามารถฉกฉวยเพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ

การเติบโตและสถานะความพร้อมด้าน AI

ข้อมูลเชิงสถิติบ่งชี้ว่า SME ที่นำ AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงาน มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 90% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 37 ของโลก และอันดับ 3 ในอาเซียนด้านความพร้อมในการใช้ AI (AI Readiness) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโต แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล (Data Infrastructure)

AI กับการออกแบบและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์

AI สามารถเข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ตั้งแต่การระดมความคิด (Ideation) การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการวางแผนการผลิต ผู้ประกอบการสามารถใช้ AI เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ค้นหาความต้องการที่ยังไม่ถูกตอบสนอง หรือแม้กระทั่งสร้างแบบจำลองผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเทคโนโลยีส่วนนี้จำเป็นต้องมีแผนงาน (Roadmap) ที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ผิดพลาดและไม่คุ้มค่า

ESG และความสำคัญของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

แนวคิดเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) หรือการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและที่มาของสินค้ามากขึ้น AI และการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ SME สามารถบริหารจัดการธุรกิจตามหลัก ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน หรือการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต

กลยุทธ์ที่เรียกว่า “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI จะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าได้รวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถปรับตัวและนำเสนอสิ่งที่ตลาดต้องการได้ก่อนคู่แข่ง

นวัตกรรมการเงินเพื่อปลดล็อกศักยภาพ SME

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ SME คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ริเริ่มนำนวัตกรรมทางการเงินมาใช้ โดยอาศัยข้อมูลการดำเนินธุรกิจจริง (เช่น ข้อมูลการซื้อขาย, การชำระเงิน) มาสร้างแบบจำลองประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต (Credit Scoring) ด้วย AI วิธีการนี้ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงและอนุมัติสินเชื่อให้กับ SME ที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกันได้ ซึ่งเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถเติบโตต่อไปได้

บทสรุป: ก้าวต่อไปของ SME ไทยในสมรภูมิ AI

สรุปจากการประชุมประจำปี 2569 เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปีนี้คือจุดเปลี่ยนที่ SME ไทยจะนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป การปรับตัวเพื่อรับมือกับเทคโนโลยี AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดและความจำเป็นในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของตนเอง เปิดใจรับเทคโนโลยี และมองหาโอกาสในการนำ AI มาใช้เพื่อแก้ปัญหาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

ข่าวดีคือ ปัจจุบันมีเครื่องมือและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่พร้อมช่วยเหลือ SME ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ลงมือทำ” ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เช่น การใช้ Chatbot หรือการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ไปจนถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนกระบวนการครั้งใหญ่ การเดินทางสู่ยุค AI อาจเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เป็นเส้นทางที่เปิดไปสู่โอกาสในการเติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับธุรกิจ SME ของไทย

สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร หรือเสื้อยืดพิมพ์ลาย KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลายที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย หากท่านสนใจสร้างแบรนด์หรือผลิตเสื้อผ้า สามารถ ติดต่อเรา ได้โดยตรง

ที่อยู่: 888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 094-295-9898

สั่งเสื้อ

มกราคม 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ