วางแผนภาษี 2569: ส่องมาตรการรัฐ-กองทุนลดหย่อนตัวใหม่
การเตรียมความพร้อมด้านการเงินส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการวางแผนภาษี 2569 ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีเงินได้ทุกคน การทำความเข้าใจมาตรการของรัฐและกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ รวมถึงการจับตามองกองทุนลดหย่อนตัวใหม่ จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดตามกฎหมาย
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษี
- โครงสร้างภาษีปี 2569: อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังคงเป็นรูปแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 0% ถึง 35% ซึ่งการทำความเข้าใจโครงสร้างนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการคำนวณภาระภาษี
- สิทธิลดหย่อนภาษี: การใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐาน, ค่าลดหย่อนจากการลงทุนในกองทุน SSF, RMF และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) ยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการลดหย่อนภาษี โดยมีเพดานรวมกันที่ต้องพิจารณา
- กองทุนลดหย่อนใหม่ (TISA): มีข้อเสนอจากกระทรวงการคลังเกี่ยวกับบัญชีเพื่อการออมและการลงทุน (TISA) ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีตัวใหม่ที่มีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์แตกต่างออกไป โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2569
- การยื่นภาษีออนไลน์: การเตรียมเอกสารให้พร้อมและยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ e-Filing หรือแอปพลิเคชัน RD Go เป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งผู้มีเงินได้เกิน 120,000 บาทต่อปีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ
- การวางแผนล่วงหน้า: การวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ ตลอดทั้งปีภาษี 2568 จะช่วยให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในช่วงเวลายื่นภาษี
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี การวางแผนภาษี 2569: ส่องมาตรการรัฐ-กองทุนลดหย่อนตัวใหม่ ถือเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีที่ต้องชำระ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างวินัยทางการเงินและต่อยอดความมั่งคั่งผ่านการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและนโยบายของภาครัฐอาจนำมาซึ่งมาตรการและเครื่องมือลดหย่อนใหม่ๆ ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์การบริหารภาษีได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
ความสำคัญของการวางแผนภาษีล่วงหน้าสำหรับปี 2569
การวางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องที่ควรทำในช่วงต้นปีที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ควรดำเนินไปตลอดทั้งปีภาษี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน ตั้งแต่พนักงานประจำ, ฟรีแลนซ์, ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ การวางแผนภาษีล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้สามารถคาดการณ์ภาระภาษีของตนเองและเลือกใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การรอจนถึงนาทีสุดท้ายอาจทำให้พลาดโอกาสในการใช้สิทธิลดหย่อนบางรายการที่ต้องดำเนินการภายในสิ้นปีภาษี เช่น การซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือการบริจาคต่างๆ
เหตุผลที่การวางแผนภาษีสำหรับปี 2569 ควรเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 เนื่องจากสิทธิลดหย่อนส่วนใหญ่ต้องเกิดขึ้นภายในปีภาษีนั้นๆ การวางแผนที่ดีจะช่วยให้สามารถกระจายการลงทุนหรือการใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างเหมาะสม ไม่สร้างภาระทางการเงินหนักในช่วงปลายปี นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีเวลาศึกษาเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ลดหย่อนต่างๆ รวมถึงมาตรการใหม่ๆ ที่ภาครัฐอาจประกาศใช้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ การวางแผนอย่างเป็นระบบจึงเปรียบเสมือนการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง
โครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2569
หัวใจสำคัญของการวางแผนภาษีคือการทำความเข้าใจโครงสร้างและอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นพื้นฐานในการคำนวณภาระภาษีที่แท้จริง สำหรับปีภาษี 2569 (ยื่นแบบฯ ต้นปี 2570) การคำนวณภาษีจะอิงจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งได้มาจากการนำรายได้พึงประเมินตลอดทั้งปีมาหักลบด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิที่เหลือไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได
ทำความเข้าใจอัตราภาษีแบบขั้นบันได
อัตราภาษีแบบขั้นบันไดหมายความว่า ยิ่งมีเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีที่ใช้คำนวณในแต่ละขั้นก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม อัตราที่สูงขึ้นจะใช้คำนวณเฉพาะส่วนของรายได้ที่เกินเกณฑ์ในขั้นนั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้นำไปใช้กับเงินได้สุทธิทั้งก้อน ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมในการกระจายภาระภาษี โครงสร้างอัตราภาษีสำหรับปี 2569 มีดังนี้:
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในแต่ละขั้น (บาท) | ภาษีสะสมสูงสุด (บาท) |
|---|---|---|---|
| 0 – 150,000 | 0% (ได้รับการยกเว้น) | 0 | 0 |
| เกิน 150,000 – 300,000 | 5% | 7,500 | 7,500 |
| เกิน 300,000 – 500,000 | 10% | 20,000 | 27,500 |
| เกิน 500,000 – 750,000 | 15% | 37,500 | 65,000 |
| เกิน 750,000 – 1,000,000 | 20% | 50,000 | 115,000 |
| เกิน 1,000,000 – 2,000,000 | 25% | 250,000 | 365,000 |
| เกิน 2,000,000 – 5,000,000 | 30% | 900,000 | 1,265,000 |
| เกิน 5,000,000 ขึ้นไป | 35% | – | – |
ตัวอย่างการคำนวณภาษีเบื้องต้น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างผู้มีเงินได้จากเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน หรือ 480,000 บาทต่อปี หากหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% (แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท จะมีเงินได้สุทธิคงเหลือ 320,000 บาท (480,000 – 100,000 – 60,000) การคำนวณภาษีจะเป็นดังนี้:
- ขั้นที่ 1: เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี (ภาษี = 0 บาท)
- ขั้นที่ 2: ส่วนที่เกิน 150,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท คือ 150,000 บาท (300,000 – 150,000) เสียภาษีในอัตรา 5% คิดเป็นเงิน 7,500 บาท
- ขั้นที่ 3: ส่วนที่เกิน 300,000 บาท คือ 20,000 บาท (320,000 – 300,000) เสียภาษีในอัตรา 10% คิดเป็นเงิน 2,000 บาท
ดังนั้น ภาษีที่ต้องชำระทั้งหมดคือ 0 + 7,500 + 2,000 = 9,500 บาท จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าการใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมจะช่วยลดเงินได้สุทธิลง ทำให้ภาระภาษีลดลงตามไปด้วย
เจาะลึกรายการลดหย่อนภาษีปี 2569 ที่ต้องรู้
นอกเหนือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ค่าลดหย่อน” คือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการบริหารภาษี ซึ่งภาครัฐกำหนดไว้เพื่อส่งเสริมการออม การลงทุน การดูแลครอบครัว และการใช้จ่ายในภาคส่วนที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสามารถแบ่งกลุ่มค่าลดหย่อนหลักๆ ได้ดังนี้
สิทธิลดหย่อนพื้นฐานและส่วนตัว
เป็นกลุ่มค่าลดหย่อนที่ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่สามารถใช้สิทธิ์ได้โดยอัตโนมัติหรือมีเงื่อนไขไม่ซับซ้อน ประกอบด้วย:
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้และจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
- ค่าลดหย่อนบุตร: คนละ 30,000 บาท สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่เกิน 25 ปีและยังศึกษาอยู่ หรือเป็นผู้เยาว์ หรือเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
- ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร: สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง
กลุ่มลดหย่อนจากการลงทุนและการออมระยะยาว
ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ผ่านการให้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูง
การลงทุนในกลุ่มนี้มีเพดานการลดหย่อนรวมกันสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยคำนวณจากเบี้ยประกันชีวิต, ประกันบำนาญ, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ซึ่งต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กบข.: เงินสะสมที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุน สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์
- กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ปี
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG / Thai ESG): เป็นมาตรการพิเศษที่ให้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมจากเพดาน 500,000 บาท โดยสามารถลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งสิทธินี้จะสิ้นสุดในปีภาษี 2569
มาตรการพิเศษจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในแต่ละปี ภาครัฐมักมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งผู้เสียภาษีควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ ตัวอย่างที่ผ่านมาคือโครงการ “Easy E-Receipt” ที่ให้สิทธินำค่าซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยมักจะจัดขึ้นในช่วงต้นปีปฏิทิน นอกจากนี้ยังมีค่าลดหย่อนอื่นๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และเงินบริจาคต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
กองทุนลดหย่อนตัวใหม่ที่น่าจับตา: บัญชี TISA
นอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการวางแผนภาษี 2569 คือข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการจัดตั้ง บัญชีเพื่อการออมและการลงทุนแห่งประเทศไทย (TISA – Thailand Investment Savings Account) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย โดยมีเป้าหมายที่จะบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2568 มาตรการดังกล่าวยังเป็นข้อเสนอที่รอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและยังไม่ประกาศเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ
หลักการทำงานและสิทธิประโยชน์ของ TISA
แนวคิดหลักของ TISA คือการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันตามระดับรายได้ของผู้ลงทุน เพื่อจูงใจให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยมีหลักการเบื้องต้นดังนี้:
- เพดานการลงทุน: กำหนดเพดานการลงทุนสูงสุดที่สามารถนำมาคำนวณสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ที่ 800,000 บาท
- สิทธิประโยชน์แบบทวีคูณ: ความพิเศษของ TISA คือการให้สิทธิลดหย่อนแบบทวีคูณตามฐานรายได้
- ผู้มีเงินได้ไม่เกิน 1,500,000 บาทต่อปี: สามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนได้ 1.3 เท่าของเงินลงทุนจริง เช่น หากลงทุน 100,000 บาท จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 130,000 บาท
- ผู้มีเงินได้เกิน 1,500,000 บาทต่อปี: สามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนได้ 0.7 เท่าของเงินลงทุนจริง เช่น หากลงทุน 100,000 บาท จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 70,000 บาท
เงื่อนไขดังกล่าวมุ่งเน้นให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางได้รับประโยชน์ทางภาษีที่สูงกว่า ซึ่งเป็นกลไกที่แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีแบบเดิมที่ให้สิทธิประโยชน์เท่ากันทุกคน
ผลกระทบต่อตลาดการลงทุนและผู้เสียภาษี
หาก TISA ได้รับการอนุมัติและบังคับใช้จริง จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้เสียภาษีและตลาดทุนไทย ประการแรก TISA จะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนภาษี โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงกว่าการลงทุนในกองทุนอื่นๆ ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนตามจริง ประการที่สอง มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย ส่งเสริมเสถียรภาพและสภาพคล่องของตลาดในระยะยาว ผู้ที่สนใจวางแผนภาษีจึงควรติดตามความคืบหน้าของมาตรการนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมปรับพอร์ตการลงทุนและกลยุทธ์การลดหย่อนภาษีให้สอดคล้องกับเครื่องมือใหม่นี้
ขั้นตอนและเคล็ดลับการยื่นภาษีออนไลน์ปี 2569
หลังจากวางแผนและใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ ตลอดปีภาษี 2568 แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการรวบรวมเอกสารและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปี 2569 ปัจจุบันกรมสรรพากรได้พัฒนาระบบออนไลน์ที่ทำให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็ว
การเตรียมตัวและรวบรวมเอกสารก่อนยื่นภาษี
การเตรียมความพร้อมที่ดีจะช่วยให้กระบวนการยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น เอกสารสำคัญที่ต้องรวบรวม ได้แก่:
- เอกสารแสดงรายได้: หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากนายจ้าง และเอกสารแสดงรายได้อื่นๆ จากทุกแหล่งตลอดปี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568)
- เอกสารประกอบการลดหย่อน:
- หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ/บำนาญ
- หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF, RMF, TESG
- เอกสารการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (สำหรับลดหย่อนดอกเบี้ย)
- ใบอนุโมทนาบัตรหรือใบเสร็จรับเงินบริจาค
- ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากโครงการของรัฐ (ถ้ามี)
กระบวนการยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์
ผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีรายได้รวมเกิน 120,000 บาทต่อปี (กรณีโสด) มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้ว่าจะคำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม โดยสามารถยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ได้ 2 ช่องทางหลัก คือ:
- เว็บไซต์กรมสรรพากร (e-Filing): เป็นช่องทางมาตรฐานที่เข้าถึงได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์
- แอปพลิเคชัน RD Smart Tax (หรือ RD Go): แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่เพิ่มความสะดวกสบายในการยื่นภาษี
ขั้นตอนการยื่นโดยทั่วไปคือการลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ กรอกข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อนตามที่รวบรวมไว้ ระบบจะคำนวณภาษีที่ต้องชำระ (หรือเงินคืนภาษี) ให้โดยอัตโนมัติ จากนั้นจึงยืนยันการยื่นแบบฯ และดำเนินการชำระภาษีหรือรอรับเงินคืนต่อไป
กลยุทธ์วางแผนภาษีให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เพื่อให้การวางแผนภาษีมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรพิจารณาเคล็ดลับต่อไปนี้:
- ใช้สิทธิปลายปีให้ทัน: การซื้อกองทุนหรือเบี้ยประกันในช่วงปลายปีเป็นกลยุทธ์ยอดนิยม ควรวางแผนและดำเนินการล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของธุรกรรม
- กระจายการลงทุน: อย่าทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดไปที่ผลิตภัณฑ์ลดหย่อนเพียงอย่างเดียว ควรจัดสรรเงินลงทุนตามเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- ตรวจสอบเอกสาร: ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสารลดหย่อนทุกชิ้นก่อนยื่นภาษี เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากมีโครงสร้างรายได้ที่ซับซ้อนหรือมีฐานภาษีสูง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินและภาษีอาจช่วยให้ค้นพบแนวทางการประหยัดภาษีที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
บทสรุป: เตรียมพร้อมสู่การยื่นภาษีอย่างชาญฉลาด
การวางแผนภาษี 2569 เป็นมากกว่าแค่การทำตามหน้าที่ แต่เป็นส่วนสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคลอย่างชาญฉลาด การทำความเข้าใจโครงสร้างภาษี การใช้ประโยชน์จากค่าลดหย่อนที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนพื้นฐาน การลงทุนใน SSF, RMF, และ TESG รวมถึงการติดตามมาตรการใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างบัญชี TISA จะช่วยให้สามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกกฎหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ ตลอดปีภาษี 2568 การรวบรวมเอกสารอย่างเป็นระบบ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการยื่นภาษีออนไลน์ จะทำให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นและนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
KDC SPORT เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลายคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ากีฬาสำหรับทีมหรือองค์กร เสื้อยืดสำหรับกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากสนใจในบริการ สามารถ ติดต่อเรา ได้ทันที
ที่อยู่: 888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 094-295-9898


