SME ต้องปรับตัว! รับกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน 2569
- สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้
- ความสำคัญของกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อ SME ไทย
- เจาะลึกกรอบกฎหมายใหม่และโมเดลเศรษฐกิจ BCG
- เกณฑ์และข้อกำหนดใหม่สำหรับ SME ปี 2569
- แนวทางการปรับตัวเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจ SME
- มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ: โอกาสที่ SME ไม่ควรพลาด
- สรุปแนวทางการปรับตัวสำหรับ SME ในแต่ละภาคส่วน
- ความท้าทายและบทสรุปเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั่วประเทศ เนื่องจาก SME ต้องปรับตัว! รับกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืน กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางใหม่ของการดำเนินธุรกิจ แต่ยังมาพร้อมกับโอกาสและมาตรการสนับสนุนมากมายที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้
- การบังคับใช้กฎหมายใหม่: กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริม SME ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566–2570) โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและยั่งยืน
- ปรับปรุงนิยาม SME: มีการกำหนดคำนิยามของ SME ใหม่โดยใช้เกณฑ์จำนวนพนักงานและรายได้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษี และการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
- มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ: รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 327,000 ล้านบาท ผ่านแพ็กเกจ Quick Big Win เพื่อช่วยเหลือ SME ในการปรับตัว ซึ่งประกอบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ และการคืนภาษีอย่างรวดเร็ว
- โอกาสทางธุรกิจใหม่: การปรับตัวสู่โมเดลธุรกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรในสายตาของผู้บริโภคและนักลงทุน
ความสำคัญของกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อ SME ไทย
การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้เป็นเพียงกระแสระดับโลก แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยนำมาใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG กฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้ในปี 2569 จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย การปรับตัวตามกรอบกฎหมายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการเงินและภาษี ผู้ประกอบการที่เริ่มปรับตัวก่อนจะมีความได้เปรียบในการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะที่ผู้ที่ไม่ปรับตัวอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทานในอนาคต
กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ SME นำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศภายในปี 2050 ดังนั้น การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ SME ทุกรายที่ต้องการเติบโตในภูมิทัศน์เศรษฐกิจใหม่นี้
เจาะลึกกรอบกฎหมายใหม่และโมเดลเศรษฐกิจ BCG
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คืออะไร?
เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยาวนานที่สุด โดยลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ (Zero Waste) แตกต่างจากเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Linear Economy) ที่มีลักษณะ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจะให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ผ่านการซ่อมแซม ไปจนถึงการนำวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน สำหรับ SME การนำหลักการนี้มาใช้หมายถึงการลดต้นทุนวัตถุดิบ ลดปริมาณของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
โมเดลเศรษฐกิจ BCG: กลไกขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน
โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลไทยใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่:
- B – Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ): การนำทรัพยากรชีวภาพมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และปุ๋ยชีวภาพ
- C – Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน): การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดดังที่กล่าวไปข้างต้น
- G – Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว): การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบทางลบ เช่น การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการลดการปล่อยมลพิษ
กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนปี 2569 เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้โมเดล BCG เกิดขึ้นจริงในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ซึ่งรัฐบาลมุ่งเป้าที่จะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุตสาหกรรมชีวเคมี เกษตรแปรรูป และพลังงานทดแทน
เกณฑ์และข้อกำหนดใหม่สำหรับ SME ปี 2569
คำนิยาม SME ฉบับปรับปรุงใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจ
เพื่อให้การส่งเสริมเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ กรอบกฎหมายใหม่ได้มีการปรับปรุงคำนิยามของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยใช้เกณฑ์จำนวนพนักงานและรายได้ต่อปีเป็นตัวชี้วัด ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้:
- ภาคการผลิต:
- ขนาดย่อม (Small): พนักงานไม่เกิน 200 คน และ/หรือ รายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี
- ภาคบริการ, ค้าส่ง, ค้าปลีก:
- ขนาดย่อม (Small): พนักงานไม่เกิน 100 คน และ/หรือ รายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี
- วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise):
- พนักงานไม่เกิน 5 คน และ/หรือ รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
การเข้าเกณฑ์ตามคำนิยามใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นประตูบานแรกที่จะเปิดให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้ให้ รวมถึงผู้ประกอบการต่างชาติที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ก็สามารถรับสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้เช่นกัน เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึง
สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจสำหรับ SME ที่ปรับตัว
SME ที่สามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและเข้าเกณฑ์ตามคำนิยามใหม่ จะได้รับสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจมากมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการเติบโต ได้แก่:
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจที่ลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว หรือดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
- การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI: โอกาสในการได้รับการส่งเสริมการลงทุน เช่น การอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% และการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบ
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: โอกาสในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและเงื่อนไขพิเศษจากสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการกับภาครัฐ
- การเข้าร่วมโครงการ BCG: การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเข้าถึงนวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการ
- โอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: ภาครัฐมีเป้าหมายที่จะจัดซื้อจัดจ้างจาก SME ในประเทศไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด
แนวทางการปรับตัวเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจ SME
การบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การดำเนินงาน
การปรับตัวของ SME ควรเริ่มต้นจากการทบทวนกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดของธุรกิจ และบูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าไปในทุกมิติ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร: ลดการใช้วัตถุดิบ พลังงาน และน้ำในกระบวนการผลิต อาจทำได้โดยการปรับปรุงเครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้
- นำหลักการ ESG มาปรับใช้: ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และมีธรรมาภิบาล (Governance) ที่ดี ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ
- ตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน: วางแผนระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ตามนโยบายของประเทศ
- สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ: พัฒนาระบบที่สามารถติดตามที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
ยกระดับธุรกิจจาก OEM สู่โมเดลธุรกิจมูลค่าสูง
กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของไทย เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้กระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SME เปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการรับจ้างผลิต (OEM – Original Equipment Manufacturer) ไปสู่การสร้างแบรนด์และนวัตกรรมของตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น การปรับตัวตามกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นโอกาสอันดีที่จะทำการเปลี่ยนแปลงนี้
กลุ่มอุตสาหกรรมเรียกร้องให้ SME ปรับเปลี่ยนจากโมเดล OEM ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นผ่านกรอบการทำงาน CRS ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม, ความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการกระจายห่วงโซ่อุปทาน, และความยั่งยืน (Sustainability) ผ่านการใช้หลัก ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน
การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุดิบรีไซเคิล หรือการพัฒนาบริการที่ส่งเสริมการใช้ซ้ำ สามารถสร้างจุดเด่นที่แตกต่างและตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้
มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ: โอกาสที่ SME ไม่ควรพลาด
เพื่อช่วยให้ SME สามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างราบรื่น ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุมในหลายมิติ ผู้ประกอบการควรศึกษาและใช้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้อย่างเต็มที่
แพ็กเกจ Quick Big Win: เสริมสภาพคล่องและแหล่งเงินทุน
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรวม 327,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ SME โดยเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วย:
- สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: วงเงิน 217,000 ล้านบาท เพื่อให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการปรับปรุงกิจการ
- การค้ำประกันสินเชื่อ: วงเงิน 50,000 ล้านบาท ผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร
- การเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): วงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบันทึกคำสั่งซื้อจากภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทางเครดิตให้กับ SME ในการขอสินเชื่ออีกด้วย
โครงการบ่มเพาะและการลงทุนในธุรกิจสีเขียว
มีโครงการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น โครงการ CPF (2565-2569) ของสถาบันโกลบอลกรีนโกรท (GGGI) ที่ให้เงินทุนเริ่มต้น (Seed Funding) และจัดโปรแกรมบ่มเพาะสำหรับ SME ที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โครงการนี้มีเป้าหมายในการระดมทุนประมาณ 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะสร้างงานสีเขียวได้ถึง 220 ตำแหน่งจาก MSME ที่เข้าร่วม 220 ราย
การพัฒนาทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมีโครงการ “Thailand AI Ready” ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ถึง 5 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีการให้บัตรกำนัลดิจิทัล (Digital Vouchers) และโครงการ Reskilling ในสาขา STEM และระบบอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบโลจิสติกส์ พลังงาน และการจัดการน้ำ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ BCG
การเข้าถึงตลาดและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
นอกจากการขยายโควตาการจัดซื้อจัดจ้างจาก SME แล้ว ภาครัฐยังมีนโยบายด้านภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเพื่อสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมให้กับผู้ผลิตในประเทศ และส่งเสริมให้ SME พัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดโลก
สรุปแนวทางการปรับตัวสำหรับ SME ในแต่ละภาคส่วน
| ภาคธุรกิจ | สิ่งที่ต้องปรับตัว | สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ |
|---|---|---|
| ภาคการผลิต | เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร, พัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (พลาสติก/เชื้อเพลิงชีวภาพ) | สิทธิประโยชน์ทางภาษีและอากรจาก BOI, การเข้าถึงแหล่งเงินทุน |
| ภาคบริการ/ค้าปลีก | นำเทคโนโลยีดิจิทัลสีเขียวมาใช้, จัดทำรายงาน ESG | โอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, การค้ำประกันสินเชื่อ |
| SME ทุกประเภท | นำแนวปฏิบัติเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้, พัฒนาทักษะบุคลากร | เข้าถึงแพ็กเกจสนับสนุน 3.27 แสนล้านบาท, โอกาสในโครงการบ่มเพาะและสร้างงานสีเขียว |
ความท้าทายและบทสรุปเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมาพร้อมกับโอกาสมากมาย แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน SME อาจต้องเผชิญกับต้นทุนในการลงทุนเริ่มแรกเพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การไม่ปรับตัวตามกรอบกฎหมายใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกีดกันออกจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ และอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตในระดับ 1.5-1.6% ในปี 2569 การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดและเติบโต
โดยสรุป การที่ SME ต้องปรับตัว! รับกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งในด้านการศึกษาข้อกำหนด การวางแผนปรับเปลี่ยนธุรกิจ และการแสวงหาประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาธุรกิจไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทศวรรษหน้า
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่กำลังมองหาพันธมิตรในการผลิตเสื้อผ้าที่ใส่ใจในคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย แบรนด์ KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด พร้อมทั้งยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


