รีเซ็ตหนี้! ‘งดจ่าย-มกรา’ เทรนด์ใหม่แก้จนหลังปีใหม่
ปรากฏการณ์ทางการเงินที่น่าจับตามองหลังช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองคือเทรนด์ “งดจ่าย-มกรา” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ลูกหนี้จำนวนมากนำมาใช้เพื่อรีเซ็ตสถานะทางการเงินของตนเอง แนวคิดนี้ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ แต่เป็นการใช้จังหวะเริ่มต้นปีใหม่เพื่อหยุดชะงักภาระหนี้ชั่วคราว และเข้าสู่กระบวนการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อฟื้นฟูสภาพคล่องและวางรากฐานทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคต
ภาพรวมของเทรนด์ ‘งดจ่าย-มกรา’
- นิยามและเป้าหมาย: ‘งดจ่าย-มกรา’ คือการตัดสินใจพักชำระหนี้ในเดือนมกราคม เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระชั่วคราวและหาทางออกทางการเงินระยะยาว
- ที่มา: เทรนด์นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของรายได้หรือการตกงานกะทันหัน
- ทางออกหลัก: การปรับโครงสร้างหนี้ผ่านช่องทางของธนาคารและมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือเครื่องมือสำคัญ เช่น การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย, การขยายเวลาชำระหนี้, หรือการลดค่างวด
- ความสำคัญของการเจรจา: การงดจ่ายโดยไม่แจ้งสถาบันการเงินล่วงหน้าอาจส่งผลเสียต่อประวัติเครดิต ดังนั้นหัวใจสำคัญของเทรนด์นี้คือการสื่อสารและเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันทันที
- การประยุกต์ใช้: เหมาะสำหรับลูกหนี้ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราวและมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาหนี้อย่างจริงจัง เพื่อกลับมามีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอีกครั้งในปี 2569 และต่อไป
ทำความเข้าใจเทรนด์: รีเซ็ตหนี้! ‘งดจ่าย-มกรา’ เทรนด์ใหม่แก้จนหลังปีใหม่
แนวคิดเรื่อง รีเซ็ตหนี้! ‘งดจ่าย-มกรา’ เทรนด์ใหม่แก้จนหลังปีใหม่ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ที่มีภาระหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังผ่านพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มักมีการใช้จ่ายสูง ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่การผิดนัดชำระหนี้โดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ลูกหนี้เลือกใช้เดือนมกราคมเป็นหมุดหมายในการหยุดการชำระหนี้ชั่วคราว เพื่อเปิดประตูสู่การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินอย่างเป็นทางการ แนวทางนี้ช่วยให้ผู้ที่เป็นหนี้สามารถตั้งหลักทางการเงินใหม่และหลีกเลี่ยงการเข้าสู่วงจรหนี้เสีย (NPL) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประวัติข้อมูลเครดิต
ที่มาและสาเหตุของปรากฏการณ์
เทรนด์ “งดจ่าย-มกรา” หรือที่อาจเทียบเคียงได้กับแนวคิด “No-Spend January” ในต่างประเทศ มีรากฐานมาจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่หลายครัวเรือนต้องเผชิญ โดยมีปัจจัยกระตุ้นหลายประการ:
- ผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19: สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องส่งผลให้หลายคนมีรายได้ลดลงหรือตกงานกะทันหัน ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ตามกำหนดเดิมลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น: ข้อมูลจากหลายสถาบันชี้ให้เห็นว่าระดับหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล การแบกรับภาระหนี้สินที่หนักอึ้งทำให้หลายคนมองหาทางเลือกเพื่อลดแรงกดดันทางการเงิน
- การใช้จ่ายช่วงเทศกาล: เดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งมักนำไปสู่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าของขวัญ การเดินทาง หรือการสังสรรค์ ทำให้สภาพคล่องในเดือนมกราคมลดลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ เดือนมกราคมจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการประเมินสถานะทางการเงินและเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างจริงจัง การ “งดจ่าย” จึงเป็นสัญลักษณ์ของการ “หยุด” เพื่อ “เริ่มต้นใหม่” ทางการเงิน
ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักของแนวคิดนี้
แม้ว่าแนวคิดนี้จะเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการจัดการหนี้ แต่กลุ่มเป้าหมายหลักที่มักจะใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้ ได้แก่:
- ผู้ที่รายได้ลดลงชั่วคราว: กลุ่มคนที่ถูกลดเงินเดือน, ลดชั่วโมงการทำงาน, หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่รายรับไม่แน่นอน การพักชำระหนี้จะช่วยให้มีเวลาในการปรับตัวและฟื้นฟูรายได้
- ผู้ที่ตกงานกะทันหัน: สำหรับผู้ที่สูญเสียแหล่งรายได้หลัก การหยุดจ่ายหนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการหางานใหม่โดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้ที่ค้างชำระ
- ผู้ที่มีหนี้หลายก้อนและเริ่มจ่ายไม่ไหว: บุคคลที่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบหรือสินเชื่อส่วนบุคคลหลายสัญญา การหยุดชั่วคราวเพื่อรวบรวมข้อมูลและเจรจาหาทางออกเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้สถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นหนี้เสีย
- ลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL): กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเจรจาสูงที่สุด เนื่องจากสถาบันการเงินมักมีนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังแสดงความรับผิดชอบและมีความตั้งใจที่จะชำระคืน
สิ่งสำคัญคือการมองว่า ‘งดจ่าย-มกรา’ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ต้องอาศัยการวางแผนและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับเจ้าหนี้ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
แนวทางการปรับโครงสร้างหนี้: ทางออกสำคัญ
เมื่อตัดสินใจใช้กลยุทธ์ “งดจ่าย-มกรา” แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน สถาบันการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกันไป การทำความเข้าใจในแต่ละทางเลือกจะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองได้มากที่สุด
เปรียบเทียบ 5 วิธีปรับโครงสร้างหนี้ยอดนิยม
เพื่อสร้างความชัดเจนในการตัดสินใจ ต่อไปนี้คือตารางเปรียบเทียบ 5 รูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น การเงินส่วนบุคคล ใหม่ในปี 2569
| วิธีปรับโครงสร้าง | รายละเอียด | ข้อดี | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย (Moratorium) | หยุดจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร | ลดภาระทางการเงินได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ขาดรายได้ชั่วคราวและต้องการเวลาตั้งหลัก | หลังสิ้นสุดระยะเวลาพักชำระ อาจต้องจ่ายค่างวดสูงขึ้น และภาระหนี้โดยรวมไม่ได้ลดลง |
| พักเฉพาะเงินต้น (จ่ายดอกเบี้ย) | จ่ายเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3-12 เดือน ทำให้ค่างวดลดลงอย่างมาก | ค่างวดต่อเดือนต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด และยังรักษาสถานะบัญชีไม่ให้ผิดนัดชำระ | เงินต้นไม่ลดลง ทำให้ภาระหนี้ยังคงอยู่ และหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นอาจกลายเป็นหนี้เรื้อรัง |
| ขยายเวลาชำระหนี้ | ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระให้นานขึ้น เช่น จาก 5 ปี เป็น 8 ปี เพื่อทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลง | ภาระการผ่อนต่อเดือนเบาลง เหมาะสำหรับผู้ที่รายได้ลดลงอย่างถาวรแต่ยังคงสม่ำเสมอ | ระยะเวลาการเป็นหนี้นานขึ้น และจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญารวมแล้วจะสูงขึ้น |
| ลดค่างวด/รีไฟแนนซ์ | เจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม หรือย้ายหนี้ไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า | ช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและปลดหนี้ได้เร็วขึ้น | ต้องมีประวัติเครดิตที่ดีในระดับหนึ่งและยังไม่เป็นหนี้เสีย จึงไม่เหมาะกับทุกคน |
| ปิดจบด้วยเงินก้อน (Haircut) | เจรจาขอลดยอดหนี้คงค้างส่วนหนึ่ง และชำระส่วนที่เหลือทั้งหมดในครั้งเดียวหรือแบ่งจ่ายในระยะสั้น (1-6 งวด) | สามารถปลดหนี้ได้ทันทีและได้รับส่วนลดจากยอดหนี้เดิม | จำเป็นต้องมีเงินก้อนขนาดใหญ่เพื่อนำมาชำระหนี้ตามข้อตกลง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับคนส่วนใหญ่ |
มาตรการพิเศษสำหรับหนี้เรื้อรัง
นอกเหนือจากแนวทางทั่วไปแล้ว สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่มีลักษณะเป็นหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) คือผู้ที่จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นมาเป็นระยะเวลา 3-5 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน สถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. ได้มีมาตรการ “แก้หนี้ยั่งยืน” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 มาตรการนี้เปิดโอกาสให้ลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลสามารถปิดจบหนี้ได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษและมีเงื่อนไขผ่อนปรนมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการ แก้หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการปฏิบัติและข้อควรระวัง
การตัดสินใจเข้าร่วมเทรนด์ “งดจ่าย-มกรา” เพื่อ ออมเงินหลังปีใหม่ และรีเซ็ตสถานะทางการเงินนั้นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างมีขั้นตอนและรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบที่อาจตามมา การทำความเข้าใจเงื่อนไข ขั้นตอน และความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยให้การวางแผนการเงินเป็นไปอย่างราบรื่น
เงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วมได้
โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการเงินจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติดังนี้:
- สถานะหนี้: ลูกหนี้ที่ยังไม่ถูกจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL) หรือยังไม่ผิดนัดชำระหนี้เป็นระยะเวลานาน จะมีโอกาสได้รับการพิจารณามากกว่า อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระก็สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาได้
- สาเหตุของปัญหา: ต้องสามารถชี้แจงสาเหตุที่ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงได้อย่างสมเหตุสมผล เช่น การลดลงของรายได้ การตกงาน หรือการมีภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น
- ความตั้งใจในการชำระหนี้: แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาหนี้และมีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่หลังการปรับโครงสร้างหนี้
ช่องทางการติดต่อสามารถทำได้โดยตรงกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ต่างๆ หรือหากไม่ได้รับความสะดวก สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการให้คำแนะนำและประสานงาน
สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังตัดสินใจ ‘งดจ่าย มกราคม’
การ “งดจ่าย” โดยไม่ดำเนินการใดๆ ต่อ จะส่งผลเสียร้ายแรง การกระทำที่ถูกต้องและจำเป็นต้องทำทันทีคือ:
- ติดต่อสถาบันการเงินทันที: อย่ารอให้เจ้าหน้าที่โทรมาทวงถาม ควรเป็นฝ่ายติดต่อเข้าไปก่อนเพื่อแจ้งความประสงค์ในการขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ การแสดงความรับผิดชอบตั้งแต่เนิ่นๆ จะสร้างทัศนคติที่ดีในการเจรจา
- เตรียมเอกสารและข้อมูล: รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายปัจจุบัน, เอกสารยืนยันสาเหตุที่ทำให้รายได้ลดลง (ถ้ามี) และรายการหนี้สินทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและวางแผนหาทางออกร่วมกัน
- ศึกษาโครงการช่วยเหลือ: ทำความเข้าใจมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่มีอยู่ เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ของ ธปท. หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกลุ่ม เช่น หนี้บ้าน 8 วิธี เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาก่อนปรับโครงสร้างหนี้
แม้ว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะเป็นทางออกที่ดี แต่ก็มีข้อควรพิจารณาและความเสี่ยงที่ต้องรับทราบก่อนตัดสินใจ:
- ภาระดอกเบี้ยที่อาจเพิ่มขึ้น: ในบางกรณี สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฉบับใหม่อาจมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (อาจสูงถึง 10-15%) เพื่อชดเชยความเสี่ยงของสถาบันการเงิน จึงต้องคำนวณอย่างรอบคอบว่าสามารถรับภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ได้หรือไม่
- ผลกระทบต่อประวัติเครดิต: การปรับโครงสร้างหนี้จะถูกบันทึกในข้อมูลเครดิต ซึ่งอาจส่งผลต่อการขอสินเชื่อใหม่ในอนาคต แม้ว่าจะดีกว่าการปล่อยให้เป็นหนี้เสียก็ตาม
- ความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว: ต้องมั่นใจว่าแผนการชำระหนี้ใหม่นั้นสอดคล้องกับความสามารถทางการเงินในระยะยาว หากประเมินแล้วว่ายังไม่สามารถจ่ายไหวหลังการปรับโครงสร้าง ควรแจ้งสถาบันการเงินเพื่อหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติม
การเตรียมตัวที่ดีและการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การรีเซ็ตหนี้ครั้งนี้ประสบความสำเร็จและนำไปสู่การ วางแผนการเงิน 2569 ที่มีเสถียรภาพอย่างแท้จริง
บทสรุป: การวางแผนการเงิน 2569 สู่ความมั่นคง
เทรนด์ รีเซ็ตหนี้! ‘งดจ่าย-มกรา’ เทรนด์ใหม่แก้จนหลังปีใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์เชิงรุกในการจัดการปัญหาหนี้สินที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในสังคมไทย โดยอาศัยจังหวะเวลาเริ่มต้นปีใหม่ในการหยุดภาระชั่วคราวและเข้าสู่กระบวนการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบ แนวทางนี้ไม่ได้หมายถึงการละเลยความรับผิดชอบ แต่เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีสติและมีแบบแผน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทางการเงินเลวร้ายลงจนกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว
หัวใจสำคัญของความสำเร็จอยู่ที่การสื่อสารกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้อย่างทันท่วงที การศึกษาและเลือกรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้, การขยายเวลา, การลดค่างวด หรือแม้กระทั่งการปิดจบหนี้ด้วยเงินก้อน ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระและเปิดโอกาสให้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างวินัยทางการเงินและนำไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืนตลอดปี 2569 และในอนาคต
ติดต่อสอบถามและสั่งผลิตสินค้า
นอกเหนือจากการวางแผนทางการเงินที่มั่นคง การมีพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่กำลังมองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพ KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย พร้อมบริการรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย
ที่อยู่ของเรา:
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ:
094-295-9898
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดการสั่งผลิต สามารถ ติดต่อเรา ได้ทันที


