No Spend Challenge 2026: เทรนด์พักใช้เงินรับปีใหม่
- สรุปประเด็นสำคัญ
- ทำความรู้จัก No Spend Challenge: เทรนด์การเงินแห่งปี 2569
- แก่นแนวคิดและรูปแบบของ No Spend Challenge
- วิธีเริ่มต้น No Spend Challenge ฉบับปี 2026
- ตารางเปรียบเทียบรูปแบบชาเลนจ์ทางการเงิน
- ประโยชน์และแรงผลักดันทางสังคมของเทรนด์นี้
- ความท้าทายและแนวทางการปรับตัวให้ยั่งยืน
- บทสรุป: ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับสุขภาพการเงินใหม่
- สร้างสรรค์เสื้อทีมสำหรับกิจกรรมของคุณ
กระแสการเงินส่วนบุคคลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ No Spend Challenge 2026: เทรนด์พักใช้เงินรับปีใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ส่งเสริมการหยุดใช้จ่ายในสิ่งของที่ไม่จำเป็นเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเป็นการรีเซ็ตพฤติกรรมการใช้เงิน สร้างวินัยทางการเงิน และเพิ่มเงินออมให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตมากขึ้น แนวทางนี้ไม่ใช่แค่การประหยัดเงิน แต่เป็นการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างการใช้จ่ายกับคุณค่าส่วนบุคคลอย่างแท้จริง
สรุปประเด็นสำคัญ
- No Spend Challenge คือการท้าทายตนเองให้งดเว้นการใช้จ่ายในหมวดหมู่สินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นทั้งหมด โดยจำกัดการใช้เงินเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเท่านั้น เช่น ค่าที่พัก ค่าสาธารณูปโภค และอาหาร
- ความยืดหยุ่นของชาเลนจ์: เทรนด์นี้มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การท้าทายระยะสั้นรายเดือน ไปจนถึงการงดซื้อของบางประเภทตลอดทั้งปี (No-Buy Year) หรือการซื้อน้อยลงอย่างมีสติ (Low-Buy Year) เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายของแต่ละบุคคล
- ประโยชน์ที่มากกว่าตัวเงิน: นอกจากจะช่วยเพิ่มเงินออมและค้นพบค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่เคยสังเกตเห็นแล้ว ชาเลนจ์นี้ยังช่วยสร้างวินัยทางการเงิน ลดความต้องการซื้อของตามกระแส และส่งเสริมการใช้สิ่งของที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- การต่อยอดจากเทรนด์โลก: แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแส underconsumption (การบริโภคน้อยลง) และการลดการพึ่งพาบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (BNPL) ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความระมัดระวังมากขึ้น
- กุญแจสู่ความสำเร็จ: การวางแผนอย่างรอบคอบ การกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การติดตามความคืบหน้า และการมีทัศนคติที่ยืดหยุ่น คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การทำ No Spend Challenge ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ทำความรู้จัก No Spend Challenge: เทรนด์การเงินแห่งปี 2569
No Spend Challenge 2026: เทรนด์พักใช้เงินรับปีใหม่ เป็นปรากฏการณ์ทางการเงินที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้บุคคลหยุดการใช้จ่ายในสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นทั้งหมดเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ แนวคิดนี้พัฒนาต่อยอดมาจากกระแสการบริโภคน้อยลง (underconsumption) ที่เห็นได้ชัดในปี 2025 และการท้าทายผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น “No-Spend September” จนกลายมาเป็นแผนการเงินที่มีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้นสำหรับปี 2026 ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้จ่าย
เป้าหมายหลักของชาเลนจ์นี้ไม่ใช่เพียงการอดออม แต่เป็นการ “รีเซ็ต” พฤติกรรมการใช้เงินที่อาจเกิดขึ้นจากความเคยชินหรือการตัดสินใจชั่ววูบ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนนิสัยให้สอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวของตนเองมากขึ้น การเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการท้าทายนี้จึงเปรียบเสมือนการตั้งปณิธานทางการเงิน เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและสุขภาพการเงินที่ดีตลอดทั้งปี ซึ่งเหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการควบคุมการเงินของตนเองให้ดีขึ้น ค้นหาว่าเงินของตนรั่วไหลไปที่ใด และต้องการเก็บออมเพื่อเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต
แก่นแนวคิดและรูปแบบของ No Spend Challenge
หัวใจสำคัญของ No Spend Challenge คือการแยกแยะระหว่าง “ความจำเป็น” (Needs) และ “ความต้องการ” (Wants) อย่างเด็ดขาด เพื่อหยุดวงจรการใช้จ่ายตามอารมณ์และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง
นิยามของการ “พักใช้เงิน”
โดยพื้นฐานแล้ว การทำ No Spend Challenge คือการจำกัดการใช้จ่ายให้อยู่ในหมวดหมู่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะประกอบด้วย:
- ค่าเช่าที่พักอาศัย หรือค่าผ่อนบ้าน
- ค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน (ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอินเทอร์เน็ต)
- ค่าอาหารและของใช้ที่จำเป็น (ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อทำอาหารเอง)
- ค่าเดินทางที่จำเป็น (ค่าน้ำมันรถ, ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ)
- ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ยา, ค่ารักษาพยาบาล)
ในขณะเดียวกัน จะต้องงดเว้นการใช้จ่ายในหมวดหมู่ที่ไม่จำเป็นหรือเป็นค่าใช้จ่ายตามความต้องการ (discretionary spending) ทั้งหมด เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน, การซื้อกาแฟ, การชอปปิงเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ, การสมัครสมาชิกบริการสตรีมมิงที่ไม่ได้ใช้งานประจำ หรือการซื้อสินค้าตามกระแสนิยม เป็นต้น
รูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจสำหรับปี 2569
No Spend Challenge มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบเพื่อให้เข้ากับเป้าหมายและวินัยของแต่ละคน รูปแบบที่ได้รับความนิยมมีดังนี้:
- No-Buy Year (ปีแห่งการไม่ซื้อ): เป็นรูปแบบที่เข้มข้นที่สุด คือการงดซื้อสินค้าในหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ (เช่น เสื้อผ้า, หนังสือ, เครื่องสำอาง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ตลอดทั้งปี 2026 โดยเน้นการใช้สิ่งของที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด หรือหันไปซ่อมแซมแทนการซื้อใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดมินิมอลลิสต์
- Low-Buy Year (ปีแห่งการซื้อน้อย): เป็นรูปแบบที่ผ่อนปรนลงมา โดยอนุญาตให้มีการซื้อของใหม่ได้ในจำนวนจำกัดและต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ผู้เข้าร่วมมักจะสร้าง “Wishlist” หรือรายการของที่อยากได้ และกำหนดระยะเวลารอคอย (waiting period) ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการซื้อที่มาจากความต้องการที่แท้จริงและสอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง
- Short-term Resets (การรีเซ็ตระยะสั้น): เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เป็นการท้าทายในระยะเวลาสั้นๆ เช่น 1 เดือน หรือ 90 วัน เพื่อสร้างแรงผลักดันและปรับพฤติกรรมโดยไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป การทำสำเร็จในระยะสั้นจะช่วยสร้างความมั่นใจในการวางแผนทางการเงินระยะยาวต่อไป
นอกจากการเลือกรูปแบบที่เหมาะสมแล้ว ผู้เข้าร่วมชาเลนจ์ยังนิยมใช้เทคนิคเสริมอื่นๆ เช่น การสำรวจตู้เสื้อผ้าของตนเองเพื่อนำเสื้อผ้าเก่ามาผสมผสานใหม่ (Shop your closet), การฝึกซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุด, และการหันมาใช้เงินสดในการใช้จ่ายเพื่อควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การเงินในปี 2025-2026 ที่มุ่งเน้นการบริโภคอย่างมีสติและลดการพึ่งพาหนี้สินที่ไม่จำเป็น
วิธีเริ่มต้น No Spend Challenge ฉบับปี 2026
การเตรียมตัวที่ดีเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำ No Spend Challenge การปฏิบัติตามขั้นตอนที่เป็นระบบจะช่วยให้การเดินทางสายการเงินนี้ราบรื่นและบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 1: สำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายย้อนหลัง
ก่อนที่จะเริ่มชาเลนจ์ ควรใช้เวลาทบทวนรายการเดินบัญชีหรือบันทึกการใช้จ่ายย้อนหลังอย่างน้อย 90 วัน เพื่อวิเคราะห์หารูปแบบการใช้เงินของตนเอง การทำเช่นนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมว่าเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับอะไร และมีค่าใช้จ่ายแฝงใดบ้างที่สามารถตัดออกได้ เช่น ค่ากาแฟรายวัน หรือค่าสมาชิกบริการต่างๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้ ข้อมูลส่วนนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์ในขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 2: กำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน
ความชัดเจนคือกุญแจสำคัญ ควรกำหนดกฎของตัวเองให้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยแบ่งเป็น 2 รายการหลักๆ:
- รายการที่ “อนุญาต” ให้ใช้จ่ายได้ (Yes List): ระบุหมวดหมู่ที่จำเป็นทั้งหมด เช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำ-ไฟ, ค่าอาหารสด, ค่าน้ำมัน เป็นต้น
- รายการที่ “ไม่อนุญาต” ให้ใช้จ่าย (No List): ระบุหมวดหมู่ฟุ่มเฟือยที่จะต้องงดเว้นอย่างเด็ดขาด เช่น เสื้อผ้าใหม่, อาหารนอกบ้าน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ของตกแต่งบ้าน
นอกจากนี้ ควรวางแผนล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์พิเศษที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปี เช่น วันเกิด, งานแต่งงาน หรือวันหยุดเทศกาล โดยการมองหากิจกรรมทางเลือกที่ไม่ต้องใช้เงิน เช่น การทำอาหารทานเองที่บ้าน หรือการมอบของขวัญที่ทำด้วยตนเอง
ขั้นตอนที่ 3: จัดการสิ่งของที่มีอยู่และวางแผนกิจกรรม
เพื่อลดการซื้อของใหม่ ให้เริ่มต้นด้วยการสำรวจและใช้สิ่งของที่มีอยู่ให้หมดก่อน เช่น วางแผนเมนูอาหารโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็นและตู้กับข้าวให้หมดก่อนไปซื้อของใหม่ (Eat from the fridge/freezer first) ขณะเดียวกัน ควรจัดทำรายการกิจกรรมยามว่างที่ไม่ต้องเสียเงิน (No-cost activity list) เช่น การอ่านหนังสือที่ซื้อมาดองไว้, การออกไปเดินสวนสาธารณะ, การดูหนังเก่าๆ ที่บ้าน หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ฟรี
ขั้นตอนที่ 4: ติดตามความคืบหน้าและปรับตัว
การติดตามผลเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาแรงจูงใจ อาจใช้สมุดบันทึก, แอปพลิเคชัน หรือตารางสำเร็จรูป (Printables) เพื่อจดบันทึกจำนวนเงินที่ประหยัดได้ในแต่ละวันหรือสัปดาห์ สิ่งสำคัญคือต้องมีทัศนคติที่ยืดหยุ่น หากมีบางครั้งที่ทำผิดพลาดหรือเผลอใช้จ่ายไป ไม่ควรรู้สึกผิดหรือล้มเลิก แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นและกลับเข้าสู่ชาเลนจ์อีกครั้งทันที หลักการสำคัญคือ “ความก้าวหน้าสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ” (Progress over perfection)
ขั้นตอนที่ 5: วางแผนสำหรับเงินออมหลังจบชาเลนจ์
เมื่อชาเลนจ์สิ้นสุดลง จะมีเงินออมก้อนหนึ่งเกิดขึ้น ควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับเงินก้อนนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นแรงผลักดันระหว่างการทำชาเลนจ์ เช่น นำเงินที่ออมได้ไปชำระหนี้, เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน, หรือลงทุนเพื่อเป้าหมายในอนาคต การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เงินออมถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
ตารางเปรียบเทียบรูปแบบชาเลนจ์ทางการเงิน
| ประเภทของชาเลนจ์ | ระยะเวลา | จุดมุ่งเน้น | ตัวอย่างกฎเกณฑ์ |
|---|---|---|---|
| No-Spend (พักใช้เงิน) | 1 เดือน หรือตลอดทั้งปี | การงดใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมด | ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น; งดซื้อกาแฟนอกบ้าน, งดชอปปิง |
| No-Buy (งดซื้อ) | ตลอดปี 2569 | การงดซื้อของในหมวดหมู่ที่กำหนด (เช่น เสื้อผ้า 26 ชิ้น) | ใช้สิ่งของที่มีอยู่แล้ว; เน้นแนวคิดมินิมอลลิสต์ |
| Low-Buy (ซื้อน้อย) | ตลอดปี 2569 | การเลือกซื้ออย่างมีสติ | ใช้ระบบ Wishlist และมีระยะเวลารอคอย; ตรวจสอบคุณค่าก่อนซื้อ |
ประโยชน์และแรงผลักดันทางสังคมของเทรนด์นี้
No Spend Challenge ไม่ได้เป็นเพียงการท้าทายส่วนบุคคล แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวทางสังคมและวัฒนธรรมที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งส่งผลดีในหลายมิติ
ผลดีต่อสุขภาพทางการเงิน
การทำ No Spend Challenge ช่วยเปิดโปง “รอยรั่ว” ทางการเงินที่ซ่อนอยู่ เช่น ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจเป็นเงินจำนวนมาก การตระหนักถึงจุดนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการอุดรอยรั่วและเพิ่มเงินออมอย่างมีนัยสำคัญ
ประโยชน์ทางการเงินที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของเงินออมเพื่อเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดหนี้บัตรเครดิตหรือการสร้างกองทุนฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (BNPL) ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่น่ากังวลเนื่องจากอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น การสร้างวินัยในการใช้จ่ายด้วยเงินของตัวเองจึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง
การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและแนวคิด
ชาเลนจ์นี้ส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมาย (Intentionality) และสอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต (Values-based spending) แทนที่จะซื้อของตามกระแสหรือเพื่อบำบัดความรู้สึกชั่วคราว (Revenge spending) ผู้เข้าร่วมจะเปลี่ยนมุมมองจากการถูกจำกัดการใช้จ่าย ไปสู่ความภาคภูมิใจในการควบคุมตนเองและความสามารถในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น ซึ่งนำไปสู่การลดความรกในบ้านและในชีวิต ทำให้มีพื้นที่สำหรับสิ่งที่สำคัญมากกว่า
ภาพรวมเทรนด์ปี 2026 และกระแสในโซเชียลมีเดีย
เทรนด์ No Spend Challenge ในปี 2026 เป็นการต่อยอดจากกระแส underconsumption ในปี 2025 ที่ผู้คนหันมาซ่อมแซมสิ่งของและซื้อสินค้ามือสองมากขึ้น คาดการณ์ว่าการปฏิเสธการตลาดที่กระตุ้นให้เกิดความกลัวว่าจะตกเทรนด์ (FOMO marketing) จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการกลับมาของ “เงินสด” เพื่อใช้ในการควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวดอีกด้วย
กระแสนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างกว้างขวางผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube และ TikTok ซึ่งมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนมากแบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ เช่น “20+ อุปนิสัยการเงินขนาดเล็ก” หรือ “26 สิ่งที่จะไม่ซื้อในปี 2026” รวมถึงพอดแคสต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่นำเสนอชาเลนจ์นี้ในมุมมองของการสร้างพลังอำนาจให้ตนเอง (Empowering) มากกว่าการลงโทษ (Punitive)
ความท้าทายและแนวทางการปรับตัวให้ยั่งยืน
แม้ว่า No Spend Challenge จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในชีวิต เช่น การเดินทางเร่งด่วน, ค่าซ่อมแซมฉุกเฉิน หรือเทศกาลต่างๆ อาจทำให้การทำตามกฎเกณฑ์เป็นไปได้ยาก สิ่งสำคัญคือการเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้และปรับเปลี่ยนแผนตามความเหมาะสม โดยยึดหลัก “ความก้าวหน้าสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ”
เป้าหมายสูงสุดของชาเลนจ์นี้ไม่ใช่การทำตามกฎได้อย่างไร้ที่ติ แต่คือการสร้างนิสัยทางการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาว การเรียนรู้ที่จะปรับตัวและไม่ยอมแพ้เมื่อเจอกับอุปสรรค คือทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะได้รับจากการท้าทายนี้ เทรนด์นี้ยังสะท้อนถึงความระมัดระวังทางเศรษฐกิจในระดับโลกหลังยุคเงินเฟ้อและปัญหาหนี้สินจาก BNPL ซึ่งอาจส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัวไปสู่ความโปร่งใสและนำเสนอคุณค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์มากขึ้นในอนาคต
บทสรุป: ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับสุขภาพการเงินใหม่
No Spend Challenge 2026: เทรนด์พักใช้เงินรับปีใหม่ เป็นมากกว่าแค่การประหยัดเงินชั่วคราว แต่มันคือเครื่องมืออันทรงพลังในการรีเซ็ตพฤติกรรมการใช้จ่าย ทำความเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง และกลับมาควบคุมสถานะทางการเงินได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการท้าทายนี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญและกระตือรือร้นในการสร้างความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงินในระยะยาว การวางแผนอย่างรอบคอบและการมีทัศนคติที่ยืดหยุ่นจะทำให้ทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายและค้นพบอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงได้
สร้างสรรค์เสื้อทีมสำหรับกิจกรรมของคุณ
KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากสนใจสามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่:
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ:
094-295-9898


