Shopping cart

ลดหย่อนภาษี 2569 ทักษะอนาคต รีบอัพสกิลก่อนยื่น

สารบัญ

การวางแผนลดหย่อนภาษี 2569 ทักษะอนาคต รีบอัพสกิลก่อนยื่น ถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในหมู่ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินและการพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจและกฎเกณฑ์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษีปี 2569

ลดหย่อนภาษี 2569 ทักษะอนาคต รีบอัพสกิลก่อนยื่น - future-skill-tax-deduction-2026

  • โครงสร้างลดหย่อนภาษีใหม่: รัฐบาลมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนโครงสร้างการลดหย่อนภาษีสำหรับการออมและการลงทุน โดยจะรวมเพดานของกองทุนต่างๆ เช่น SSF, RMF, Thai ESG มาอยู่ภายใต้บัญชีเพื่อการลงทุนใหม่ที่ชื่อว่า TISA (Thailand Individual Saving Account)
  • ยังไม่มีสิทธิลดหย่อนค่าเรียนโดยตรง: ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียนหรือพัฒนา “ทักษะอนาคต” โดยเฉพาะสำหรับปีภาษี 2569 อย่างเป็นทางการ
  • ความสำคัญของทักษะการเงิน: แม้ไม่มีสิทธิลดหย่อนค่าเรียนโดยตรง แต่ “ทักษะอนาคต” ที่สำคัญที่สุดในปี 2569 คือ ทักษะความเข้าใจด้านการเงินและการลงทุน เพื่อนำทางผ่านกฎเกณฑ์ภาษีใหม่และเลือกใช้สิทธิประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • การเตรียมตัวล่วงหน้า: ผู้เสียภาษีควรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุน SSF และ Thai ESG ให้เต็มที่ภายในปีภาษี 2567-2568 ก่อนที่กติกาใหม่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับ
  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: มาตรการภาษีใหม่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและยังไม่ประกาศเป็นกฎหมาย ผู้เสียภาษีจึงต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังต่อไป

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับผู้เสียภาษีทุกคน การเตรียมความพร้อมโดยการทำความเข้าใจหลักการใหม่ๆ และการปรับกลยุทธ์การออม การลงทุน และการพัฒนาตนเองจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ บทความนี้จะสำรวจรายละเอียดของมาตรการที่เสนอขึ้นใหม่ ความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาทักษะกับแผนภาษี และแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

เจาะลึกโครงสร้างลดหย่อนภาษีใหม่ที่คาดว่าจะใช้ในปี 2569

กระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างการลดหย่อนภาษีสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป แม้ว่ารายละเอียดสุดท้ายยังต้องรอการประกาศเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่สาระสำคัญของข้อเสนอดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการวางแผนการเงินอย่างกว้างขวาง

TISA: เครื่องมือใหม่เพื่อการออมและการลงทุน

แนวคิดหลักของการปฏิรูปครั้งนี้คือการเปิดตัวบัญชีเพื่อการออมและการลงทุนส่วนบุคคลของประเทศไทย หรือ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการส่งเสริมการออมระยะยาวและการลงทุนในตลาดทุนไทย โดย TISA จะเข้ามาแทนที่และรวบรวมสิทธิประโยชน์ของกองทุนลดหย่อนภาษีเดิมหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน

วัตถุประสงค์ของ TISA คือการทำให้ระบบการลดหย่อนภาษีมีความเรียบง่ายและเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อกองทุนหลายประเภทเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มเพดานอีกต่อไป แต่สามารถบริหารจัดการการลงทุนผ่านบัญชี TISA เพียงบัญชีเดียว ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล

เพดานลดหย่อนใหม่และแนวคิด Tax Multiplier

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดเพดานการลดหย่อนภาษีสำหรับการออมและการลงทุนทั้งหมด (รวมถึง RMF, ประกันบำนาญ และกองทุนอื่นๆ ที่เข้าเกณฑ์) ไว้ที่เพดานรวม 800,000 บาทต่อปี ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่แต่ละกองทุนมีเพดานแยกกัน

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Tax Multiplier (ตัวคูณทางภาษี) ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนแตกต่างกันไปตามระดับรายได้ของผู้เสียภาษี แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้มากขึ้น ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงจะได้รับสิทธิลดหย่อนในสัดส่วนที่ลดลง

ตารางเปรียบเทียบสิทธิลดหย่อนภาษีตามแนวคิด Tax Multiplier (ร่างข้อเสนอ)
ระดับเงินได้พึงประเมินต่อปี ตัวคูณทางภาษี (Tax Multiplier) สิทธิลดหย่อนสูงสุด (เมื่อลงทุนเต็ม 800,000 บาท)
ไม่เกิน 1,500,000 บาท 1.3 เท่าของเงินลงทุน 1,040,000 บาท
เกิน 1,500,000 บาท 0.7 เท่าของเงินลงทุน 560,000 บาท

จากตารางจะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น 30% จากเงินลงทุนจริง ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท จะได้รับสิทธิลดหย่อนน้อยลงเหลือเพียง 70% ของเงินลงทุน ซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อกระจายประโยชน์ทางภาษีให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และยังไม่มีผลบังคับใช้จริงจนกว่าจะมีการประกาศเป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา

“ทักษะอนาคต” กับการลดหย่อนภาษี: ความเชื่อมโยงที่แท้จริง

แม้ว่าคำว่า “ทักษะอนาคต” จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่ในบริบทของการลดหย่อนภาษี 2569 ทักษะอนาคต รีบอัพสกิลก่อนยื่น นั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสามารถวางแผนได้อย่างถูกต้อง

สถานะปัจจุบัน: ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนค่าเรียนโดยตรง

จากการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและประกาศจากหน่วยงานภาครัฐ ณ ปัจจุบัน ยังไม่พบมาตรการที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการเข้าคอร์สเรียนออนไลน์ หรือการพัฒนาทักษะเฉพาะทาง มาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2569 ได้โดยตรง ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายในการอัปสกิลหรือรีสกิลยังไม่สามารถนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมินได้เหมือนกับค่าลดหย่อนประเภทอื่นๆ เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือเบี้ยประกันชีวิต

อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนโดยตรง ไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาทักษะอนาคตจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีเลย แต่ความเชื่อมโยงนั้นอยู่ในมิติที่ซับซ้อนกว่า

มุมมองที่ 1: ทักษะการเงินคือ “ทักษะอนาคต” ที่จำเป็นที่สุด

เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ “ทักษะอนาคต” ที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่สุดกลับกลายเป็น ทักษะความรู้ความเข้าใจทางการเงิน (Financial Literacy) การอัปสกิลในด้านนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการวางแผนภาษีและบริหารจัดการสินทรัพย์ภายใต้กติกาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะที่จำเป็นประกอบด้วย:

  • ทักษะการวางแผนการลงทุนระยะยาว: ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่เข้าเกณฑ์ TISA และสามารถเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการเกษียณ
  • ทักษะการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ: ความสามารถในการประเมินผลกระทบของ Tax Multiplier ต่อสถานะทางการเงินของตนเอง เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนในสัดส่วนเท่าใดจึงจะคุ้มค่าที่สุด
  • ทักษะการบริหารความเสี่ยง: การทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ประกันประเภทต่างๆ เช่น ประกันชีวิต และประกันบำนาญ ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเพดานลดหย่อนรวม

ดังนั้น การลงทุนเวลาเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องการเงินและภาษี จึงเปรียบเสมือนการ “อัปสกิล” ที่ให้ผลตอบแทนโดยตรงผ่านการประหยัดภาษีและการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

มุมมองที่ 2: อัปสกิลเพื่อความมั่นคงทางรายได้ในยุคใหม่

อีกมิติหนึ่งที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะเข้ากับภาษีคือผลกระทบต่อ “ฐานรายได้” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการคำนวณภาษี นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2569 อาจเผชิญกับภาวะชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในตลาดแรงงาน

ในบริบทนี้ การพัฒนาทักษะวิชาชีพ (Upskilling & Reskilling) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษางานประจำ เพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง หรือเปลี่ยนสายงานไปยังอุตสาหกรรมที่มีเสถียรภาพมากกว่า แม้ว่าค่าเรียนจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้โดยตรง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ:

  • การรักษาระดับรายได้: ช่วยให้มีเงินได้ที่มั่นคงเพื่อนำไปวางแผนภาษีและลงทุนต่อไป
  • การเพิ่มขึ้นของรายได้: หากการอัปสกิลนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น แม้จะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องวางแผนภาษีเชิงรุกมากขึ้นโดยใช้เครื่องมือลดหย่อนต่างๆ ให้เต็มประสิทธิภาพ

สรุปได้ว่า การอัปสกิลวิชาชีพเป็นกลยุทธ์ทางอ้อมในการบริหารจัดการภาษี โดยเน้นไปที่การสร้างและรักษาฐานรายได้ให้แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของการคำนวณภาษีทั้งหมด

กลยุทธ์วางแผนภาษีและพัฒนาตนเองสำหรับปี 2569

เมื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นและบทบาทของการพัฒนาทักษะในมิติต่างๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่ปีภาษี 2569 จะมาถึง

โค้งสุดท้าย: ใช้สิทธิลดหย่อน SSF และ Thai ESG ให้เต็มที่

สำหรับปีภาษี 2567 และ 2568 กฎเกณฑ์การลดหย่อนภาษีแบบเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้เสียภาษียังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนจากกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ได้ตามเพดานเดิมที่กำหนดไว้

นี่จึงเป็น “โอกาสสุดท้าย” สำหรับผู้เสียภาษีบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งภายใต้กติกาใหม่จะถูกลดทอนสิทธิประโยชน์ลงด้วย Tax Multiplier 0.7 เท่า การลงทุนใน SSF และ Thai ESG ให้เต็มสิทธิในช่วงปี 2567-2568 จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างภาษีเดิมให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง

เตรียมความพร้อมรับมือกติกาใหม่

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ควรเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดของ TISA และหลักการคำนวณภาษีแบบใหม่ เพื่อให้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะสามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนและการออมได้อย่างทันท่วงที ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้:

  • ประเมินสถานะทางการเงิน: คำนวณรายได้พึงประเมินของตนเองเพื่อดูว่าจะตกอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์ (ตัวคูณ 1.3) หรือเสียประโยชน์ (ตัวคูณ 0.7) จากโครงสร้างใหม่
  • ทบทวนพอร์ตการลงทุน: สำรวจการลงทุนในปัจจุบัน (RMF, SSF, ประกัน) และวางแผนว่าจะปรับเปลี่ยนพอร์ตอย่างไรภายใต้เพดานรวม 800,000 บาท
  • ศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่: ติดตามข่าวสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เกี่ยวกับกองทุนที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับ TISA

เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะวิชาชีพกับแผนภาษีระยะยาว

แม้ค่าเรียนจะยังลดหย่อนไม่ได้ แต่การวางแผนพัฒนาตนเองควรดำเนินควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินและภาษี ควรตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ทักษะที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ในระยะยาว เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ความสามารถในการออมและการลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การมองภาพรวมเช่นนี้จะทำให้การลงทุนทั้งในตนเองและในสินทรัพย์ทางการเงินส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ มีข้อควรระวังและประเด็นที่ผู้เสียภาษีทุกคนต้องให้ความสำคัญและติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเงินตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด

  • สถานะของกฎหมาย: โครงสร้าง TISA, เพดาน 800,000 บาท และ Tax Multiplier ยังเป็นเพียง “ร่างแนวทาง” ที่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอนก่อนจะมีผลบังคับใช้จริง การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในขั้นสุดท้ายยังคงมีความเป็นไปได้
  • มาตรการลดหย่อนเฉพาะกิจ: รัฐบาลอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกิจอื่นๆ ออกมาในอนาคต ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการลดหย่อนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหรือการพัฒนาทักษะก็เป็นได้ ดังนั้น การติดตามประกาศจากกรมสรรพากรเป็นระยะจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการเสมอ เช่น เว็บไซต์ของกรมสรรพากร, ประกาศจากกระทรวงการคลัง หรือเอกสารและบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือซึ่งอ้างอิงกฎหมายโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือการตีความที่คลาดเคลื่อน

สรุปและก้าวต่อไป: จากการวางแผนภาษีสู่การพัฒนาองค์กร

โดยสรุป การเตรียมตัวสำหรับลดหย่อนภาษี 2569 ทักษะอนาคต รีบอัพสกิลก่อนยื่น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมองหาสิทธิลดหย่อนค่าเรียน แต่เป็นเรื่องของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งการเงินและการพัฒนาตนเอง หัวใจสำคัญคือการทำความเข้าใจโครงสร้างภาษีใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะแนวคิด TISA และ Tax Multiplier พร้อมทั้งตระหนักว่า “ทักษะอนาคต” ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือความรู้ความเข้าใจทางการเงินที่จะช่วยนำทางผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ ขณะเดียวกัน การพัฒนาทักษะทางวิชาชีพก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางรายได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ ผู้เสียภาษีจึงควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนกติกาใหม่จะเริ่มใช้ ในการทบทวนแผนการลงทุน ใช้สิทธิประโยชน์เดิมให้เต็มที่ และติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำที่สุด

หลังจากที่แต่ละบุคคลได้วางแผนการเงินและพัฒนาทักษะส่วนบุคคลเรียบร้อยแล้ว การพัฒนาในภาพรวมระดับองค์กรก็เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและความเป็นหนึ่งเดียวกัน หากองค์กรใดกำลังมองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกีฬา เสื้อสำหรับพนักงาน หรือเสื้อสำหรับกิจกรรมต่างๆ แบรนด์ KDC SPORT มีความพร้อมในการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลายคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

กุมภาพันธ์ 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ