กระเป๋าเงินดิจิทัล สู่ CBDC โอกาสใหม่ SME ไทยปี 69
การเปลี่ยนผ่านจากกระเป๋าเงินดิจิทัล สู่ CBDC โอกาสใหม่ SME ไทยปี 69 กำลังจะกลายเป็นความจริงที่ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาครัฐโดยการนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้าพัฒนาระบบเงินบาทดิจิทัล หรือ Retail CBDC อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคต การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคทั่วไป แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถแข่งขันและเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ
ภาพรวมอนาคตการเงินดิจิทัลไทย
ภูมิทัศน์ทางการเงินของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) หรือที่รู้จักในชื่อ “บาทดิจิทัล” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวของภาครัฐเพื่อรองรับสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย โดยคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2569 ระบบนิเวศของ CBDC จะเริ่มถูกนำมาใช้งานในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อวิธีการดำเนินธุรกิจ การรับชำระเงิน การบริหารจัดการต้นทุน และการขยายตลาดของผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงหลักการทำงาน โอกาส และความท้าทายของ CBDC จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ SME ที่ต้องการเตรียมความพร้อมและคว้าประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการเงินครั้งประวัติศาสตร์นี้
ทำความเข้าใจ CBDC: เงินบาทในรูปแบบดิจิทัล
ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงโอกาสสำหรับ SME สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของ CBDC ว่าคืออะไร และมีความแตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นที่คุ้นเคยกันอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและสามารถวางแผนปรับตัวได้อย่างถูกต้อง
นิยามและคุณสมบัติหลักของ Retail CBDC
Retail CBDC หรือเงินบาทดิจิทัล คือ สกุลเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยมีมูลค่าคงที่ 1 บาทดิจิทัล เท่ากับ 1 บาทไทยเสมอ คุณสมบัติเด่นของ CBDC คือการเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง ทำให้มีความปลอดภัยสูงสุดและปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) หรือความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการจะล้มละลาย (Liquidity Risk) เหมือนกับเงินฝากในสถาบันการเงินพาณิชย์
CBDC ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่หลัก 3 ประการของเงินตรา ได้แก่:
- สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange): สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
- หน่วยวัดมูลค่า (Unit of Account): ใช้เป็นมาตรฐานในการกำหนดราคาสินค้าและบริการต่างๆ
- เครื่องรักษามูลค่า (Store of Value): สามารถเก็บออมเพื่อใช้ในอนาคตได้โดยที่มูลค่าไม่ผันผวนรุนแรงเหมือนสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท
วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เคยระบุไว้ว่า CBDC จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพให้แก่ประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยให้กับประเทศ
เปรียบเทียบ CBDC, คริปโตเคอร์เรนซี และ e-Money
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณลักษณะของ CBDC กับสินทรัพย์ดิจิทัลและเงินอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | Retail CBDC (บาทดิจิทัล) | คริปโตเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin) | เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) |
|---|---|---|---|
| ผู้ออก | ธนาคารกลาง (ธปท.) | ระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) | สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร |
| สถานะทางกฎหมาย | เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย | ไม่เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย | เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ในวงจำกัดของผู้ให้บริการ |
| เสถียรภาพของมูลค่า | มีเสถียรภาพสูง (ตรึงกับเงินบาท 1:1) | มีความผันผวนสูงมาก | มีเสถียรภาพสูง (ตรึงกับเงินบาท 1:1) |
| ความเสี่ยง | ความเสี่ยงต่ำที่สุด (เป็นหนี้สินของธนาคารกลาง) | ความเสี่ยงสูง (ด้านราคา, การกำกับดูแล, การปฏิบัติการ) | มีความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องของผู้ให้บริการ |
| เทคโนโลยีพื้นฐาน | อาจเป็นเทคโนโลยี DLT/Blockchain หรือระบบรวมศูนย์ | เทคโนโลยี DLT/Blockchain | ระบบฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ |
ไทม์ไลน์และพัฒนาการ CBDC ในประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มศึกษาและวางแนวทางการพัฒนา Retail CBDC อย่างจริงจังมาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 โดยมีการศึกษาผลกระทบและสำรวจความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว
การพัฒนาได้ดำเนินมาเป็นลำดับขั้น โดยมีโครงการ “อินทนนท์” เป็นรากฐานสำคัญในการทดสอบการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และได้ต่อยอดมาสู่การทดสอบในระดับรายย่อย (Retail) โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2565 ได้เริ่มโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในวงจำกัด โดยมีความร่วมมือจากประชาชน ร้านค้า สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับการทดสอบหยวนดิจิทัลของประเทศจีนที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้ จากนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่าจะขยายผลการใช้งานในวงกว้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างยั่งยืน และคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2569 ผู้ประกอบการ SME จะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบ CBDC ได้อย่างเต็มรูปแบบ
ศักยภาพของ CBDC ต่อผู้ประกอบการ SME ในปี 2569
การมาถึงของ CBDC ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ
ยกระดับประสิทธิภาพการชำระเงิน
โอกาสที่ชัดเจนที่สุดสำหรับ SME คือการมีช่องทางการรับชำระเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีต้นทุนต่ำลง ธุรกรรมผ่าน CBDC สามารถดำเนินการได้แบบทันที (Real-time) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางหลายทอดเหมือนระบบปัจจุบัน ทำให้ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการรับเงินค่าสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการสามารถรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น เป๋าตัง หรือโมบายแบงก์กิ้งที่เชื่อมต่อกับระบบ CBDC ได้โดยตรง
นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceable) ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากการทุจริตหรือการจัดการเงินสดที่ผิดพลาดได้เป็นอย่างดี
ลดต้นทุนทางการเงินและค่าธรรมเนียม
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SME ต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต หรือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านตัวกลางทางการเงิน การนำ CBDC มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศ จะช่วยปรับโครงสร้างต้นทุนเหล่านี้ให้ลดลง เนื่องจากเป็นการทำธุรกรรมโดยตรงบนแพลตฟอร์มของธนาคารกลาง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำลง และสามารถนำเงินส่วนต่างไปลงทุนพัฒนาธุรกิจในด้านอื่นได้ต่อไป
ขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดสากล
อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของ SME ในการค้าขายระหว่างประเทศคือความยุ่งยากและต้นทุนที่สูงของธุรกรรมข้ามพรมแดน CBDC มีศักยภาพที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการนี้ เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลก (ข้อมูล ณ ปี 2565 ระบุว่ามีกว่า 26 ประเทศ) กำลังพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตนเองเช่นกัน ในอนาคต การชำระเงินระหว่างประเทศอาจทำได้โดยการแลกเปลี่ยน CBDC ของแต่ละสกุลเงินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดค่าธรรมเนียม และลดระยะเวลาในการชำระเงินลงอย่างมหาศาล เปิดโอกาสให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศและแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้ง่ายขึ้น
การเข้าถึงนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐโดยตรง
CBDC เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาครัฐในการดำเนินนโยบายทางการคลัง ตัวอย่างเช่น การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการให้เงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สามารถทำได้โดยการโอนเงินบาทดิจิทัลเข้าสู่กระเป๋าเงินของผู้รับโดยตรง ซึ่งมีความรวดเร็ว แม่นยำ และตรวจสอบได้ ช่วยลดปัญหาเงินรั่วไหลหรือตกหล่นระหว่างทางได้เป็นอย่างดี
แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า CBDC จะช่วยให้การตรวจสอบเงินสนับสนุนจากภาครัฐทำได้ง่ายขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าเงินจะส่งถึงมือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ซึ่ง SME ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของนโยบายจะได้รับประโยชน์จากกลไกนี้โดยตรง
นอกจากนี้ ฐิติมา ชูเชิด รองผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้ชี้ให้เห็นว่า CBDC จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินใหม่ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
SME ไทยต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อคว้าโอกาส
แม้ว่า CBDC จะนำมาซึ่งโอกาสมากมาย แต่การจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านั้นได้ ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลใหม่ได้อย่างราบรื่น
การปรับปรุงระบบรับชำระเงินดิจิทัล
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเตรียมความพร้อมของระบบหน้าร้านและระบบหลังบ้านให้สามารถรองรับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อระบบ Point-of-Sale (POS) หรือแพลตฟอร์ม E-commerce ของตนเองเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของ CBDC การเข้าร่วมโครงการทดสอบต่างๆ หากมีโอกาส เช่น โครงการที่ร่วมมือกับผู้ให้บริการอย่าง ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเรียนรู้และปรับตัวก่อนใคร
พัฒนาทักษะและความเข้าใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
ผู้ประกอบการและบุคลากรจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลพื้นฐาน เช่น การใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแนวคิดของเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย การลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความพร้อมรับมือกับวิธีการชำระเงินแบบใหม่จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา
วางกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากการปรับตัวด้านเทคโนโลยีแล้ว SME ควรทบทวนและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น เช่น การมองหาลู่ทางในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศโดยใช้ประโยชน์จากระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน CBDC หรือการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในสังคมไร้เงินสด การลดการพึ่งพาเงินสดและหันมาบริหารจัดการการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเต็มตัวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านจากกระเป๋าเงินดิจิทัล สู่ CBDC โอกาสใหม่ SME ไทยปี 69 ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย ซึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว แม้ว่าในช่วงแรกอาจมีความท้าทายในการปรับตัวและการเรียนรู้ แต่ประโยชน์ที่จะได้รับในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การลดต้นทุน และการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นั้นมีมูลค่ามหาศาล
ผู้ประกอบการ SME ที่มองการณ์ไกลและเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ จะเป็นกลุ่มที่สามารถคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างแน่นอน การติดตามพัฒนาการจากธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับปรุงระบบภายใน และการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเงินบาทดิจิทัล
สำหรับองค์กรและ SME ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้แข็งแกร่งในยุคดิจิทัลใหม่นี้ การมีภาพลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวและมีความเป็นมืออาชีพถือเป็นปัจจัยสำคัญ KDC SPORT มีความเชี่ยวชาญในการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากท่านสนใจสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับองค์กรของท่าน สามารถ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


