Shopping cart

ภาษี Digital Nomad 2569: รู้ก่อนยื่น ไม่โดนย้อนหลัง

สารบัญ

ภูมิทัศน์ทางภาษีสำหรับ Digital Nomad ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศต้องทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อวางแผนและยื่นภาษีให้ถูกต้อง การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษี Digital Nomad ที่ต้องรู้

ภาษี Digital Nomad 2569: รู้ก่อนยื่น ไม่โดนย้อนหลัง - digital-nomad-tax-thailand-2026

  • สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี: หากพำนักในประเทศไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีใด จะถือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย
  • กฎการนำเงินเข้าประเทศ: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป เงินได้จากต่างประเทศที่เกิดขึ้นในปีใดก็ตาม หากถูกนำเข้ามาในประเทศไทย จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • กำหนดยื่นภาษีปี 2569: รายได้จากต่างประเทศที่เกิดขึ้นและนำเข้ามาในไทยตลอดปี 2568 จะต้องนำไปยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเป็นปีแรกที่กฎใหม่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
  • ความสำคัญของหลักฐาน: การเก็บรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่มาของรายได้, การนำเงินเข้าประเทศ, และจำนวนวันที่พำนักในไทย เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษี
  • การใช้สิทธิลดหย่อน: สามารถใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ และเครดิตภาษีที่จ่ายในต่างประเทศ (หากมีอนุสัญญาภาษีซ้อน) เพื่อช่วยลดภาระภาษีได้

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายภาษีใหม่สำหรับ Digital Nomad

การเตรียมความพร้อมเรื่อง ภาษี Digital Nomad 2569: รู้ก่อนยื่น ไม่โดนย้อนหลัง ถือเป็นหัวข้อสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานทางไกลและมีรายได้จากแหล่งนอกประเทศไทย เนื่องจากกรมสรรพากรได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากต่างประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Digital Nomad, Freelancer, และผู้ที่มีรายได้จากบริษัทต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

ในอดีต หลักเกณฑ์เดิมอนุญาตให้เงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในปีภาษีถัดจากปีที่มีเงินได้นั้น ได้รับการยกเว้นภาษี แต่กฎเกณฑ์ใหม่ได้ยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้เงินได้จากต่างประเทศทั้งหมดที่นำเข้ามาในไทยโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีต้องถูกนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยไม่คำนึงถึงปีที่เกิดรายได้นั้น ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ เช่น สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Tax Resident) และประเภทของรายได้ที่ต้องเสียภาษีจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัญหาการตรวจสอบย้อนหลังที่อาจตามมา

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ Digital Nomad ต้องเสียภาษีในไทย

การที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยสำหรับรายได้จากต่างประเทศนั้น Digital Nomad จะต้องเข้าเกณฑ์สำคัญครบทั้งสองข้อตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ดังนี้

สถานะ “ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี” (Tax Resident)

เงื่อนไขข้อแรกและเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือสถานะความเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่” ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 กำหนดว่าบุคคลใดก็ตามที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลารวมกันถึง 180 วันหรือมากกว่าในปีภาษีนั้น (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) จะถือว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย

ข้อควรสังเกต: การนับจำนวนวัน 180 วันนั้นเป็นการนับรวมทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องเป็นการพำนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Digital Nomad ที่เดินทางเข้าออกประเทศไทยบ่อยครั้ง ควรจัดทำตารางบันทึกการเดินทางของตนเองอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบและควบคุมสถานะทางภาษีของตนเอง หากจำนวนวันใกล้ถึง 180 วัน อาจจำเป็นต้องวางแผนการเดินทางออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าเงื่อนไขดังกล่าว

กฎการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในไทย (Remittance Rule)

เงื่อนไขข้อที่สองคือการนำเงินได้ที่เกิดขึ้นจากแหล่งนอกประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป (พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 470) ไม่ว่าเงินได้นั้นจะเกิดขึ้นในปีใดก็ตาม หากมีการโอนหรือนำเงินจำนวนนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีที่บุคคลนั้นมีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี เงินได้จำนวนนั้นจะต้องถูกนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

หลักการสำคัญคือ “เมื่อเป็น Tax Resident และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในไทยในปีเดียวกัน เงินได้นั้นต้องเสียภาษี” หลักเกณฑ์นี้ยกเลิกช่องว่างทางกฎหมายเดิมที่เคยอนุญาตให้เว้นการเสียภาษีหากนำเงินได้เข้ามาในปีถัดไป

ดังนั้น สำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งเป็นปีแรกที่กฎนี้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ Digital Nomad ที่พำนักในไทยครบ 180 วันและมีการโอนเงินรายได้จากต่างประเทศเข้ามา จะต้องเตรียมตัวยื่นภาษีสำหรับเงินก้อนนั้นในช่วงต้นปี 2569

ประเภทรายได้จากต่างประเทศที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

รายได้จากต่างประเทศ หรือ Global Income ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีในไทยตามเงื่อนไขข้างต้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลัก คือรายได้จากการทำงาน (Active Income) และรายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income)

รายได้จากการทำงานโดยตรง (Active Income)

เป็นรายได้ที่เกิดจากการลงแรงทำงานหรือให้บริการโดยตรง ซึ่งเป็นประเภทรายได้ที่พบบ่อยที่สุดสำหรับ Digital Nomad ตัวอย่างของ Active Income ได้แก่:

  • เงินเดือนหรือค่าจ้าง: กรณีเป็นพนักงานของบริษัทต่างชาติที่ทำงานจากประเทศไทย หรือการรับงานระยะสั้นในต่างประเทศแล้วได้รับค่าตอบแทน
  • ค่าจ้างฟรีแลนซ์: รายได้จากการรับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Upwork, Fiverr หรือรับงานโดยตรงจากลูกค้าในต่างประเทศ
  • ค่านายหน้าหรือค่าธรรมเนียม: รายได้ที่เกิดจากการเป็นตัวกลางทางธุรกิจ หรือการให้บริการที่ปรึกษาแก่ธุรกิจในต่างประเทศ

รายได้จากทรัพย์สินหรือการลงทุน (Passive Income)

เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินหรือธุรกิจที่อยู่นอกประเทศไทย โดยที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างของ Passive Income ได้แก่:

  • ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์: รายได้จากการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียม, บ้าน, หรือที่ดินที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ
  • ค่าลิขสิทธิ์ (Royalties): รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์, หนังสือ, เพลง, หรือสิทธิบัตรต่างๆ
  • กำไรจากธุรกิจในต่างประเทศ: ส่วนแบ่งกำไรจากการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในธุรกิจต่างประเทศ เช่น ร้านอาหาร, ร้านค้าออนไลน์
  • ดอกเบี้ยและเงินปันผล: รายได้จากการลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารหนี้ต่างประเทศ

รายได้ทั้งสองประเภทนี้ หากถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อยื่นเสียภาษีประจำปี

รายได้และเงื่อนไขที่ได้รับการยกเว้นภาษี

แม้ว่ากฎเกณฑ์ใหม่จะครอบคลุมรายได้จากต่างประเทศอย่างกว้างขวาง แต่ยังคงมีข้อยกเว้นและเงื่อนไขบางประการที่ทำให้รายได้บางส่วนไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนภาษี:

  • เงินได้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567: หากเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นและเก็บไว้นอกประเทศไทยก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ถึงแม้จะนำเงินจำนวนนี้เข้ามาในไทยหลังปี 2567 ก็จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษี
  • พำนักในไทยน้อยกว่า 180 วัน: หากในปีภาษีที่มีการนำเงินได้เข้ามา บุคคลนั้นพำนักอยู่ในประเทศไทยรวมกันไม่ถึง 180 วัน จะไม่ถือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี และไม่ต้องนำรายได้จากต่างประเทศนั้นมาเสียภาษี
  • รายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ: หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว หากมีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษีตามโครงสร้างอัตราภาษีขั้นแรก
  • การนำเงินต้นกลับเข้ามา: กรณีที่เป็นการนำ “เงินต้น” กลับเข้ามาในประเทศ เช่น เงินออมเดิมก่อนปี 2567 ที่เคยโอนไปลงทุนในต่างประเทศแล้วนำกลับมา ส่วนที่เป็นเงินต้นจะไม่ต้องเสียภาษี จะเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็น “กำไร” หรือ “ดอกเบี้ย” ที่เกิดขึ้นใหม่เท่านั้น การพิสูจน์ที่มาของเงินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การคำนวณภาษีและสิทธิประโยชน์ที่ควรรู้

เมื่อมีรายได้จากต่างประเทศที่เข้าข่ายต้องเสียภาษี การคำนวณจะใช้วิธีการเดียวกันกับรายได้ในประเทศ แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครดิตภาษีที่ควรทำความเข้าใจ

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

รายได้จากต่างประเทศจะถูกนำมารวมกับรายได้ในประเทศ (ถ้ามี) เพื่อคำนวณเป็นเงินได้สุทธิ หลังจากนั้นจะนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ 5% ถึง 35% เช่นเดียวกับการคำนวณภาษีของบุคคลธรรมดาทั่วไป

การใช้เครดิตภาษีจากต่างประเทศ

เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีซ้ำซ้อน ประเทศไทยได้ทำ อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement – DTA) กับหลายประเทศ หากรายได้จากต่างประเทศนั้นได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ในประเทศต้นทางแล้ว ผู้เสียภาษีสามารถนำภาษีที่จ่ายไปแล้วนั้นมาใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระในประเทศไทยได้

ในการใช้สิทธินี้ จำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน คือ ใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ออกโดยหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศต้นทาง เพื่อนำมาประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในไทย การตรวจสอบว่าประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศที่เป็นแหล่งเงินได้หรือไม่ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการวางแผนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์นี้

กำหนดการและช่องทางการยื่นภาษีปี 2569

สำหรับรายได้จากต่างประเทศที่เกิดขึ้นและนำเข้ามาในประเทศไทยตลอดปีภาษี 2568 จะมีกำหนดยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งมีกำหนดเวลาและช่องทางดังต่อไปนี้

สรุปกำหนดเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งต้องยื่นภายในปี 2569
ช่องทางการยื่นภาษี กำหนดเวลายื่น
ยื่นแบบกระดาษ (ณ สำนักงานสรรพากร) ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
ยื่นแบบออนไลน์ (E-Filing) ภายในวันที่ 8 เมษายน 2569

การยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นวิธีที่สะดวกและได้รับการขยายเวลาเพิ่มเติม จึงเป็นช่องทางที่แนะนำสำหรับ Digital Nomad เพื่อความคล่องตัวและลดความผิดพลาด

แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

การเตรียมตัวที่ดีและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดจากการถูกตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

การรวบรวมเอกสารและหลักฐาน

การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หลักฐานที่ควรเตรียมพร้อมไว้ ได้แก่:

  • หลักฐานแสดงที่มาของเงินได้: สัญญาจ้าง, ใบแจ้งหนี้ (Invoice), หลักฐานการจ่ายเงินจากแพลตฟอร์มต่างๆ
  • หลักฐานการนำเงินเข้าประเทศ: Bank Statement ที่แสดงรายการโอนเงินจากต่างประเทศ
  • ตารางบันทึกการเดินทาง: สำเนาหน้าหนังสือเดินทางที่มีตราประทับเข้า-ออก หรือบันทึกการเดินทางเพื่อพิสูจน์จำนวนวันที่พำนักในไทย
  • ใบรับรองการเสียภาษีในต่างประเทศ: หากต้องการใช้สิทธิเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

การวางแผนสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี

ดังที่กล่าวไปข้างต้น สถานะ Tax Resident เป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่สุด ควรมีการตรวจสอบจำนวนวันที่พำนักในไทยอยู่เสมอ หากไม่ต้องการมีภาระภาษีในไทยสำหรับรายได้จากต่างประเทศ การวางแผนเดินทางเพื่อควบคุมจำนวนวันไม่ให้เกิน 180 วัน ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตรงไปตรงมาที่สุด

อย่างไรก็ตาม กฎหมายและข้อบังคับทางภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การติดตามข่าวสารจากกรมสรรพากรโดยตรงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเป็นประจำจะช่วยให้สามารถปรับตัวและวางแผนได้อย่างทันท่วงที

บทสรุปและข้อแนะนำสำหรับ Digital Nomad

การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ภาษีสำหรับเงินได้จากต่างประเทศในปี 2567 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ Digital Nomad ที่พำนักในประเทศไทย การทำความเข้าใจเงื่อนไขเรื่องสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี (พำนักในไทย ≥180 วัน) และกฎการนำเงินเข้าประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับปีภาษี 2568 ที่จะต้องยื่นในปี 2569 จะเป็นปีแรกที่กฎเกณฑ์ใหม่ถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบหากไม่มีการเตรียมตัวที่ดี

คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนล่วงหน้า ทั้งในด้านการติดตามจำนวนวันพำนักในประเทศ และการจัดเก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายได้และการโอนเงินอย่างเป็นระบบ การปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจะช่วยให้สามารถวางแผนได้อย่างรัดกุมและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การทำงานในฐานะ Digital Nomad ในประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

นอกเหนือจากการวางแผนภาษีส่วนบุคคลแล้ว การสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพสำหรับธุรกิจหรือองค์กรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สำหรับการผลิตเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อกีฬา หรือเสื้อองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าคุณภาพสูง รวมถึงรับผลิตให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากสนใจสามารถ ติดต่อเรา เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

มกราคม 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ