ภาษี Digital Nomad 2569: รู้ก่อนยื่น ไม่โดนย้อนหลัง
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับ Digital Nomad
- ภาพรวมภาษี Digital Nomad 2569
- หลักเกณฑ์การเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย
- การจัดการเงินได้จากต่างประเทศตามกฎหมายใหม่
- อัตราภาษีและกระบวนการยื่นภาษีปี 2569
- วีซ่าและผลกระทบต่อภาระภาษี
- ไขข้อข้องใจและแนวปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลัง
- บทสรุปและการเตรียมตัวสำหรับปีภาษี 2569
- บริการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าครบวงจร
การทำงานในรูปแบบ Digital Nomad หรือการทำงานทางไกลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานในลักษณะนี้ เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับ Digital Nomad
- สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี: การพำนักในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในหนึ่งปีปฏิทิน จะทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้
- กฎการนำเงินได้เข้าประเทศ: ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา เงินได้ที่เกิดขึ้นจากแหล่งนอกประเทศจะถูกนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีในไทย ก็ต่อเมื่อมีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยภายในปีภาษีเดียวกันกับที่ได้รับเงินได้นั้น
- อัตราภาษี: ประเทศไทยใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ 0% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิ
- การปฏิบัติตามกฎหมาย: ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและบทลงโทษ
- การวางแผนภาษี: การทำความเข้าใจเงื่อนไขทางภาษีอย่างถ่องแท้ รวมถึงการบันทึกข้อมูลรายรับและการนำเงินเข้าประเทศอย่างเป็นระบบ เป็นหัวใจสำคัญในการหลีกเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลัง
ภาพรวมภาษี Digital Nomad 2569
สำหรับหัวข้อ ภาษี Digital Nomad 2569: รู้ก่อนยื่น ไม่โดนย้อนหลัง ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนทำงานอิสระและพนักงานบริษัทที่ทำงานจากระยะไกลในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงของประมวลรัษฎากรในช่วงที่ผ่านมาส่งผลโดยตรงต่อวิธีการจัดการรายได้และภาระภาษี โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเงินได้จากแหล่งต่างประเทศ ทำให้การวางแผนภาษีกลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับไลฟ์สไตล์แบบ Work from Anywhere ในประเทศไทย
บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อกำหนดทางภาษีสำหรับ Digital Nomad ในปีภาษี 2569 โดยอ้างอิงจากกฎหมายปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและปฏิบัติตามข้อบังคับได้อย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเงิน
หลักเกณฑ์การเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย
หัวใจสำคัญของการพิจารณาภาระภาษีในประเทศไทยเริ่มต้นจากการระบุสถานะ “ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี” (Tax Resident) ซึ่งเป็นเกณฑ์เบื้องต้นที่กำหนดว่าบุคคลใดมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย สถานะดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติหรือประเภทของวีซ่า แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่พำนักอยู่ในราชอาณาจักรเป็นหลัก
กฎ 180 วัน: จุดเปลี่ยนสำคัญ
ตามประมวลรัษฎากรของไทย บุคคลใดก็ตามที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลารวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในหนึ่งปีปฏิทิน (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) จะถูกจัดว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของประเทศไทยในปีนั้นๆ โดยการนับระยะเวลาดังกล่าวจะนับรวมทุกวันที่อยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าออกกี่ครั้งก็ตาม
เมื่อบุคคลใดมีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีแล้ว จะเกิดหน้าที่ทางภาษีสองส่วนหลัก:
- เงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย: รายได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นจากแหล่งในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีเสมอ ไม่ว่าเงินนั้นจะถูกจ่ายที่ไหนก็ตาม
- เงินได้ที่เกิดขึ้นนอกประเทศไทย: รายได้ที่มาจากแหล่งนอกประเทศจะเข้าข่ายต้องเสียภาษีในไทย ก็ต่อเมื่อมีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับที่ได้รับมา
ดังนั้น Digital Nomad ที่วางแผนจะพำนักในไทยระยะยาวเกินกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องตระหนักถึงกฎเกณฑ์ข้อนี้และวางแผนการเงินของตนให้สอดคล้อง
ข้อยกเว้นสำหรับผู้พำนักระยะสั้น
ในทางกลับกัน หาก Digital Nomad พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลารวมกันน้อยกว่า 180 วันในปีปฏิทินใดๆ บุคคลนั้นจะถูกจัดว่าเป็น “ผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี” (Non-resident) ในปีนั้นๆ สถานะนี้ส่งผลให้ภาระภาษีในไทยลดลงอย่างมาก โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีจะมีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะเงินได้ที่เกิดขึ้นจากแหล่งในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนเงินได้ที่มาจากแหล่งต่างประเทศ แม้จะมีการนำเข้ามาในไทย ก็จะไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย
การวางแผนระยะเวลาการพำนักจึงเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับ Digital Nomad ในการจัดการภาระภาษีของตนเองในประเทศไทย การนับวันอย่างรอบคอบสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญได้
การจัดการเงินได้จากต่างประเทศตามกฎหมายใหม่
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Digital Nomad คือการแก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับที่ 54 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป กฎหมายใหม่นี้ได้สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขการเสียภาษีสำหรับเงินได้จากแหล่งต่างประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของคนทำงานกลุ่มนี้
แก่นของประมวลรัษฎากรฉบับแก้ไขที่ 54
หลักการสำคัญของกฎหมายใหม่คือ “เงินได้จากแหล่งต่างประเทศจะต้องเสียภาษีในไทย ก็ต่อเมื่อถูกนำเข้ามาในปีภาษีเดียวกันกับที่ได้รับ” หลักการนี้ให้ความยืดหยุ่นอย่างมากแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในการวางแผนการโอนเงินเข้าประเทศ
ตัวอย่างเช่น:
- กรณีที่ต้องเสียภาษี: หาก Digital Nomad ที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของไทย ได้รับรายได้จากการทำงานให้ลูกค้าต่างชาติในเดือนมิถุนายน 2569 และโอนเงินรายได้ก้อนนั้นเข้ามาในบัญชีธนาคารในประเทศไทยภายในเดือนธันวาคม 2569 เงินได้จำนวนนี้จะต้องถูกนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2569
- กรณีที่ไม่ต้องเสียภาษี: ในทางกลับกัน หากได้รับรายได้ในเดือนมิถุนายน 2569 แต่รอจนถึงเดือนมกราคม 2570 จึงค่อยโอนเงินก้อนนั้นเข้ามาในประเทศไทย เงินได้จำนวนนี้จะไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีในไทย เนื่องจากเป็นการนำเงินได้ข้ามปีภาษี
กลยุทธ์การวางแผนโอนเงินเพื่อประโยชน์สูงสุดทางภาษี
จากหลักการข้างต้น Digital Nomad สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถเลือกที่จะเก็บเงินได้จากต่างประเทศไว้ในบัญชีต่างประเทศ และทยอยนำเข้ามาในไทยเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในปีนั้นๆ ส่วนที่เหลือสามารถนำเข้ามาในปีถัดไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีได้ อย่างไรก็ตาม การวางแผนลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดและชัดเจน เพื่อให้สามารถพิสูจน์ที่มาและช่วงเวลาของเงินได้แต่ละก้อนได้อย่างถูกต้อง หากถูกกรมสรรพากรตรวจสอบ
| สถานการณ์ | ปีที่เกิดรายได้ (จากต่างประเทศ) | ปีที่นำเงินเข้าประเทศไทย | ภาระภาษีในประเทศไทย |
|---|---|---|---|
| 1. นำเงินเข้าปีเดียวกัน | 2569 | 2569 | ต้องเสียภาษี |
| 2. นำเงินเข้าข้ามปี | 2569 | 2570 หรือปีถัดไป | ไม่ต้องเสียภาษี |
| 3. รายได้เกิดในไทย | 2569 | – (จ่ายในไทย) | ต้องเสียภาษี |
| 4. ไม่นำเงินเข้าไทยเลย | 2569 | ไม่เคยนำเข้า | ไม่ต้องเสียภาษี |
อัตราภาษีและกระบวนการยื่นภาษีปี 2569
เมื่อ Digital Nomad มีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีและมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในไทยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีและกระบวนการยื่นแบบแสดงรายการให้ถูกต้อง
โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ประเทศไทยใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันได ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีรายได้สูงจะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น อัตราภาษีจะเริ่มตั้งแต่ 0% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี และไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดที่ 35% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5,000,000 บาทต่อปี
การคำนวณเงินได้สุทธิทำได้โดยการนำเงินได้พึงประเมินทั้งหมด (เฉพาะส่วนที่ต้องเสียภาษี) มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง Digital Nomad ที่ทำงานในลักษณะฟรีแลนซ์อาจสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริงได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้
ขั้นตอนการยื่นภาษีสำหรับ Digital Nomad
หากมีหน้าที่ต้องยื่นภาษี กระบวนการโดยทั่วไปมีดังนี้:
- ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (TIN): เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด โดยสามารถติดต่อขอได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ใกล้เคียง
- รวบรวมเอกสาร: จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายได้ทั้งหมด เช่น หลักฐานการรับเงินจากลูกค้า, Bank Statement ที่แสดงการโอนเงินเข้าประเทศ, และเอกสารสำหรับใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ
- ยื่นแบบแสดงรายการภาษี: การยื่นภาษีสำหรับปีภาษี 2569 จะต้องดำเนินการภายในช่วงต้นปี 2570 โดยมีกำหนดการดังนี้:
- ยื่นแบบกระดาษ (ภ.ง.ด. 90/91): ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่
- ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร: ภายในวันที่ 8 เมษายน 2570
- ชำระภาษี (ถ้ามี): หากมีภาษีที่ต้องชำระ สามารถชำระได้ทันทีหรือเลือกผ่อนชำระ 3 งวดตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
ผลที่ตามมาหากไม่ปฏิบัติตาม
การละเลยหน้าที่ในการยื่นภาษีหรือยื่นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง บทลงโทษตามกฎหมายอาจรวมถึงเบี้ยปรับ, เงินเพิ่ม, และในกรณีร้ายแรงอาจมีโทษจำคุก กรมสรรพากรมีอำนาจในการตรวจสอบย้อนหลังได้หลายปี ดังนั้น การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อความสบายใจในระยะยาว
วีซ่าและผลกระทบต่อภาระภาษี
แม้ว่าประเภทของวีซ่าจะไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีโดยตรง แต่วีซ่าบางประเภทก็ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad และผู้มีความสามารถสูง ซึ่งอาจมีเงื่อนไขหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันไป
Digital Nomad Visa (DTV) และ Work From Thailand Visa
วีซ่าเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสามารถพำนักและทำงานทางไกลในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมายเป็นระยะเวลานาน ผู้ที่ถือวีซ่าประเภทนี้จำเป็นต้องแสดงหลักฐานทางการเงินที่มั่นคง เช่น มีเงินออมขั้นต่ำ 500,000 บาทสำหรับ DTV อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ การถือวีซ่าเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นภาษี หากผู้ถือวีซ่าพำนักในไทยเกิน 180 วัน ก็ยังคงมีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีและต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางภาษีเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ
วีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) และสิทธิประโยชน์พิเศษ
วีซ่า LTR เป็นวีซ่าระยะยาวที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง, ผู้เกษียณอายุ, ผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย, และผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่โดดเด่นสำหรับผู้ถือวีซ่าบางประเภทในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง คืออาจได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้จากต่างประเทศทั้งหมด หรือได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราพิเศษ ซึ่งเป็นเงื่อนไขเฉพาะที่ต้องตรวจสอบตามคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละราย
ไขข้อข้องใจและแนวปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลัง
มีความเข้าใจผิดหลายประการในหมู่ Digital Nomad เกี่ยวกับภาระภาษีในประเทศไทย การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงและนำแนวปฏิบัติที่ดีไปใช้จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างมาก
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายได้ออนไลน์
ความเชื่อที่ว่า “รายได้ที่ได้รับผ่านช่องทางออนไลน์จากลูกค้าต่างชาติขณะที่ตัวอยู่ในไทยไม่ต้องเสียภาษี” เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่ง หลักการทางภาษีของไทยพิจารณาจาก “แหล่งเงินได้” และ “สถานที่ปฏิบัติงาน” หากการทำงานที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเกิดขึ้นขณะที่บุคคลนั้นอยู่ในประเทศไทย เงินได้ดังกล่าวอาจถูกพิจารณาว่าเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศและต้องเสียภาษีเสมอ นอกจากนี้ หากเป็นเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในปีเดียวกัน ก็ยังคงต้องเสียภาษีตามกฎเกณฑ์ที่กล่าวไปข้างต้น
การป้องกันการเสียภาษีซ้ำซ้อนและแนวทางปฏิบัติ
เพื่อการยื่นภาษีที่ราบรื่นและหลีกเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลัง Digital Nomad ควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้:
- เก็บรักษาบันทึกอย่างละเอียด: บันทึกแหล่งที่มาของรายได้แต่ละรายการ, วันที่ได้รับ, จำนวนเงิน, และวันที่นำเงินเข้าประเทศไทยอย่างชัดเจน
- แยกบัญชีธนาคาร: การใช้บัญชีแยกสำหรับรายได้จากต่างประเทศและรายจ่ายในประเทศจะช่วยให้การติดตามและพิสูจน์ที่มาของเงินทำได้ง่ายขึ้น
- ทำความเข้าใจอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA): ประเทศไทยมีข้อตกลง DTA กับหลายประเทศ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ต้องเสียภาษีสำหรับรายได้เดียวกันทั้งในไทยและในประเทศต้นทาง ควรศึกษาว่าภาษีที่จ่ายไปแล้วในต่างประเทศสามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีในไทยได้หรือไม่
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางภาษีหรือนักบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าการวางแผนและการยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่
บทสรุปและการเตรียมตัวสำหรับปีภาษี 2569
การเป็น Digital Nomad ในประเทศไทยมอบประสบการณ์และโอกาสที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของประเทศเจ้าบ้าน การเตรียมตัวสำหรับปีภาษี 2569 ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสถานะทางภาษีของตนเอง โดยมีกฎ 180 วันเป็นเกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญที่สุด การวางแผนการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้าประเทศอย่างรอบคอบตามหลักการ “นำเข้าข้ามปี” จะช่วยให้สามารถจัดการภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บรักษาเอกสารหลักฐานอย่างเป็นระบบและการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้ถูกต้องและตรงเวลาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่รุนแรง การศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้สามารถทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างสบายใจและปราศจากปัญหาน่ากังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง
บริการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าครบวงจร
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่กำลังมองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพ KDC SPORT ให้บริการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่: 888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 094-295-9898


