รัฐบังคับ! ผูกบัญชีธนาคารกับบัตรปชช.ดิจิทัล
“`html
รัฐบังคับ! ผูกบัญชีธนาคารกับบัตรปชช.ดิจิทัล
รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการสำคัญที่จะส่งผลต่อการทำธุรกรรมทางการเงินและการรับสวัสดิการแห่งรัฐของพลเมืองไทยทุกคน โดยกำหนดให้มีการผูกบัญชีธนาคารกับบัตรประชาชนดิจิทัล หรือ Digital ID ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นสำคัญที่ต้องทราบ
- การบังคับใช้: นโยบายการผูกบัญชีธนาคารกับบัตรประชาชนดิจิทัลจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
- วัตถุประสงค์หลัก: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรวดเร็วในการจ่ายเงินสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐเข้าสู่บัญชีของประชาชนโดยตรง
- ช่องทางการดำเนินการ: ประชาชนสามารถดำเนินการผูกบัญชีได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชัน Mobile Banking, ตู้ ATM ของธนาคารเจ้าของบัญชี และการติดต่อที่สาขาธนาคารโดยตรง
- เงื่อนไขสำคัญ: หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก สามารถผูกกับบัญชีธนาคารได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น สำหรับการรับสิทธิ์จากภาครัฐ
- ผู้ที่ได้รับผลกระทบ: พลเมืองไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รับสวัสดิการแห่งรัฐ หรือผู้ที่คาดว่าจะได้รับสิทธิ์ในโครงการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลในอนาคต
มาตรการที่ภาครัฐบังคับให้มีการผูกบัญชีธนาคารกับบัตรประชาชนดิจิทัล ถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างระบบการจ่ายเงินจากภาครัฐไปยังประชาชน (G2C – Government to Citizen) ที่มีความแม่นยำและตรวจสอบได้ โดยใช้หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักเป็นตัวระบุตัวตนกลาง หรือที่เรียกว่า Digital ID ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งเป็นที่รู้จักและใช้งานอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกในการรับเงินช่วยเหลือ เช่น โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท แต่ยังครอบคลุมถึงสวัสดิการอื่นๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนบุตร และสิทธิประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ทำความเข้าใจมาตรการผูกบัญชีธนาคารกับบัตรประชาชนดิจิทัล

นโยบายนี้คืออะไรและเหตุใดจึงสำคัญ
นโยบายดังกล่าวคือการกำหนดให้ประชาชนนำบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกระแสรายวันที่มีอยู่กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของรัฐ มาลงทะเบียนผูกกับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของตนเองผ่านระบบพร้อมเพย์ การดำเนินการนี้จะทำให้ภาครัฐสามารถโอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับสิทธิ์ได้โดยตรงและทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนเหมือนในอดีต
ความสำคัญของมาตรการนี้มีหลายมิติ:
- ความแม่นยำและลดความผิดพลาด: การใช้เลขบัตรประชาชนเป็นตัวอ้างอิงหลักช่วยลดความผิดพลาดในการโอนเงินที่อาจเกิดจากการใช้เลขบัญชีธนาคารที่ยาวและซับซ้อน
- ความรวดเร็ว: ระบบสามารถประมวลผลและโอนเงินจำนวนมหาศาลไปยังผู้รับหลายล้านคนได้ในระยะเวลาอันสั้น เหมาะสำหรับมาตรการที่ต้องการความเร่งด่วน
- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกในระบบดิจิทัล ทำให้ภาครัฐสามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ง่าย ป้องกันการทุจริตและปัญหาเงินตกหล่น
- ลดต้นทุนการบริหารจัดการ: การจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินสด เช็ค หรือการจัดการเอกสารจำนวนมาก
- ส่งเสริมสังคมไร้เงินสด: เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้ธุรกรรมดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)
ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบ และต้องเริ่มเมื่อไหร่
ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อพลเมืองไทยทุกคนที่มีบัญชีธนาคารและมีโอกาสได้รับเงินช่วยเหลือหรือสวัสดิการจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการบำนาญ, ผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผู้ปกครองที่ได้รับเงินอุดหนุนบุตร หรือประชาชนทั่วไปที่เข้าเกณฑ์รับเงินในโครงการช่วยเหลือเฉพาะกิจต่างๆ
แม้ว่ากำหนดการบังคับใช้อย่างเป็นทางการคือวันที่ 1 มกราคม 2569 แต่ภาครัฐได้เริ่มใช้แนวทางนี้กับบางโครงการไปแล้ว และมักมีการประกาศให้ผู้มีสิทธิ์ดำเนินการผูกบัญชีล่วงหน้าก่อนถึงวันจ่ายเงินจริง ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและดำเนินการผูกบัญชีไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดสิทธิ์ที่ควรจะได้รับเมื่อมีมาตรการใหม่ออกมาในอนาคต
ขั้นตอนและวิธีการผูกบัญชีอย่างละเอียด
3 ช่องทางหลักในการดำเนินการ
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยได้กำหนดช่องทางการลงทะเบียนผูกบัญชีพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนไว้ 3 ช่องทางหลัก ซึ่งแต่ละช่องทางมีข้อดีและเหมาะกับผู้ใช้งานที่แตกต่างกันไป ประชาชนสามารถเลือกช่องทางที่ตนเองสะดวกที่สุดได้
| ช่องทาง | ข้อดี | ข้อจำกัด/ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|
| แอปพลิเคชัน Mobile Banking | สะดวก รวดเร็ว ทำได้ทุกที่ทุกเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทาง | ต้องมีสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต อาจไม่สะดวกสำหรับผู้สูงอายุหรือไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี |
| ตู้ ATM | เข้าถึงง่าย มีตู้กระจายอยู่ทั่วไป ทำรายการด้วยตนเองได้ | ต้องเดินทางไปที่ตู้ ATM และต้องมีบัตร ATM/เดบิต ของธนาคารนั้นๆ |
| สาขาธนาคาร | มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจในการทำรายการด้วยตนเอง | ต้องเดินทางไปที่สาขา อาจต้องรอคิว และดำเนินการได้เฉพาะในเวลาทำการของธนาคาร |
การผูกบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากความสะดวกสบาย โดยขั้นตอนทั่วไปของแต่ละธนาคารจะมีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้:
- เปิดแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารที่ต้องการผูกบัญชี และเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย
- มองหาเมนูที่เกี่ยวข้องกับ “พร้อมเพย์” (PromptPay) ซึ่งอาจอยู่ในส่วน “ตั้งค่า”, “บริการอื่นๆ” หรือ “ธุรกรรมของฉัน”
- เลือกเมนู “สมัครพร้อมเพย์” หรือ “ลงทะเบียนพร้อมเพย์”
- ระบบจะแสดงตัวเลือกให้ผูกกับ “หมายเลขโทรศัพท์มือถือ” หรือ “หมายเลขบัตรประชาชน” ให้เลือก “หมายเลขบัตรประชาชน”
- เลือกบัญชีเงินฝากที่ต้องการใช้รับเงิน (กรณีมีหลายบัญชีกับธนาคารนั้น)
- ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประชาชน, หมายเลขบัญชี)
- อ่านและยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการ
- ยืนยันการทำรายการด้วยรหัสผ่าน (PIN) หรือการยืนยันตัวตนรูปแบบอื่น เช่น สแกนลายนิ้วมือ หรือใบหน้า
- เมื่อทำรายการสำเร็จ ระบบจะแสดงข้อความยืนยัน และอาจมีการแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ Notification
ตัวอย่างเช่น ในแอปพลิเคชัน SCB Easy จะมีเมนู “สมัครพร้อมเพย์” ให้เลือกอย่างชัดเจน หรือใน Krungthai NEXT ก็จะมีขั้นตอนแนะนำการลงทะเบียนในส่วนของบริการธนาคาร ซึ่งผู้ใช้สามารถทำตามคำแนะนำบนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย
การผูกบัญชีผ่านตู้ ATM
สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรืออาจไม่สะดวกใช้แอปพลิเคชัน การใช้ตู้ ATM เป็นอีกทางเลือกที่ดี มีขั้นตอนดังนี้:
- ไปที่ตู้ ATM ของธนาคารที่ท่านเป็นเจ้าของบัญชีและมีบัตรเดบิต/ATM
- สอดบัตรและใส่รหัสผ่าน (PIN) 6 หลัก
- เลือกเมนู “พร้อมเพย์” หรือ “บริการอื่นๆ” หรือ “สมัคร/เปลี่ยนแปลงบริการ” (ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร)
- เลือก “ลงทะเบียนพร้อมเพย์”
- เลือกลงทะเบียนด้วย “หมายเลขบัตรประชาชน”
- ระบบจะแสดงประเภทบัญชีที่ผูกกับบัตร ให้เลือกบัญชีที่ต้องการ
- อ่านและกดยอมรับเงื่อนไขการให้บริการ
- ระบบจะขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อรับรหัส OTP (One-Time Password) สำหรับการยืนยัน
- นำรหัส OTP ที่ได้รับทาง SMS มากรอกที่หน้าจอ ATM เพื่อยืนยันการทำรายการ
- เมื่อทำรายการเสร็จสิ้น จะได้รับใบบันทึกรายการ (สลิป) เป็นหลักฐานการลงทะเบียน
การติดต่อสาขาธนาคารโดยตรง
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุด หรือผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีขั้นตอนง่ายๆ คือ:
- เตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง และสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารนั้นๆ
- เดินทางไปยังสาขาธนาคารที่สะดวก
- แจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการ “สมัครพร้อมเพย์โดยผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน”
- เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบเอกสารและกรอกข้อมูลในระบบให้
- ผู้ขอใช้บริการลงลายมือชื่อในเอกสารเพื่อยืนยันการสมัคร
- เจ้าหน้าที่จะมอบเอกสารสำเนาไว้เป็นหลักฐาน เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ
กฎเกณฑ์สำคัญและข้อควรรู้
การผูกบัญชีด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เป็นเงื่อนไขสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในการรับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการช่วยเหลือทางการเงินต่างๆ จากภาครัฐผ่านระบบพร้อมเพย์
หลักการ “1 บัตรประชาชน ต่อ 1 บัญชี”
นี่คือหลักการที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำความเข้าใจ หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักของบุคคลหนึ่ง สามารถใช้ผูกกับบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินได้เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง หากบุคคลใดมีบัญชีเงินฝากหลายธนาคาร จะต้องตัดสินใจเลือกเพียง 1 บัญชีเพื่อใช้เป็นบัญชีหลักในการรับเงินจากภาครัฐผ่านพร้อมเพย์
หากเคยผูกบัญชี A ไว้กับบัตรประชาชนแล้ว แต่ต่อมาต้องการเปลี่ยนไปใช้บัญชี B เป็นบัญชีรับเงินแทน จะต้องดำเนินการยกเลิกการผูกบัญชี A กับบัตรประชาชนก่อน จากนั้นจึงจะสามารถนำบัตรประชาชนไปผูกกับบัญชี B ได้ กระบวนการนี้สามารถทำได้ผ่านช่องทางเดียวกับการสมัคร คือ แอปพลิเคชัน, ตู้ ATM หรือสาขาธนาคาร
การผูกด้วยบัตรประชาชนเพื่อรับสิทธิ์ภาครัฐโดยเฉพาะ
สิ่งสำคัญที่ต้องแยกแยะคือ การลงทะเบียนพร้อมเพย์สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน
- การผูกกับเบอร์มือถือ: มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความสะดวกในการรับ-โอนเงินระหว่างบุคคลทั่วไป ทำให้ผู้โอนไม่จำเป็นต้องจำเลขบัญชีธนาคารที่ยาว สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์แทนได้ และสามารถผูกเบอร์มือถือได้หลายเบอร์กับหลายบัญชี (ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร)
- การผูกกับบัตรประชาชน: มีวัตถุประสงค์หลักและบังคับสำหรับการรับเงินจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น การโอนเงินระหว่างบุคคลทั่วไปไม่สามารถใช้เลขบัตรประชาชนเป็นตัวอ้างอิงได้เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
ดังนั้น เพื่อให้มีสิทธิ์รับเงินจากโครงการของรัฐบาล จะต้องดำเนินการผูกบัญชีกับ “หมายเลขบัตรประชาชน” เท่านั้น การผูกไว้แค่เบอร์มือถือจะไม่เพียงพอ
การตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลบัญชีที่ผูกไว้
สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองเคยผูกบัญชีพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนไว้แล้วหรือไม่ หรือจำไม่ได้ว่าผูกไว้กับธนาคารใด สามารถตรวจสอบสถานะได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารที่ใช้งานเป็นประจำ โดยเข้าไปที่เมนูพร้อมเพย์ แอปพลิเคชันส่วนใหญ่จะแสดงสถานะการผูกบัญชีทั้งกับเบอร์มือถือและบัตรประชาชน
สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบัญชีที่ผูกไว้นั้นยังคงมีสถานะ “ปกติ” หรือ “ใช้งานได้” (Active) ไม่ใช่บัญชีที่ถูกปิดหรือไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานจนถูกระงับ เพราะหากบัญชีมีปัญหา จะทำให้ไม่สามารถรับเงินโอนจากภาครัฐได้ และอาจทำให้เสียสิทธิ์ในโครงการนั้นๆ ไป
ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมสำหรับนโยบายใหม่
สิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมตัว
การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการการเตรียมความพร้อมจากภาคประชาชน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น:
- ตรวจสอบสถานะ: อันดับแรกคือการตรวจสอบว่าตนเองได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนแล้วหรือยัง และผูกไว้กับบัญชีใด
- ตัดสินใจเลือกบัญชี: หากมีหลายบัญชี ควรพิจารณาเลือกบัญชีที่ใช้งานเป็นประจำและสะดวกที่สุดในการจัดการ เพื่อใช้เป็นบัญชีหลักในการรับเงิน
- ดำเนินการลงทะเบียน: หากยังไม่ได้ลงทะเบียน ควรดำเนินการผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุดโดยเร็วที่สุด ไม่ควรรอจนถึงช่วงใกล้ประกาศมาตรการใหม่ๆ เพราะอาจมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
- ศึกษาข้อมูล: ทำความเข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความผิดพลาด
- ช่วยเหลือคนใกล้ชิด: สำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านดิจิทัล ควรให้คำแนะนำและช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ในการตรวจสอบและลงทะเบียนผูกบัญชี
การปรับตัวของสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินทุกแห่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายนี้ โดยต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งการพัฒนาระบบหลังบ้านให้สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายแก่ลูกค้า รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานสาขาให้สามารถให้ความช่วยเหลือและตอบข้อซักถามของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับตัวนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Digital ID เต็มรูปแบบประสบความสำเร็จ
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยและมิจฉาชีพ
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ มักเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสสร้างความสับสนเพื่อหลอกลวงประชาชน ข้อควรระวังที่สำคัญมีดังนี้:
- ไม่มีการติดต่อจากเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูล: ธนาคารหรือหน่วยงานภาครัฐจะไม่มีนโยบายโทรศัพท์, ส่ง SMS หรือ LINE ไปขอข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชน, รหัสผ่าน, หรือรหัส OTP เพื่อลงทะเบียนพร้อมเพย์ให้เด็ดขาด
- อย่ากดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ: ห้ามกดลิงก์ที่แนบมากับ SMS หรืออีเมลที่อ้างว่ามาจากธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวในการผูกบัญชี
- ทำธุรกรรมผ่านช่องทางทางการเท่านั้น: การลงทะเบียนต้องทำด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ที่ดาวน์โหลดจาก App Store/Play Store, ตู้ ATM หรือสาขาธนาคารโดยตรงเท่านั้น
- รหัส OTP เป็นความลับ: ห้ามเปิดเผยรหัส OTP ที่ได้รับทาง SMS ให้กับบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เพราะเป็นรหัสที่ใช้ยืนยันการทำธุรกรรมทางการเงินที่สำคัญ
สรุปและข้อแนะนำ
มาตรการที่รัฐบังคับให้ผูกบัญชีธนาคารกับบัตรประชาชนดิจิทัล (Digital ID) ผ่านระบบพร้อมเพย์ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะยกระดับการให้บริการภาครัฐและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่ก็มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการสร้างระบบการจ่ายเงินที่รวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ ควรให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมโดยการตรวจสอบสถานะการผูกบัญชีของตนเอง และดำเนินการลงทะเบียนให้เรียบร้อยผ่านช่องทางทางการที่น่าเชื่อถือ การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดโอกาสในการรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ และยังเป็นการปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
“`
