แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศแล้ว






แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศแล้ว – ข้อเท็จจริงและสถานะล่าสุด


แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศแล้ว

สารบัญ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินดิจิทัล ข่าวสารเกี่ยวกับการที่ แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศแล้ว ได้สร้างความตื่นตัวและคำถามมากมาย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและทำความเข้าใจในรายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของสถานะโครงการสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) ของประเทศไทยในปัจจุบัน

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะของบาทดิจิทัล

  • สถานะปัจจุบัน: ณ เดือนกันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้เปิดใช้งานเงินบาทดิจิทัล (Retail CBDC) สำหรับประชาชนทั่วไปในวงกว้าง โครงการยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและสรุปผลจากการทดสอบในวงจำกัด
  • ผู้พัฒนาหลัก: ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการพัฒนาและทดสอบบาทดิจิทัล ภายใต้ชื่อ “โครงการอินทนนท์” ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562
  • วัตถุประสงค์: เป้าหมายหลักคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคต เพิ่มทางเลือกในการชำระเงินที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการจัดการเงินสด และรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ
  • ลักษณะการใช้งาน: บาทดิจิทัลถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติเทียบเท่าเงินสด คือเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย และจะเข้าถึงประชาชนผ่านตัวกลาง เช่น สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต
  • ยังไม่มีกำหนดการเปิดใช้: ธปท. ยังไม่มีการประกาศแผนการหรือกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการนำบาทดิจิทัลออกมาใช้งานจริงทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนการตัดสินใจ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าว “แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศแล้ว”

ประเด็นเรื่อง แบงก์ชาติเปิดใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศแล้ว เป็นหัวข้อที่สร้างความสับสนและต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจน ข้อเท็จจริงคือ โครงการพัฒนาเงินบาทดิจิทัล หรือ CBDC ไทย ยังอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนา แม้จะมีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นตอนของการเปิดให้สาธารณชนใช้งานเป็นการทั่วไป การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจเกิดจากการตีความความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งมีการทดสอบในวงจำกัดไปแล้ว แต่การทดสอบดังกล่าวยังไม่ใช่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

การพัฒนาเงินบาทดิจิทัลเป็นโครงการระยะยาวที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี ผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และการคุ้มครองผู้ใช้งาน การดำเนินการจึงเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานะปัจจุบัน

สถานะที่แท้จริงของโครงการบาทดิจิทัล คือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Test) สำหรับภาคประชาชน หรือ Retail CBDC ไปแล้วในช่วงปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 โดยมีผู้เข้าร่วมทดสอบประมาณ 10,000 คน ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการภาคเอกชน การทดสอบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค พฤติกรรมการใช้งาน และรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินและออกแบบนโยบายที่เหมาะสม ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์และสรุปผล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในอนาคต ดังนั้น ข่าวการเปิดใช้งานทั่วประเทศจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง

ทำไมเรื่องบาทดิจิทัลจึงได้รับความสนใจ

ความสนใจในเรื่องเงินดิจิทัลและ บาทดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือกระแสความตื่นตัวของสกุลเงินดิจิทัลภาคเอกชน (Cryptocurrencies) ทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องศึกษาและพิจารณาการออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองเพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ประการที่สองคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำ ธุรกรรมการเงิน ผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประการสุดท้ายคือศักยภาพของ CBDC ในการเป็นเครื่องมือใหม่สำหรับนโยบายการคลังและการเงิน เช่น การส่งมอบเงินช่วยเหลือจากภาครัฐถึงมือประชาชนโดยตรงอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้โครงการ CBDC ของไทยเป็นที่จับตามองจากทุกภาคส่วน

ทำความเข้าใจ ‘บาทดิจิทัล’ (CBDC) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจ 'บาทดิจิทัล' (CBDC) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญและผลกระทบของโครงการนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามและลักษณะเฉพาะของเงินบาทดิจิทัลให้ชัดเจนเสียก่อน รวมถึงเห็นความแตกต่างระหว่างเงินบาทดิจิทัลกับเงินในรูปแบบอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวัน

คำจำกัดความของเงินบาทดิจิทัล (CBDC ไทย)

บาทดิจิทัล หรือ Retail CBDC คือ สกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสถานะเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้บาทดิจิทัลแตกต่างจากเงินฝากในบัญชีธนาคาร (e-Money) คือ บาทดิจิทัลถือเป็น “หนี้สินของธนาคารกลาง” โดยตรง ในขณะที่เงินฝากธนาคารเป็น “หนี้สินของธนาคารพาณิชย์” นั่นหมายความว่าการถือบาทดิจิทัลมีความเสี่ยงเทียบเท่ากับการถือเงินสด และไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตของตัวกลางทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บาทดิจิทัลไม่ใช่สินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีที่มีความผันผวนสูง เนื่องจากมูลค่าของมันจะถูกตรึงไว้ที่ 1 บาทดิจิทัล เท่ากับ 1 บาทไทยเสมอ

เปรียบเทียบเงินบาทดิจิทัลกับเงินประเภทอื่น

เพื่อสร้างความชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของเงินบาทดิจิทัลกับเงินในรูปแบบอื่น ๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้:

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของเงินประเภทต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและตำแหน่งของบาทดิจิทัล (CBDC) ในระบบนิเวศทางการเงิน
คุณสมบัติ เงินสด (ธนบัตร/เหรียญ) เงินฝากธนาคาร (e-Money) คริปโทเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin) บาทดิจิทัล (Retail CBDC)
รูปแบบ กายภาพ ดิจิทัล ดิจิทัล ดิจิทัล
ผู้ออก ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ ระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ธนาคารแห่งประเทศไทย
หนี้สินของใคร ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์ ไม่มี ธนาคารกลาง
การรับประกันมูลค่า มูลค่าตามกฎหมาย (Fiat) มูลค่าตามกฎหมาย (Fiat) อุปทานและอุปสงค์ในตลาด มูลค่าตามกฎหมาย (Fiat)
ความเสี่ยงด้านเครดิต ไม่มี มี (ความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์) N/A ไม่มี
การทำธุรกรรม Peer-to-Peer (ออฟไลน์) ผ่านตัวกลาง (ออนไลน์) Peer-to-Peer (ออนไลน์) Peer-to-Peer (อาจรองรับออฟไลน์)

เส้นทางการพัฒนาบาทดิจิทัลในประเทศไทย

การพัฒนาบาทดิจิทัลไม่ใช่โครงการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลมาจากการศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยมีลำดับขั้นการพัฒนาที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและประเมินผลกระทบได้อย่างรอบด้าน

จุดเริ่มต้น: โครงการอินทนนท์

เส้นทางการพัฒนา CBDC ไทย เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2562 ภายใต้ชื่อ “โครงการอินทนนท์” ซึ่งในระยะแรกมุ่งเน้นการพัฒและทดสอบสกุลเงินดิจิทัลสำหรับสถาบันการเงิน หรือ Wholesale CBDC โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน ลดขั้นตอนและต้นทุนในระบบการชำระเงินของประเทศ โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับสถาบันการเงินชั้นนำ 8 แห่ง และบริษัทผู้พัฒนาระบบชำระเงิน ซึ่งประสบความสำเร็จในการทดสอบการโอนเงิน การซื้อขายพันธบัตร และการโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งผลลัพธ์จากโครงการอินทนนท์ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนา CBDC สำหรับภาคประชาชนต่อไป

การขยายผลสู่ Retail CBDC: การทดสอบในวงจำกัด

หลังจากวางรากฐานจาก Wholesale CBDC แล้ว ธปท. ได้ขยายการศึกษามาสู่ Retail CBDC หรือบาทดิจิทัลสำหรับภาคประชาชน โดยได้จัดทำการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Test) ในช่วงปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 การทดสอบนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1) การทดสอบในระดับพื้นฐาน (Foundation Track) เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ และ 2) การทดสอบในระดับนวัตกรรม (Innovation Track) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและโปรแกรมเมอร์ได้เข้ามานำเสนอแนวคิดและพัฒนากรณีการใช้งานใหม่ๆ บนแพลตฟอร์ม CBDC โดยมีผู้ใช้งานจริงจำนวน 10,000 คนที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมทดลองทำธุรกรรมใน 3 ลักษณะ คือ การเติมเงิน การจ่ายเงิน และการโอนเงิน ผ่านแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นโดยผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการทดสอบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบและพัฒนานโยบายบาทดิจิทัลในอนาคต

วัตถุประสงค์และประโยชน์ที่คาดหวังจากบาทดิจิทัล

การลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างบาทดิจิทัลมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในระดับนโยบายของประเทศ และการสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง

เป้าหมายเชิงนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้วางวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลไว้หลายประการ ดังนี้:

  • เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย: เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางเข้าถึงเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูงสุด เป็นทางเลือกนอกเหนือจากเงินสดและเงินฝากธนาคารพาณิชย์ และช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลภาคเอกชนที่ไม่ได้รับการกำกับดูแล
  • ลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ: การใช้เงินสดมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องสูง ทั้งการพิมพ์ การขนส่ง และการบริหารจัดการ การเปลี่ยนผ่านสู่เงินดิจิทัลจะช่วยลดต้นทุนเหล่านี้ในระยะยาวได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพนโยบายภาครัฐ: บาทดิจิทัลสามารถเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่สามารถส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้
  • รองรับนวัตกรรมทางการเงิน: การมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลของภาครัฐ จะช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนาบริการและนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ (Programmable Money) ต่อยอดบนแพลตฟอร์มนี้ได้ง่ายขึ้น

ผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

สำหรับประชาชนทั่วไป ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือการมีช่องทางการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้นแม้จะไม่มีบัญชีธนาคาร ส่วนในภาคธุรกิจ บาทดิจิทัลอาจช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงิน และเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ เช่น การทำสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ที่การชำระเงินจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขในสัญญาสำเร็จลุล่วง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดในการทำธุรกรรมทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

แม้ว่าบาทดิจิทัลจะมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์มากมาย แต่การนำมาใช้งานจริงก็มาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาและวางแนวทางป้องกันอย่างรัดกุม

ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน

หนึ่งในความกังวลที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงที่จะเกิดการแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ไปถือครองบาทดิจิทัล (Digital Bank Run) โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตความเชื่อมั่น เนื่องจากประชาชนอาจมองว่าการถือ CBDC ที่เป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรงมีความปลอดภัยกว่าเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอย่างรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการให้สินเชื่อและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น การออกแบบนโยบาย เช่น การจำกัดวงเงินการถือครองหรือการทำธุรกรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงนี้

ประเด็นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว

ระบบการเงินดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ระดับประเทศย่อมตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ การสร้างระบบที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง สามารถป้องกันการปลอมแปลง การแฮก และการหยุดชะงักของระบบได้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลการทำธุรกรรม ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ธุรกรรมผ่าน CBDC สามารถถูกติดตามและตรวจสอบได้โดยหน่วยงานกลาง การสร้างสมดุลระหว่างความโปร่งใสเพื่อป้องกันการฟอกเงินกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล

ความท้าทายอีกประการคือการสร้างความมั่นใจว่าประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้งานบาทดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม กลุ่มประชากรที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุม อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังหากการออกแบบระบบไม่คำนึงถึงคนกลุ่มนี้ การพัฒนาช่องทางการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการใช้งานในรูปแบบออฟไลน์ และการให้ความรู้ด้านดิจิทัลแก่ประชาชน (Digital Literacy) จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป

อนาคตของบาทดิจิทัลและสิ่งที่ต้องติดตาม

จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่าโครงการบาทดิจิทัลยังอยู่บนเส้นทางของการพัฒนา และยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะนำออกมาใช้งานจริงหรือไม่

สถานะล่าสุดและแผนงานในอนาคต

ในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบในวงจำกัดอย่างละเอียด เพื่อประเมินประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบในทุกมิติ ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเปิดใช้งานจริง และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับผลการศึกษา รวมถึงความพร้อมของระบบนิเวศทางการเงินของประเทศโดยรวม ธปท. ย้ำเสมอว่าการดำเนินการจะเป็นไปอย่างรอบคอบและไม่รีบร้อน เพื่อให้มั่นใจว่าการนำบาทดิจิทัลมาใช้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

แนวทางการติดตามข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนจากข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนและผู้ที่สนใจควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการโดยตรงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านทางเว็บไซต์ทางการ เอกสารเผย

Similar Posts