Shopping cart

เงินบาทดิจิทัลเฟส 2 กับร้านค้าข้างทาง ปรับตัวหรือปิดตัว?

สารบัญ

การมาถึงของโครงการเงินบาทดิจิทัลเฟส 2 กับร้านค้าข้างทาง ปรับตัวหรือปิดตัว? ได้กลายเป็นคำถามสำคัญที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจฐานรากในประเทศไทย นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ แต่ยังเป็นการสร้างโจทย์ท้าทายโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมสตรีทฟู้ดและวิถีชีวิตคนไทย การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและผลกระทบของโครงการจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในการวางแผนอนาคตทางธุรกิจ

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล

เงินบาทดิจิทัลเฟส 2 กับร้านค้าข้างทาง ปรับตัวหรือปิดตัว? - digital-baht-phase2-street-vendors

ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการร้านค้าขนาดเล็กและร้านค้าข้างทางต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับการมาถึงของเงินบาทดิจิทัลเฟส 2 มีดังนี้

  • เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ: เงินบาทดิจิทัลเฟส 2 ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนร้านค้าขนาดเล็กโดยเฉพาะ แต่มาพร้อมกับข้อกำหนดที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค
  • ความท้าทายด้านระบบภาษี: ข้อบังคับที่สำคัญที่สุดคือร้านค้าที่เข้าร่วมจะต้องอยู่ในระบบภาษีเพื่อสามารถแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินสดได้ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจนอกระบบ
  • ข้อจำกัดเชิงพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภค: การจำกัดรัศมีการใช้จ่ายที่ 4 กิโลเมตร และการชำระเงินแบบพบหน้าเท่านั้น จะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้าของร้านค้า
  • ความจำเป็นในการปรับตัว: สถานการณ์นี้บีบให้ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ หรือเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียกลุ่มลูกค้าที่หันไปใช้จ่ายผ่านช่องทางใหม่นี้

ทำความเข้าใจเงินบาทดิจิทัล (CBDC) และโครงการเฟส 2

โครงการเงินบาทดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) คือการพัฒนารูปแบบเงินตราของประเทศให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยมีธนาคารกลางเป็นผู้ดูแลและรับประกันมูลค่า ซึ่งแตกต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ให้บริการโดยภาคเอกชน หรือคริปโทเคอร์เรนซีที่มีความผันผวนสูง การขับเคลื่อนนโยบายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการจัดการเงินสด

สำหรับโครงการในเฟสที่ 2 นี้ ได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับจุลภาคและให้ความช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เฉพาะเจาะจง การทำความเข้าใจในรายละเอียดของโครงการจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เงินบาทดิจิทัล: ไม่ใช่คริปโทฯ แต่เป็นเงินบาทในรูปแบบใหม่

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เงินบาทดิจิทัล (CBDC) มีสถานะเทียบเท่ากับธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทุกประการ กล่าวคือ 1 บาทดิจิทัล มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาทเสมอ โดยได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด แตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโทเคอร์เรนซีที่ไม่มีหน่วยงานกลางกำกับดูแลและมีราคาผันผวนสูงตามกลไกตลาด

วัตถุประสงค์หลักของการพัฒนา CBDC คือการสร้างทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การส่งมอบเงินช่วยเหลือหรือเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง

เป้าหมายหลักของโครงการเฟส 2

ในโครงการระยะที่ 2 รัฐบาลได้มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายประมาณ 3-4 ล้านคนทั่วประเทศ ผู้ที่มีสิทธิ์จะต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (Know Your Customer หรือ KYC) ตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินช่วยเหลือจะถูกส่งถึงบุคคลเป้าหมายอย่างแท้จริง

เป้าหมายของเฟสนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมอบเงินช่วยเหลือ แต่ยังมุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนภายในเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น โดยมีเงื่อนไขการใช้งานที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะ

เงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้าข้างทาง

แม้ว่าเจตนารมณ์ของโครงการเงินบาทดิจิทัลเฟส 2 กับร้านค้าข้างทาง ปรับตัวหรือปิดตัว? จะมุ่งเน้นการกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดเล็ก แต่เงื่อนไขและข้อจำกัดที่กำหนดขึ้นนั้นได้สร้างความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องประเมินและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อตัดสินใจทิศทางของธุรกิจตนเองในอนาคต

ข้อกำหนดการเข้าร่วม: เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก

เงื่อนไขแรกระบุชัดเจนว่า ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินดิจิทัลกับร้านค้าขนาดเล็ก รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมห้างสรรพสินค้า หรือห้างค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ เงื่อนไขนี้ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับร้านค้าข้างทางและร้านโชห่วย แต่ในทางปฏิบัติก็เกิดคำถามถึงนิยามของ “ร้านค้าขนาดเล็ก” ที่ชัดเจน การตีความอาจแตกต่างกันไปและอาจสร้างความสับสนได้ในระยะแรก

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยสามารถแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นการจำกัดตัวเลือกของผู้บริโภคให้ต้องมองหาร้านค้าในชุมชนของตนเอง ซึ่งหากร้านค้าสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ ได้ครบถ้วน ก็จะมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ได้รับสิทธิ์จากโครงการนี้

ความท้าทายสูงสุด: การเข้าสู่ระบบภาษี

นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญและท้าทายที่สุดสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าข้างทางจำนวนมาก นั่นคือ “ร้านค้าต้องอยู่ในระบบภาษีเพื่อสามารถถอนเงินสดได้” ที่ผ่านมา ร้านค้าขนาดเล็กและสตรีทฟู้ดจำนวนไม่น้อยดำเนินธุรกิจในลักษณะของเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ซึ่งอาจไม่ได้มีการจดทะเบียนพาณิชย์หรือยื่นภาษีอย่างเป็นทางการ

การกำหนดให้ร้านค้าต้องเข้าสู่ระบบภาษีจึงเปรียบเสมือนเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้และผู้ที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เป็นทางการมากขึ้น

การเข้าสู่ระบบภาษีมาพร้อมกับภาระหน้าที่ด้านเอกสาร การทำบัญชี และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ประกอบการที่คุ้นเคยกับความเรียบง่ายของการซื้อขายด้วยเงินสด การเปลี่ยนแปลงนี้จึงต้องการการสนับสนุนและให้ความรู้จากภาครัฐ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

ข้อจำกัดเชิงพื้นที่: รัศมีการใช้จ่าย 4 กิโลเมตร

อีกหนึ่งข้อจำกัดที่ส่งผลต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายคือ การกำหนดให้ใช้จ่ายเงินดิจิทัลได้ภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้ใช้สิทธิ์เท่านั้น นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างแท้จริง ป้องกันไม่ให้เงินไหลไปกระจุกตัวอยู่แต่ในย่านการค้าใจกลางเมือง

สำหรับร้านค้าข้างทาง ข้อจำกัดนี้อาจเป็นได้ทั้งผลดีและผลเสีย ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยหนาแน่นอาจได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ในทางกลับกัน ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในย่านสำนักงานหรือแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่ในรัศมี 4 กิโลเมตร อาจสูญเสียโอกาสในการขายไป นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อร้านค้าที่มีชื่อเสียงซึ่งดึงดูดลูกค้าจากระยะไกลโดยเฉพาะ

การชำระเงินแบบพบหน้า: ข้อดีและข้อจำกัด

เงื่อนไขที่กำหนดให้การชำระเงินต้องเป็นแบบพบหน้า (Face-to-Face) เท่านั้น ถือเป็นเงื่อนไขที่ร้านค้าข้างทางส่วนใหญ่คุ้นเคยและปฏิบัติอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นอุปสรรคในด้านการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดนี้เป็นการปิดกั้นโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ช่องทางออนไลน์หรือบริการจัดส่ง (Delivery) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เป็นการตอกย้ำว่าโครงการนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนธุรกรรมที่เกิดขึ้น ณ หน้าร้านจริง ๆ เท่านั้น

ทางเลือกและแนวทางการปรับตัวของร้านค้าข้างทาง

เมื่อเผชิญกับเงื่อนไขที่ท้าทายเหล่านี้ ผู้ประกอบการร้านค้าข้างทางจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์และพิจารณาแนวทางการปรับตัวที่เป็นไปได้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในภูมิทัศน์เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การพิจารณาเข้าสู่ระบบภาษี: ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย

การตัดสินใจนำธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุด ผู้ประกอบการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับภาระที่จะตามมา

  • ข้อดี: การอยู่ในระบบภาษีไม่เพียงแต่ทำให้ร้านค้าสามารถเข้าร่วมโครงการเงินบาทดิจิทัลได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในระยะยาว ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินอื่น ๆ เช่น สินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น และอาจมีสิทธิ์ได้รับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ จากภาครัฐในอนาคต
  • ข้อเสีย: ความซับซ้อนของกระบวนการทางเอกสาร การทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และภาระภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นเรื่องใหม่และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สำหรับผู้ประกอบการจำนวนมาก

ยกระดับสู่ดิจิทัล: มากกว่าแค่การรับชำระเงิน

การปรับตัวไม่ได้หมายถึงแค่การติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อรับเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลในด้านอื่น ๆ ด้วย แม้ว่าการชำระเงินจะเป็นแบบพบหน้า แต่ผู้ประกอบการอาจต้องเรียนรู้การจัดการรายรับที่เป็นดิจิทัล การตรวจสอบยอดเงินเข้า-ออก และการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน เช่น การจัดการสต็อกสินค้า หรือการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์

กลยุทธ์การตลาดท้องถิ่นเพื่อดึงดูดลูกค้า

ด้วยข้อจำกัดรัศมี 4 กิโลเมตร ร้านค้าจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการตลาดในระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในชุมชน การทำป้ายประชาสัมพันธ์หน้าร้านว่า “รับเงินบาทดิจิทัล” หรือการจัดโปรโมชันเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับผู้ที่ใช้จ่ายผ่านช่องทางนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาใช้บริการ

ความเสี่ยงและผลกระทบในวงกว้างที่ต้องจับตา

นโยบายเงินบาทดิจิทัลเฟส 2 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อร้านค้าเป็นรายบุคคล แต่ยังอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวงกว้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองและเตรียมรับมือ

ช่องว่างทางดิจิทัลที่อาจถ่างกว้างขึ้น

มีความเสี่ยงที่นโยบายนี้อาจทำให้ช่องว่างระหว่างร้านค้าที่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลและระบบภาษีได้ กับร้านค้าที่ไม่สามารถทำได้ ถ่างกว้างออกไปอีก กลุ่มหลังซึ่งอาจเป็นผู้ประกอบการสูงวัยหรือผู้ที่ขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี อาจถูกกีดกันออกจากระบบเศรษฐกิจใหม่นี้โดยไม่ตั้งใจ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปในที่สุด

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค

เมื่อผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ (ผู้สูงอายุ) ได้รับเงินดิจิทัลและมีเงื่อนไขการใช้งานที่จำกัด พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของพวกเขาก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาอาจเลือกที่จะซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ร้านประจำที่เคยใช้บริการก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างลูกค้าและร้านค้าเจ้าประจำที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ

ภูมิทัศน์การแข่งขันที่เปลี่ยนไป

ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กที่อยู่ในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและอยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว อาจกลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้ และกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวยิ่งขึ้นสำหรับร้านค้าข้างทางแบบดั้งเดิม สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดในระดับท้องถิ่น โดยมีผู้เล่นที่มีความพร้อมทางระบบเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

บทสรุป: อนาคตของร้านค้าข้างทางบนเส้นทางสู่สังคมไร้เงินสด

สรุปแล้ว คำถามที่ว่า เงินบาทดิจิทัลเฟส 2 กับร้านค้าข้างทาง ปรับตัวหรือปิดตัว? ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถและความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละรายในการเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญนี้ นโยบายดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผลักดันให้เศรษฐกิจนอกระบบต้องหันมาพิจารณาการเข้าสู่ระบบอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

สำหรับร้านค้าข้างทาง นี่คือจุดเปลี่ยนที่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคต การปรับตัวโดยการเข้าสู่ระบบภาษีและยอมรับเทคโนโลยีดิจิทัลอาจเป็นหนทางที่นำไปสู่โอกาสใหม่ ๆ และการเติบโตที่ยั่งยืน ในขณะที่การเลือกที่จะคงอยู่ในรูปแบบเดิมอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการสูญเสียลูกค้าและรายได้ในระยะยาว ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของสตรีทฟู้ดและร้านค้ารายย่อยของไทยจะขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถเดินทางข้ามผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนี้ไปได้อย่างไร

การสร้างเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพให้กับร้านค้า เช่น การใช้เสื้อยูนิฟอร์มหรือเสื้อทีมที่มีโลโก้ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเตรียมความพร้อมสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโซลูชันด้านการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพเพื่อยกระดับแบรนด์ของตนเอง สามารถ ติดต่อเรา ได้ที่ KDC SPORT ซึ่งรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

กุมภาพันธ์ 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ