เงินบาทดิจิทัลหลังเปิดตัว ใครได้ประโยชน์มากที่สุด?
เงินบาทดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญของประเทศไทยนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โครงการนี้ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบการชำระเงิน แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
- ประชาชนทั่วไป: ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ง่ายขึ้น มีต้นทุนการทำธุรกรรมที่ต่ำลงอย่างมากหรือแทบไม่มีค่าใช้จ่าย และมีความปลอดภัยสูงสุดเนื่องจากเป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง
- ภาคธุรกิจ: สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดต้นทุนค่าธรรมเนียมการชำระเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศที่รวดเร็วและโปร่งใสขึ้น
- ภาครัฐ: มีเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถส่งมอบความช่วยเหลือไปยังประชาชนได้อย่างตรงจุด รวดเร็ว และช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ
- ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล: เงินบาทดิจิทัลทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน (FinTech) และบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
การวิเคราะห์ประเด็น เงินบาทดิจิทัลหลังเปิดตัว ใครได้ประโยชน์มากที่สุด? พบว่านี่ไม่ใช่แค่การยกระดับเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน เงินบาทดิจิทัลคือเงินตราในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมูลค่าเทียบเท่าและสามารถแลกเปลี่ยนกับเงินสดหรือเงินฝากธนาคารได้ในอัตรา 1:1 ซึ่งแตกต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ออกโดยภาคเอกชน การเกิดขึ้นของ CBDC ในภูมิทัศน์การเงินปี 2569 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
ภาพรวมของเงินบาทดิจิทัลและผลกระทบในปี 2569
นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มทำการทดสอบระบบในวงจำกัด จนกระทั่งเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ เงินบาทดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการเงินของไทยอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้แข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงินโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ในปี 2569 นี้ เงินบาทดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกในการชำระเงินอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เปรียบเสมือนถนนหรือระบบไฟฟ้าในโลกยุคใหม่ที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมต่างๆ การมีอยู่ของ CBDC ทำให้ทุกคน ตั้งแต่ประชาชนรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ สามารถเข้าถึง “เงิน” ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรูปแบบดิจิทัลได้โดยตรง ซึ่งเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ที่เคยมีอยู่กับระบบที่พึ่งพาตัวกลางทางการเงินเป็นหลัก ความสำคัญของเรื่องนี้จึงครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจไทย และการทำความเข้าใจว่าใครได้ประโยชน์ในมิติใดบ้าง จะช่วยให้เห็นภาพอนาคตของการเงินไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์หลักจากเงินบาทดิจิทัล
ผลกระทบของเงินบาทดิจิทัลสามารถแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ประชาชนทั่วไป ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์ในรูปแบบและมิติที่แตกต่างกันไป แต่ล้วนส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประชาชนทั่วไป: การปฏิวัติการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
สำหรับคนทั่วไป เงินบาทดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้จ่ายและเข้าถึงบริการทางการเงินในชีวิตประจำวันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยไม่ใช่เป็นเพียงแอปพลิเคชันชำระเงินใหม่ แต่เป็นเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและสถานะทางกฎหมายเทียบเท่าธนบัตร
เงินบาทดิจิทัลคือการเข้าถึงเงินที่ปลอดภัยที่สุดในรูปแบบดิจิทัลโดยตรงจากธนาคารกลาง ซึ่งเป็นการสร้างความเท่าเทียมและลดต้นทุนให้กับประชาชนทุกคนในระบบเศรษฐกิจ
ต้นทุนธุรกรรมที่ลดลง
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับประชาชนคือต้นทุนการทำธุรกรรมที่ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ การโอนเงินผ่านระบบเงินบาทดิจิทัลเป็นการทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer) บนแพลตฟอร์มที่รัฐเป็นผู้ดูแล ทำให้สามารถตัดตัวกลางและค่าธรรมเนียมที่เคยเกิดขึ้นในระบบเดิมออกไปได้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้บัตรเครดิตหรือบริการ e-wallet บางประเภทที่อาจมีค่าธรรมเนียมแฝง ทำให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การซื้อของที่ตลาดไปจนถึงการจ่ายบิลต่างๆ มีความคล่องตัวและประหยัดมากขึ้น
การเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion)
เงินบาทดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการเงิน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประชากรที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ (Unbanked/Underbanked) เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนและกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ก็สามารถรับ-ส่งเงินบาทดิจิทัลได้ทันที สิ่งนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยกว่าการใช้เงินสด ไม่ว่าจะเป็นการรับเงินค่าจ้าง การชำระค่าสินค้าและบริการ หรือแม้กระทั่งการรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐโดยตรง
ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสูงสุด
จุดเด่นที่สำคัญของ CBDC คือการเป็นหนี้สินของธนาคารกลาง ซึ่งหมายความว่าเงินบาทดิจิทัลในกระเป๋าของเรามีความปลอดภัยและมั่นคงสูงสุด ไม่มีความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการเอกชนจะล้มละลายเหมือนกรณีของ e-Money หรือความผันผวนของมูลค่าเหมือนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ความน่าเชื่อถือนี้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการเปลี่ยนมาใช้เงินในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพกพาหรือจัดเก็บเงินสดจำนวนมาก
ภาคธุรกิจ: ขับเคลื่อนประสิทธิภาพและโอกาสใหม่
ในฝั่งของภาคธุรกิจ เงินบาทดิจิทัลไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยปลดล็อกประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจต้องอาศัยความเร็วและข้อมูลเป็นสำคัญ
ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงิน
ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก (SMEs) ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ล้วนได้รับประโยชน์จากการลดค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน (Merchant Discount Rate – MDR) ที่เคยต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการทางการเงิน การรับชำระเงินผ่านเงินบาทดิจิทัลช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินเต็มจำนวนและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีเบื้องหลัง CBDC ยังรองรับ “เงินที่ตั้งโปรแกรมได้” (Programmable Money) ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเงื่อนไขการชำระเงินอัตโนมัติได้ เช่น การจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ทันทีเมื่อระบบยืนยันว่าสินค้าถูกจัดส่งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมหาศาล
พลิกโฉมการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
หนึ่งในประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับภาคธุรกิจคือการปฏิวัติการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน (Cross-border Transactions) ในอดีต การโอนเงินระหว่างประเทศต้องผ่านระบบธนาคารตัวกลางหลายทอด (Correspondent Banking) ซึ่งมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน (หลายวัน) และมีค่าธรรมเนียมสูง แต่ด้วยการเชื่อมต่อระบบ CBDC ระหว่างประเทศ ทำให้การโอนเงินสามารถทำได้เกือบจะทันที (ภายในไม่กี่นาที) ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมากและมีความโปร่งใสสูง สามารถตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา สิ่งนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลกได้อย่างก้าวกระโดด
ภาครัฐ: เครื่องมือใหม่ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาค
สำหรับภาครัฐ เงินบาทดิจิทัลเป็นมากกว่าช่องทางการชำระเงิน แต่เป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงในการบริหารจัดการเศรษฐกิจและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน
การดำเนินนโยบายที่ตรงจุดและรวดเร็ว
CBDC ช่วยให้รัฐบาลสามารถส่งมอบเงินช่วยเหลือหรือเงินสวัสดิการต่างๆ ไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงและทันที (Government-to-Person Transfers) ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน รัฐบาลสามารถโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของประชาชนได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานานเหมือนในอดีต ซึ่งช่วยลดการรั่วไหลและทำให้มั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง
เพิ่มความโปร่งใสและลดปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ
เนื่องจากธุรกรรมผ่านเงินบาทดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ และช่วยลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น การหลีกเลี่ยงภาษี การฟอกเงิน หรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่นๆ การที่ภาครัฐสามารถเห็นภาพรวมของกระแสเงินในระบบได้ชัดเจนขึ้น จะนำไปสู่การวางแผนนโยบายภาษีที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น
เสริมสร้างเสถียรภาพและอธิปไตยทางการเงิน
ในยุคที่เงินดิจิทัลที่ออกโดยภาคเอกชน (เช่น Stablecoins) และสกุลเงินดิจิทัลจากต่างประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น การมีเงินบาทดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางถือเป็นการรักษาอธิปไตยทางการเงินของประเทศ ช่วยให้ ธปท. สามารถกำกับดูแลและรักษาสเถียรภาพของระบบการเงินได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือใหม่สำหรับนโยบายการเงินในอนาคต เช่น การนำนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบมาใช้ในกรณีที่จำเป็น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เงินบาทดิจิทัลหลังเปิดตัว ใครได้ประโยชน์มากที่สุด?: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ
เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่แต่ละกลุ่มได้รับ แม้ว่าทุกภาคส่วนจะได้ประโยชน์จากการมีอยู่ของเงินบาทดิจิทัล แต่หากจะตอบคำถามว่าใครได้ประโยชน์ “มากที่สุด” อาจต้องมองในมิติต่างๆ กันไป หากมองในแง่ของ “ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน” ประชาชนทั่วไปอาจเป็นผู้ที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด แต่หากมองในแง่ของ “ขนาดและมูลค่าทางเศรษฐกิจ” ภาคธุรกิจและภาครัฐคือผู้ที่ได้รับประโยชน์ในระดับมหภาคอย่างมหาศาล
| คุณสมบัติ | ประชาชนทั่วไป | ภาคธุรกิจ | ภาครัฐ |
|---|---|---|---|
| ต้นทุนธุรกรรม | ต่ำมากหรือไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้จ่ายประจำวัน | ลดค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน (MDR) และค่าโอน | ลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดและการพิมพ์ธนบัตร |
| ความเร็ว/ประสิทธิภาพ | โอนเงินและชำระเงินได้ทันที 24/7 | ธุรกรรมระหว่างประเทศรวดเร็วขึ้น เพิ่มสภาพคล่อง | จ่ายเงินช่วยเหลือและสวัสดิการได้โดยตรงและรวดเร็ว |
| การเข้าถึง | เข้าถึงบริการการเงินได้ทั่วถึง แม้ไม่มีบัญชีธนาคาร | เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนวัตกรรมการชำระเงิน | เครื่องมือดำเนินนโยบายที่เข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุม |
| ความปลอดภัย | มั่นคงสูงสุดเพราะเป็นหนี้สินของธนาคารกลาง | ลดความเสี่ยงในการชำระเงิน (Settlement Risk) | รักษาอธิปไตยและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ |
| ความโปร่งใส | – (เน้นความเป็นส่วนตัวมากกว่า) | สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้ชัดเจน | ลดปัญหาการทุจริต การฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี |
ความท้าทายและการปรับตัวในยุคการเงินดิจิทัล
แม้ว่าเงินบาทดิจิทัลจะมอบประโยชน์มากมาย แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินใหม่ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเผชิญและปรับตัวเพื่อให้การใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การที่ธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล ดังนั้น การออกแบบระบบจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความโปร่งใสเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้กำกับดูแลต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม
ความปลอดภัยทางไซเบอร์
เมื่อระบบการเงินของประเทศกลายเป็นดิจิทัลมากขึ้น ความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว การสร้างระบบป้องกันที่มีความแข็งแกร่งและทนทานต่อการโจมตีในระดับประเทศจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานทุกคนในระบบ
ความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล (Digital Literacy)
เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจด้านการเงินดิจิทัลแก่ประชาชนในวงกว้างจึงเป็นภารกิจที่สำคัญ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันส่งเสริมทักษะดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานเงินบาทดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ
สรุป: อนาคตเศรษฐกิจไทยกับเงินบาทดิจิทัล
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า เงินบาทดิจิทัลหลังเปิดตัว ใครได้ประโยชน์มากที่สุด? นั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะนี่คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ประชาชนได้ประโยชน์จากความสะดวก ปลอดภัย และต้นทุนที่ต่ำลง ภาคธุรกิจได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก ส่วนภาครัฐได้เครื่องมือที่ทรงพลังในการบริหารประเทศและดูแลประชาชน
เงินบาทดิจิทัลไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพัฒนา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งนวัตกรรมทางการเงินที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน การปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับทุกคนและทุกองค์กรที่จะเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้
การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไม่เพียงส่งผลต่อภาคการเงิน แต่ยังรวมถึงทุกอุตสาหกรรม การปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับ KDC SPORT ที่เป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อกีฬา และเสื้อองค์กร ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆอีกมายมาย หากท่านสนใจในบริการของเรา สามารถ ติดต่อเรา ได้ตามข้อมูลด้านล่าง
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


