วัน Car Free Day! ชวนคนกรุงฯ จอดรถไว้บ้าน เดินทางด้วยอะไรดี?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Car Free Day
- วัน Car Free Day! ชวนคนกรุงฯ จอดรถไว้บ้าน เดินทางด้วยอะไรดี?
- ที่มาและความสำคัญของวันปลอดรถสากล
- แนวคิด “เดินสะดวก ปั่นสบาย เชื่อมต่อล้อ ราง เรือ”
- สำรวจทางเลือกการเดินทางในกรุงเทพฯ
- เปรียบเทียบข้อดีและข้อควรพิจารณาของแต่ละทางเลือก
- ประโยชน์ของการงดใช้รถส่วนตัวในวัน Car Free Day
- สรุป: เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อกรุงเทพฯ ที่น่าอยู่กว่าเดิม
ในทุกวันที่ 22 กันยายนของทุกปี เมืองใหญ่ทั่วโลกรวมถึงกรุงเทพมหานคร จะร่วมกันจัดกิจกรรม “วันปลอดรถสากล” หรือ Car Free Day เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือรูปแบบการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Car Free Day
- วันสำคัญ: วัน Car Free Day ในกรุงเทพมหานครจัดขึ้นในวันที่ 22 กันยายนของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
- เป้าหมายหลัก: รณรงค์ลดปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และมลพิษทางเสียง พร้อมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนเมือง
- โครงการต่อเนื่อง: กิจกรรมในปี 2568 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Bangkok Car Free Everyday” ซึ่งมีเป้าหมายในการลดการใช้รถยนต์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
- แนวคิดของกรุงเทพมหานคร: มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการเดินทางภายใต้แนวคิด “เดินสะดวก ปั่นสบาย เชื่อมต่อล้อ ราง เรือ” เพื่อสร้างเครือข่ายคมนาคมที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ
- ทางเลือกการเดินทาง: สนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะกรุงเทพ เช่น รถไฟฟ้า, รถเมล์, เรือ รวมถึงการเดินเท้าและการปั่นจักรยานเป็นทางเลือกหลักในการเดินทาง
วัน Car Free Day! ชวนคนกรุงฯ จอดรถไว้บ้าน เดินทางด้วยอะไรดี?
คำถามที่ว่าใน วัน Car Free Day! ชวนคนกรุงฯ จอดรถไว้บ้าน เดินทางด้วยอะไรดี? ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ในวันที่ 22 กันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่กรุงเทพมหานครร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลกจัดกิจกรรมวันปลอดรถสากล วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ผู้คนจะได้หยุดพักจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาสำรวจทางเลือกในการเดินทางรูปแบบอื่น ๆ ที่มีอยู่มากมายในเมืองหลวง การตัดสินใจจอดรถไว้ที่บ้านเพียงหนึ่งวันอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกัน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิด ทั้งในแง่ของการลดปัญหาการจราจรที่หนาแน่น ลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ค้นพบวิธีการเดินทางใหม่ๆ ที่อาจสะดวกสบายและดีต่อสุขภาพมากกว่าเดิม
ที่มาและความสำคัญของวันปลอดรถสากล

วันปลอดรถ หรือ Car Free Day ถือกำเนิดขึ้นจากความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในเมืองที่ลดลง อันเนื่องมาจากการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลมากเกินไป แนวคิดนี้เริ่มต้นในหลายประเทศทั่วยุโรปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าเมืองสามารถ λειτουργία ได้โดยไม่ต้องพึ่งพารถยนต์ และเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนหันมาใช้การเดินทางที่ยั่งยืนมากขึ้น
Bangkok Car Free 2025: ก้าวสู่เมืองยั่งยืน
สำหรับกรุงเทพมหานคร การจัดกิจกรรม Bangkok Car Free 2025 ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นปีละครั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ใหญ่กว่าภายใต้โครงการ “Bangkok Car Free Everyday” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเมืองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยกรุงเทพมหานครพยายามสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เอื้อให้ประชาชนสามารถเลือกที่จะไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในวันพิเศษ การรณรงค์ในวันนี้จึงเป็นเหมือนการทดลองครั้งใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางในกรุงเทพฯ รูปแบบใหม่ที่ปราศจากความแออัดของรถยนต์ส่วนตัว
เป้าหมายหลักของการรณรงค์
วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมวันปลอดรถไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่ครอบคลุมในหลายด้านที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนเมืองโดยตรง ดังนี้
- ลดปัญหามลภาวะ: การลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพระบบทางเดินหายใจ
- บรรเทาปัญหาการจราจร: กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มีการจราจรติดขัดที่สุดในโลก การงดใช้รถส่วนตัวพร้อมกันจะช่วยให้สภาพการจราจรคล่องตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ลดมลพิษทางเสียง: เมืองที่เงียบสงบขึ้นส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและลดความเครียดของประชาชน
- ส่งเสริมสุขภาพ: การหันมาเดินหรือปั่นจักรยานแทนการขับรถเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน
- สร้างความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่: การคืนพื้นที่ถนนให้แก่คนเดินเท้าและจักรยานเป็นการจัดสรรพื้นที่สาธารณะอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
แนวคิด “เดินสะดวก ปั่นสบาย เชื่อมต่อล้อ ราง เรือ”
เพื่อให้การเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย กรุงเทพมหานครได้พัฒนาระบบการเดินทางภายใต้แนวคิด “เดินสะดวก ปั่นสบาย เชื่อมต่อล้อ ราง เรือ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้โครงการ Car Free Day ประสบความสำเร็จและสามารถต่อยอดไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกวันได้ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงทุกรูปแบบเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเดินทางไร้รอยต่อจาก First Mile ถึง Last Mile
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนยังคงเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวคือความยากลำบากในการเดินทางช่วงแรก (First Mile) จากบ้านไปยังสถานีขนส่งสาธารณะ และช่วงสุดท้าย (Last Mile) จากสถานีไปยังที่หมายปลายทาง แนวคิด “เชื่อมต่อล้อ ราง เรือ” ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยส่งเสริมให้มีทางเลือกที่หลากหลายในการเดินทางระยะสั้น เช่น
- ล้อ: ระบบรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ที่มีเส้นทางครอบคลุมและเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า รวมถึงบริการขนส่งสาธารณะขนาดเล็กที่เข้าถึงชุมชนย่อย
- ราง: ระบบรถไฟฟ้า BTS และ MRT ซึ่งเป็นแกนหลักของการเดินทางที่รวดเร็วและตรงต่อเวลา ทำหน้าที่เชื่อมโยงย่านสำคัญต่างๆ ของกรุงเทพฯ
- เรือ: การเดินทางทางน้ำผ่านคลองและแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ช่วยหลีกเลี่ยงการจราจรบนท้องถนนได้อย่างสิ้นเชิง
- เดินและปั่น: การพัฒนาทางเท้าที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย รวมถึงการขยายเส้นทางจักรยานที่เชื่อมต่อกัน เพื่อสนับสนุนการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์สำหรับระยะทางใกล้ๆ
คืนพื้นที่ถนนสู่พื้นที่สาธารณะ
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจของวัน Car Free Day คือการเปลี่ยนถนนบางสายที่เคยเต็มไปด้วยรถยนต์ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะชั่วคราว กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ออกมาใช้พื้นที่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือเพียงแค่มาเดินเล่นอย่างปลอดภัย การได้เห็นถนนที่ปราศจากรถยนต์ทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงศักยภาพของพื้นที่เมืองที่สามารถพัฒนาให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงการออกแบบผังเมืองที่ยึดรถยนต์เป็นศูนย์กลาง
สำรวจทางเลือกการเดินทางในกรุงเทพฯ
สำหรับชาวกรุงเทพฯ ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมวันปลอดรถ หรือกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการเดินทางในกรุงเทพ การทำความเข้าใจในแต่ละระบบขนส่งสาธารณะจะช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบขนส่งมวลชนทางราง (BTS และ MRT)
รถไฟฟ้าถือเป็นกระดูกสันหลังของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ด้วยความรวดเร็ว ตรงต่อเวลา และเครือข่ายที่ครอบคลุมย่านธุรกิจ แหล่งช็อปปิ้ง และที่อยู่อาศัยที่สำคัญ ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการเดินทางระยะไกลในเมือง การใช้รถไฟฟ้าช่วยให้สามารถคาดการณ์เวลาเดินทางได้อย่างแม่นยำ หลีกเลี่ยงปัญหารถติดได้อย่างสมบูรณ์ และยังเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ ได้อย่างสะดวก
รถโดยสารประจำทาง: เข้าถึงทุกพื้นที่
แม้ว่ารถไฟฟ้าจะสะดวกสบาย แต่ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่รถไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ซึ่งรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างนี้ ด้วยเครือข่ายเส้นทางที่ครอบคลุมทุกตรอกซอกซอย ทำให้รถเมล์เป็นวิธีการเดินทางที่เข้าถึงได้ง่ายและมีราคาประหยัดที่สุดสำหรับประชาชนจำนวนมาก การวางแผนการเดินทางด้วยรถเมล์อาจต้องใช้เวลาและความคุ้นเคย แต่ก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ระบบรางไปไม่ถึง
เรือโดยสาร: เส้นทางลัดบนผืนน้ำ
กรุงเทพฯ ในฐานะ “เวนิสตะวันออก” มีเครือข่ายคลองและแม่น้ำที่สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้เป็นอย่างดี เรือโดยสารด่วนเจ้าพระยาและเรือโดยสารคลองแสนแสบเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการจราจรบนบกโดยสิ้นเชิง การเดินทางทางน้ำไม่เพียงแต่รวดเร็วในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่ยังมอบทัศนียภาพและประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเดินทางรูปแบบอื่น
การเดินเท้า: สัมผัสเมืองในมุมมองใหม่
สำหรับการเดินทางในระยะทางสั้นๆ ไม่เกิน 1-2 กิโลเมตร การเดินเท้าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด การเดินไม่เพียงแต่เป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ยังเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองอย่างใกล้ชิด ได้เห็นรายละเอียดของสถาปัตยกรรม ร้านค้า และวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจพลาดไปเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ กรุงเทพมหานครกำลังส่งเสริมและปรับปรุงทางเท้าให้มีความปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้การเดินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเมือง
จักรยาน: ความคล่องตัวเพื่อคนเมือง
จักรยานเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผสมผสานข้อดีของการออกกำลังกายและความคล่องตัวเข้าไว้ด้วยกัน ในสภาพการจราจรที่ติดขัด จักรยานสามารถลัดเลาะไปตามเส้นทางต่างๆ ได้รวดเร็วกว่ารถยนต์ นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การขยายและเชื่อมต่อเส้นทางจักรยานทั่วกรุงเทพฯ ทำให้การปั่นจักรยานมีความปลอดภัยและน่าสนใจมากขึ้น และยังทำหน้าที่เป็นยานพาหนะสำหรับ Last Mile ที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมต่อระหว่างบ้านกับสถานีขนส่งสาธารณะ
เปรียบเทียบข้อดีและข้อควรพิจารณาของแต่ละทางเลือก
เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกวิธีการเดินทางที่เหมาะสมที่สุดในวัน Car Free Day และวันอื่นๆ ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปข้อดีและข้อควรพิจารณาของแต่ละทางเลือกไว้อย่างชัดเจน
| รูปแบบการเดินทาง | ข้อดี | ข้อควรพิจารณา | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| รถไฟฟ้า (BTS/MRT) | รวดเร็ว, ตรงต่อเวลา, สะอาด, ปลอดภัย, คาดการณ์เวลาได้ | ค่าโดยสารสูงกว่ารูปแบบอื่น, มีความหนาแน่นสูงในช่วงเวลาเร่งด่วน, เส้นทางยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ | การเดินทางระยะไกลข้ามโซนของเมือง, การเดินทางที่ต้องการความตรงต่อเวลา |
| รถโดยสารประจำทาง | ราคาประหยัด, เส้นทางครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุด, เข้าถึงชุมชนย่อย | ไม่สามารถคาดการณ์เวลาเดินทางได้แน่นอน, อาจต้องเผชิญกับรถติด, ความสะดวกสบายแตกต่างกันไปในแต่ละสาย | การเดินทางในพื้นที่ที่ไม่มีรถไฟฟ้า, การเดินทางที่ไม่เร่งรีบ, ผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย |
| เรือโดยสาร | หลีกเลี่ยงการจราจรทางบก, รวดเร็วในเส้นทางเฉพาะ, ได้ชมทิวทัศน์ | จำกัดเฉพาะเส้นทางริมแม่น้ำและคลอง, อาจมีความแออัดในช่วงเร่งด่วน, ตารางเวลาอาจไม่ถี่เท่าระบบอื่น | ผู้ที่อาศัยหรือทำงานใกล้ท่าเรือ, การเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา |
| การเดินเท้า | ไม่มีค่าใช้จ่าย, ดีต่อสุขภาพ, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100%, ได้สำรวจพื้นที่อย่างใกล้ชิด | เหมาะกับระยะทางสั้นๆ, สภาพอากาศอาจเป็นอุปสรรค, คุณภาพทางเท้าในบางพื้นที่ยังต้องปรับปรุง | การเดินทางระยะใกล้ (1-2 กม.), การเชื่อมต่อระหว่างระบบขนส่งสาธารณะ, การสำรวจย่านต่างๆ |
| จักรยาน | คล่องตัวสูงในที่รถติด, เป็นการออกกำลังกาย, ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | ต้องใช้พลังงาน, ความปลอดภัยบนท้องถนน, สภาพอากาศ, ไม่มีที่จอดที่ปลอดภัยในทุกที่ | การเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง (2-5 กม.), การเดินทางแบบ First/Last Mile, ผู้ที่รักการออกกำลังกาย |
ประโยชน์ของการงดใช้รถส่วนตัวในวัน Car Free Day
การร่วมใจกันงดใช้รถส่วนตัว แม้จะเป็นเพียงหนึ่งวัน ก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่มองเห็นได้ในหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมไปจนถึงคุณภาพชีวิตส่วนบุคคล
ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
การลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารพิษต่างๆ สู่อชั้นบรรยากาศ คุณภาพอากาศในเมืองจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันนั้น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงหากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในระยะยาว
นอกจากนี้ การลดมลพิษทางเสียงยังทำให้บรรยากาศของเมืองสงบและน่าอยู่มากขึ้น ช่วยลดความเครียดและส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและคุณภาพชีวิต
เมื่อถนนปลอดโปร่งขึ้น ผู้คนจะใช้เวลาเดินทางน้อยลง และมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีคุณค่ามากขึ้น การคืนพื้นที่ถนนให้กับกิจกรรมสาธารณะยังช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันในหมู่คนเมือง การได้เห็นเมืองในมุมที่ปราศจากรถยนต์อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเรียกร้องและสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับผู้คนมากกว่ารถยนต์
ประโยชน์ด้านสุขภาพและเศรษฐกิจส่วนบุคคล
การเลือกเดินหรือปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายในตัว ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน, โรคหัวใจ และเบาหวาน ในด้านเศรษฐกิจ การลดการใช้รถยนต์หมายถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา และค่าที่จอดรถ ซึ่งสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายในด้านอื่นที่จำเป็นได้
สรุป: เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อกรุงเทพฯ ที่น่าอยู่กว่าเดิม
วัน Car Free Day ในวันที่ 22 กันยายน ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ชาวกรุงเทพฯ ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน การเลือกที่จะจอดรถส่วนตัวไว้ที่บ้านและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การเดิน หรือการปั่นจักรยาน คือก้าวแรกที่ทรงพลังในการแก้ไขปัญหาระยะยาวของเมือง ทั้งเรื่องการจราจร มลพิษ และคุณภาพชีวิต
ด้วยทางเลือกการเดินทางที่หลากหลายภายใต้แนวคิด “เดินสะดวก ปั่นสบาย เชื่อมต่อล้อ ราง เรือ” ทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ โดยไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวมีความเป็นไปได้และสะดวกสบายมากขึ้นกว่าที่เคย การเข้าร่วมกิจกรรมในวัน Car Free Day 2025 จึงไม่ใช่แค่การงดใช้รถหนึ่งวัน แต่คือการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสำหรับทุกคน และเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเมืองและของพวกเราทุกคน

