ยื่นภาษี 2569: กำไรจาก AI Trade ต้องเสียภาษีหรือไม่?
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน AI
- ความสำคัญของการทำความเข้าใจภาษี AI Trade ในปี 2569
- มุมมองของกรมสรรพากร: AI Trade คืออะไรในทางภาษี?
- แนวทางการยื่นภาษี 2569 สำหรับกำไรจาก AI Trade สินทรัพย์ดิจิทัล
- การยื่นภาษี 2569 กรณี AI เทรดสินทรัพย์การลงทุนประเภทอื่น
- รายได้รูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI Trade และภาระภาษี
- ตารางสรุปภาระภาษีจากกำไร AI Trade สำหรับการยื่นภาษี 2569
- บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบอทเทรดในการลงทุนได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสในการทำกำไรในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลยื่นภาษี คำถามสำคัญที่นักลงทุนจำนวนมากต้องเผชิญคือ “ยื่นภาษี 2569: กำไรจาก AI Trade ต้องเสียภาษีหรือไม่?” ซึ่งคำตอบนั้นมีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุน แพลตฟอร์มที่ใช้ในการซื้อขาย และแหล่งที่มาของเงินได้นั้นๆ การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน AI
- กำไรจากคริปโตเคอร์เรนซีมีข้อยกเว้น: ผลกำไรจากการโอนคริปโตเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2568 ถึง 2572
- กำไรจากการลงทุนต่างประเทศต้องเสียภาษี: เงินได้จากกำไรในการเทรดหุ้น ฟอเร็กซ์ หรือสินทรัพย์อื่นๆ ในต่างประเทศ หากมีการนำเงินกำไรนั้นกลับเข้ามาในประเทศไทย จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- AI เป็นเพียงเครื่องมือ: ในมุมมองของกรมสรรพากร AI หรือบอทเทรดเป็นเพียงเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุน ภาระภาษีจะพิจารณาจากประเภทของสินทรัพย์ที่ซื้อขายและลักษณะของเงินได้ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีที่ใช้
- รายได้รูปแบบอื่นต้องเสียภาษีเสมอ: หากมีรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ AI Trade เช่น การให้เช่าบอท การเก็บค่าสมาชิก หรือการรับส่วนแบ่งกำไร รายได้เหล่านี้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปยื่นเสียภาษีตามปกติ
ความสำคัญของการทำความเข้าใจภาษี AI Trade ในปี 2569
ในปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทในการลงทุนอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดไปจนถึงการส่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันได้ง่ายขึ้น การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ทำให้นักลงทุนบุคคลธรรมดาที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเทรดสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการยื่นภาษีในปี 2569 ซึ่งจะครอบคลุมรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 ซึ่งเป็นปีแรกที่กฎกระทรวงฉบับใหม่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีกำไรจากคริปโตเคอร์เรนซีมีผลบังคับใช้เต็มปี การวางแผนภาษีที่ถูกต้องไม่เพียงแต่จะช่วยให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วน แต่ยังช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย
มุมมองของกรมสรรพากร: AI Trade คืออะไรในทางภาษี?
สิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดหมวดหมู่ภาษีสำหรับ “AI Trade” โดยเฉพาะ แต่จะพิจารณาจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงเป็นหลัก กล่าวคือ AI หรือบอทเทรดถูกมองว่าเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจและส่งคำสั่งซื้อขายเท่านั้น ไม่ว่านักลงทุนจะกดสั่งซื้อขายด้วยตนเอง หรือตั้งค่าให้ AI ดำเนินการให้โดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์ทางภาษีจะถูกพิจารณาบนพื้นฐานเดียวกัน
ดังนั้น ภาระภาษีจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่
- ประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุน: กำไรที่เกิดจากการเทรดสินทรัพย์แต่ละประเภทมีกฎเกณฑ์ทางภาษีที่แตกต่างกัน เช่น คริปโตเคอร์เรนซี หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือฟอเร็กซ์
- แหล่งที่มาและรูปแบบของรายได้: เงินได้นั้นมาจากที่ใด (ในประเทศหรือต่างประเทศ) และมีลักษณะเป็นอะไร (กำไรส่วนต่างราคา, เงินปันผล, หรือค่าบริการ)
ตัวอย่างเช่น การใช้ AI เทรดคริปโตเคอร์เรนซีบนแพลตฟอร์มของไทย จะถูกพิจารณาภายใต้กฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่การใช้ AI เดียวกันเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ภาษีเงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศ การแยกแยะประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการประเมินภาระภาษีของตนเอง
แนวทางการยื่นภาษี 2569 สำหรับกำไรจาก AI Trade สินทรัพย์ดิจิทัล
สำหรับนักลงทุนที่ใช้ AI ในการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล การพิจารณาภาระภาษีจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่ใช้ในการซื้อขาย
กรณีที่ 1: กำไรคริปโตผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตในไทย
นับเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ได้กำหนดให้ผลประโยชน์ที่เกิดจากการโอนคริปโตเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าส่วนที่ลงทุน ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงื่อนไขสำคัญของการยกเว้นภาษีนี้คือ ธุรกรรมดังกล่าวจะต้องกระทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย เช่น ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange), นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker), หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer) โดยมาตรการนี้มีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572
ดังนั้น สำหรับการยื่นภาษีในปี 2569 หากนักลงทุนใช้ AI หรือบอทเทรดทำกำไรจากคริปโตเคอร์เรนซีบนแพลตฟอร์ม Exchange ของไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. กำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าข้อยกเว้นนี้ครอบคลุมเฉพาะกำไรจากการซื้อขายเท่านั้น การได้รับเหรียญมาในรูปแบบอื่น เช่น Airdrop หรือเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน อาจมีแนวทางการตีความทางภาษีที่แตกต่างออกไป
กรณีที่ 2: กำไรคริปโตบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ, DeFi, หรือ OTC
ในทางกลับกัน หากนักลงทุนใช้ AI เทรดสินทรัพย์ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายไทย กำไรที่เกิดขึ้นจะไม่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399 ตัวอย่างของกรณีนี้ ได้แก่:
- การเทรดบนศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศ
- การใช้บอทเทรดบนแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance หรือ DeFi)
- การซื้อขายแลกเปลี่ยนกันโดยตรงแบบ Peer-to-Peer (P2P) หรือ Over-the-Counter (OTC)
ในกรณีเหล่านี้ กำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (ส่วนที่เกินกว่าเงินลงทุน) จะยังคงถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ตามหลักการเดิม นักลงทุนมีหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลกำไร-ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงตลอดปีภาษี และนำกำไรสุทธิมารวมยื่นในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า (5% – 35%)
การยื่นภาษี 2569 กรณี AI เทรดสินทรัพย์การลงทุนประเภทอื่น
นอกเหนือจากสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว AI ยังถูกนำไปใช้ในการเทรดสินทรัพย์การลงทุนแบบดั้งเดิม ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางภาษีที่แตกต่างกันออกไป
หุ้น, ฟิวเจอร์ส, และฟอเร็กซ์ในต่างประเทศ
สำหรับกำไรที่เกิดจากการใช้ AI เทรดสินทรัพย์ในต่างประเทศ เช่น หุ้นสหรัฐอเมริกา, สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures), หรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (Forex) จะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากเงินได้ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีภาษี 2567 เป็นต้นมา
ตามหลักการของกรมสรรพากร เงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศจะต้องนำมารวมคำนวณภาษีเมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ดังนี้:
- ผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (มีถิ่นที่อยู่ในไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น)
- เงินได้นั้นเป็นเงินได้จากแหล่งนอกประเทศไทย (เช่น กำไรจากการขายหุ้นในตลาดต่างประเทศ)
- ผู้มีเงินได้ได้นำเงินได้นั้นกลับเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีใดก็ตาม
ดังนั้น หากนักลงทุนใช้ AI สร้างกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศในปี 2568 และได้โอนเงินกำไรนั้นกลับเข้าสู่ประเทศไทยในปีเดียวกันหรือปีถัดๆ ไป ส่วนของกำไร (ยอดเงินที่นำกลับมาซึ่งเกินกว่าเงินต้นที่เคยโอนออกไปลงทุน) จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมายื่นเสียภาษีในปีที่นำเงินกลับเข้ามา
หุ้นและอนุพันธ์ในประเทศ
สำหรับการใช้ AI เทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลักเกณฑ์ทางภาษียังคงเป็นไปตามเดิม คือ กำไรส่วนต่างราคาจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) ในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดายังคงได้รับการยกเว้นภาษี การใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการซื้อขายจึงไม่เปลี่ยนแปลงสถานะทางภาษีของกำไรส่วนนี้
อย่างไรก็ตาม เงินได้ประเภทอื่นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศ เช่น เงินปันผลจากหุ้น หรือดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ ยังคงมีภาระภาษีตามปกติ เช่น เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกที่จะไม่นำมารวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปี (Final Tax) หรือนำมารวมเพื่อขอเครดิตภาษีคืนได้
รายได้รูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI Trade และภาระภาษี
นอกเหนือจากกำไรที่เกิดจากการเทรดโดยตรงแล้ว การใช้เทคโนโลยี AI อาจก่อให้เกิดรายได้ในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งรายได้เหล่านี้โดยทั่วไปแล้วไม่มีข้อยกเว้นทางภาษีและต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ ตัวอย่างเช่น:
- ค่าเช่าหรือค่าสมัครสมาชิก (Subscription Fee): หากนักพัฒนาสร้างบอท AI สำหรับเทรดและเปิดให้ผู้อื่นเช่าใช้หรือสมัครสมาชิกรายเดือน/รายปี รายได้ส่วนนี้จะถูกตีความเป็นเงินได้จากการให้บริการ ซึ่งโดยทั่วไปจัดอยู่ในเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8)
- ส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing): การรับบริหารพอร์ตการลงทุนให้ผู้อื่นโดยใช้ AI และได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งจากกำไรที่ทำได้ มีลักษณะใกล้เคียงกับค่าบริการหรือค่าที่ปรึกษามากกว่ากำไรจากการลงทุนโดยตรง และต้องเสียภาษี
- ค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำ (Affiliate Commission): รายได้ที่เกิดจากการแนะนำให้ผู้อื่นมาใช้แพลตฟอร์มหรือบริการ AI Trade ถือเป็นเงินได้จากการเป็นนายหน้าหรือตัวแทน ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเช่นกัน
ตารางสรุปภาระภาษีจากกำไร AI Trade สำหรับการยื่นภาษี 2569
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปภาระภาษีสำหรับกำไรที่เกิดจากการใช้ AI Trade ในปี 2568 (เพื่อยื่นในปี 2569) ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทของกำไร/รายได้ | แหล่งที่มา/แพลตฟอร์ม | ต้องเสียภาษีหรือไม่? |
|---|---|---|
| กำไรจากการเทรดคริปโต | ศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตในไทย | ได้รับการยกเว้น (ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 399) |
| กำไรจากการเทรดคริปโต | ศูนย์ซื้อขายต่างประเทศ, DeFi, OTC | ต้องเสียภาษี (ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน) |
| กำไรจากหุ้น/ฟอเร็กซ์ต่างประเทศ | นำกำไรกลับเข้าประเทศไทย | ต้องเสียภาษี (เฉพาะส่วนกำไรที่นำกลับมา) |
| กำไรจากหุ้น/ฟอเร็กซ์ต่างประเทศ | ยังไม่นำกำไรกลับเข้าประเทศไทย | ยังไม่ต้องเสียภาษี (จนกว่าจะนำกลับเข้าไทย) |
| กำไรจากการเทรดหุ้นไทย | ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย | ได้รับการยกเว้น (เฉพาะ Capital Gain) |
| ค่าเช่าบอท/ค่าบริการ/ส่วนแบ่งกำไร | การให้บริการแก่บุคคลอื่น | ต้องเสียภาษี (ถือเป็นเงินได้จากการให้บริการ) |
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุน
โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า “ยื่นภาษี 2569: กำไรจาก AI Trade ต้องเสียภาษีหรือไม่?” ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของธุรกรรมแต่ละประเภท สำหรับกำไรจากการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีบน Exchange ที่ได้รับอนุญาตในไทยถือเป็นกรณีที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีสำหรับปี 2568-2572 ในขณะที่กำไรจากการลงทุนในต่างประเทศที่นำกลับเข้าไทย และรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงมีภาระภาษีตามปกติ
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนคือการเก็บรักษาเอกสารและบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการซื้อขาย, บันทึกการโอนเงินระหว่างประเทศ, และใบกำกับภาษีสำหรับรายได้ค่าบริการ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณและยื่นภาษีต่อกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส แม้ว่า AI จะช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษียังคงเป็นของนักลงทุนเสมอ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอาจเป็นทางเลือกที่ดีหากมีโครงสร้างการลงทุนที่ซับซ้อน
นอกจากการวางแผนการลงทุนและการยื่นภาษีอย่างรอบคอบแล้ว การสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพสำหรับองค์กรหรือทีมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สำหรับ KDC SPORT ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา และเสื้อองค์กร เราพร้อมตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจสร้างสรรค์เสื้อผ้าสำหรับทีมหรือแบรนด์ของตนเอง สามารถ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาและบริการออกแบบผลิตเสื้อผ้าคุณภาพสูง
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


