AI จัดพอร์ตลงทุนส่วนตัว เทรนด์ใหม่คนไทย 2026
- ภาพรวมของ AI กับการลงทุนส่วนบุคคล
- ทำไม AI จัดพอร์ตลงทุนจึงกลายเป็นที่น่าจับตามองในปี 2026?
- โครงการ AI แห่งชาติ: รากฐานสำคัญสู่ WealthTech ของไทย
- เทคโนโลยีขับเคลื่อน: Agentic AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- AI ในบริบทของตลาดการลงทุนไทยและทั่วโลก
- เปรียบเทียบการลงทุนแบบดั้งเดิมกับการลงทุนด้วย AI
- ความท้าทายและมุมมองในปัจจุบันของการใช้งานในระดับผู้บริโภค
- บทสรุป: อนาคตของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลด้วย AI
ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการเทคโนโลยีการเงินในประเทศไทย เมื่อเทรนด์ AI จัดพอร์ตลงทุนส่วนตัว กำลังก่อตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังไม่แพร่หลายในระดับผู้บริโภคทั่วไป แต่ปัจจัยพื้นฐานจากการลงทุนของภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และแนวโน้มของตลาดโลก ต่างชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทในการวางแผนการเงินและบริหารพอร์ตการลงทุนส่วนบุคคลในอนาคตอันใกล้
ภาพรวมของ AI กับการลงทุนส่วนบุคคล
- การสนับสนุนจากภาครัฐ: รัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทสำหรับแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติในช่วงปี 2569-2570 เพื่อเร่งรัดการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงภาคการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาบริการ AI จัดพอร์ตลงทุน
- เทคโนโลยี Agentic AI: การมาถึงของ Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการได้โดยอัตโนมัติ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับการจัดการพอร์ตลงทุนให้เป็นแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพสูง
- ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน: การเปิดตัว Cloud Region ในกรุงเทพฯ ของผู้ให้บริการระดับโลก และโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI จำนวนมาก เป็นการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีการเงิน (WealthTech)
- แนวโน้มตลาดโลก: ผู้จัดการการลงทุนทั่วโลกกว่าสองในสามได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคการเงินของไทยจะต้องปรับตัวและนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทำไม AI จัดพอร์ตลงทุนจึงกลายเป็นที่น่าจับตามองในปี 2026?
กระแสความสนใจในเทคโนโลยี AI สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นในปี 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในระดับนโยบายและเทคโนโลยี ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (NAIC) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ได้ให้การรับรองแผนงบประมาณมหาศาลจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการ AI แห่งชาติ ในช่วงปีงบประมาณ 2569-2570
การลงทุนครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายอุตสาหกรรม และภาคการเงินคือหนึ่งในเป้าหมายหลัก ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นักลงทุน นักวางแผนการเงิน และผู้ที่สนใจในอนาคตของการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลจึงควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มนี้ เนื่องจากระบบนิเวศทั้งหมดกำลังถูกพัฒนาให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการวางแผนและบริหารจัดการสินทรัพย์ในระยะยาว
โครงการ AI แห่งชาติ: รากฐานสำคัญสู่ WealthTech ของไทย
แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงโครงการเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคดิจิทัล โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อภาคการเงินและการลงทุน
งบประมาณและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ แผนดังกล่าวครอบคลุมการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Centres of Excellence – CoEs) ถึง 9 แห่งในสาขาต่างๆ เช่น การศึกษา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การเกษตร และการดูแลสุขภาพ โดยมีศูนย์ที่ 10 สำหรับความปลอดภัยด้าน AI โดยเฉพาะ งบประมาณส่วนหนึ่งราว 6 พันล้านบาทจะถูกใช้เพื่อพัฒนาทักษะของบุคลากรด้าน AI, 5 พันล้านบาทสำหรับศูนย์ CoEs และอีก 2 พันล้านบาทสำหรับธนาคารข้อมูลแห่งชาติ (National Data Bank) ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาโซลูชัน AI ทางการเงินที่มีความซับซ้อนและต้องการข้อมูลมหาศาล
ผลกระทบที่คาดการณ์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากโครงการนี้มีขอบเขตกว้างไกลกว่าแค่การพัฒนาเทคโนโลยี มีการคาดการณ์ว่าตลาด AI ของไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 1.14 แสนล้านบาทภายในปี 2573 นอกจากนี้ยังมีการประเมินว่า 70% ของคนไทยจะใช้ AI ในชีวิตประจำวัน และ 92% ของบุคลากรที่มีความรู้ (Knowledge Workers) จะมีส่วนร่วมกับ AI ในที่ทำงาน การยอมรับและการใช้งาน AI ในวงกว้างนี้เองที่จะเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดการการเงินส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะปูทางให้ AI Advisor หรือผู้ช่วยลงทุน AI กลายเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับคนทั่วไป
เทคโนโลยีขับเคลื่อน: Agentic AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
นอกเหนือจากนโยบายภาครัฐแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคืออีกสองฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเทรนด์ AI จัดพอร์ตลงทุนให้เกิดขึ้นจริง
นิยามของ Agentic AI และบทบาทในการลงทุน
ในปี 2026 จะมีการกล่าวถึง Agentic AI มากขึ้น ซึ่งหมายถึงปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ แตกต่างจาก AI รุ่นก่อนๆ ที่มักจะทำหน้าที่เพียงวิเคราะห์และให้คำแนะนำ ในบริบทของการลงทุน Agentic AI สามารถทำหน้าที่ได้เสมือนผู้จัดการพอร์ตส่วนตัว โดยสามารถวิเคราะห์สภาวะตลาดแบบเรียลไทม์ ประเมินความเสี่ยง และทำการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน (Rebalancing) โดยอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ ความสามารถนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้การจัดพอร์ตลงทุนส่วนบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
การสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกในไทย
การพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ การเปิดตัว Google Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้นักพัฒนาและองค์กรในไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่ทรงพลัง เช่น Vertex AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Gemini ได้ด้วยความหน่วงต่ำ (Low Latency) นอกจากนี้ โครงการอย่าง PanyaThAI ยังช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงสถาบันการเงิน สามารถพัฒนาโซลูชัน Agentic AI ของตนเองได้ง่ายขึ้น โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เปรียบเสมือนถนนที่เปิดทางให้แอปพลิเคชัน WealthTech ที่ซับซ้อนสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
การพัฒนาบุคลากร AI ในประเทศไทย
เทคโนโลยีจะไร้ความหมายหากขาดบุคลากรที่มีความสามารถ ประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างกำลังคนด้าน AI ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ChaiyoGCP ซึ่งมีนักพัฒนาชาวไทยสำเร็จหลักสูตรการฝึกอบรมที่เน้นด้าน AI ไปแล้วกว่า 110,000 Labs และตั้งเป้าไว้ที่ 125,000 Labs ภายในกลางปี 2026 การมีกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะและความเข้าใจในเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ เป็นหลักประกันว่าประเทศไทยจะมีผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมและผู้ดูแลระบบที่สามารถผลักดันให้บริการ AI จัดพอร์ตลงทุนเกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
AI ในบริบทของตลาดการลงทุนไทยและทั่วโลก
แนวโน้มการนำ AI มาใช้ในการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมการเงินในอนาคต
แนวโน้มการใช้ AI ในกลุ่มผู้จัดการการลงทุนระดับโลก
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่ากว่าสองในสามของผู้จัดการการลงทุนทั่วโลกได้นำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในงานส่วนหน้า (Front-office tasks) เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างแบบจำลอง และการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่า AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมหาศาล แนวโน้มระดับโลกนี้มักจะส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ จะต้องปรับตัวนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และในที่สุดก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาบริการสำหรับนักลงทุนรายย่อยตามมา
การเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลและกลยุทธ์ของ ก.ล.ต.
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการมาบรรจบกันของ AI และโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระยะ 3 ปี ซึ่งส่งเสริมการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใหม่ๆ เช่น Crypto ETFs และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) สำหรับนักลงทุนสถาบัน การจัดการพอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยสินทรัพย์หลากหลายประเภทและมีความผันผวนสูงเช่นนี้ เป็นงานที่ซับซ้อนและเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ใช้ AI เป็นแกนหลักในอนาคต
เปรียบเทียบการลงทุนแบบดั้งเดิมกับการลงทุนด้วย AI
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถเปรียบเทียบแนวทางการบริหารพอร์ตลงทุนแบบดั้งเดิมกับแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ดังนี้
| แง่มุม | การจัดการแบบดั้งเดิม | การจัดการด้วย AI |
|---|---|---|
| การวิเคราะห์ข้อมูล | อาศัยการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้ข้อมูลที่มีจำกัดในแต่ละช่วงเวลา | สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดมหาศาล (Big Data) ได้แบบเรียลไทม์ |
| การตัดสินใจ | ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ดุลยพินิจ และอาจมีอคติทางอารมณ์ของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง | ตัดสินใจโดยใช้ตรรกะและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ลดผลกระทบจากอารมณ์ |
| ความเร็วและประสิทธิภาพ | กระบวนการปรับพอร์ตอาจใช้เวลาและมีขั้นตอนที่ช้ากว่า | ดำเนินการปรับเปลี่ยนและซื้อขายสินทรัพย์ได้ในเสี้ยววินาที ตอบสนองต่อตลาดได้ทันที |
| การปรับให้เหมาะกับบุคคล | ทำได้ในระดับหนึ่ง แต่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการดูแลลูกค้าจำนวนมาก | สามารถสร้างและบริหารพอร์ตที่ปรับให้เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยงของแต่ละบุคคลได้อย่างละเอียด |
| การบริหารความเสี่ยง | อาศัยแบบจำลองความเสี่ยงมาตรฐานและการประเมินเชิงคุณภาพ | สามารถจำลองสถานการณ์ความเสี่ยงที่ซับซ้อนและระบุความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นได้ดีกว่า |
ความท้าทายและมุมมองในปัจจุบันของการใช้งานในระดับผู้บริโภค
แม้ว่าศักยภาพของ AI ในการจัดพอร์ตลงทุนจะสูงมาก แต่สิ่งสำคัญคือต้องมองภาพตามความเป็นจริงว่าสถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร จากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าการพัฒนาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การใช้งานในระดับองค์กรและภาครัฐเป็นหลัก ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าแอปพลิเคชัน AI จัดพอร์ตลงทุนสำหรับผู้บริโภคทั่วไปจะกลายเป็นกระแสหลักในประเทศไทยภายในปี 2026 อย่างแน่นอน
ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้งาน การลงทุนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการเงิน การจะให้ผู้คนมอบหมายการตัดสินใจให้กับ AI จำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลด้านจริยธรรมที่ชัดเจน ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2564 รวมถึงต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ บางรายงานยังชี้ให้เห็นว่าขอบเขตการลงทุนด้านข้อมูลและ AI ในบางภาคส่วนอาจลดลงในปี 2026 ซึ่งอาจส่งผลต่อความเร็วในการพัฒนาบริการสำหรับผู้บริโภค ดังนั้น แม้แนวโน้มจะมาแรง แต่การนำไปใช้ในวงกว้างอาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาและสร้างการยอมรับต่อไป
บทสรุป: อนาคตของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลด้วย AI
โดยสรุป ปี 2026 ถือเป็นปีแห่งการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับเทรนด์ AI จัดพอร์ตลงทุนส่วนตัวในประเทศไทย การลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐในโครงการ AI แห่งชาติ ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Agentic AI และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กำลังสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคต แม้ว่าการใช้งานในระดับผู้บริโภคอาจจะยังไม่แพร่หลายในทันที แต่ทิศทางของตลาดโลกและแรงผลักดันภายในประเทศล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะเข้ามาเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการเงินและบริหารความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ และเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น
สำหรับองค์กรและแบรนด์ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล การสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเป็นสิ่งสำคัญ KDC SPORT เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากท่านสนใจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงแบรนด์ของคุณ สามารถ ติดต่อเรา ได้ทันที
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


