ลาก่อน HR! AI สัมภาษณ์งานแทนคน






ลาก่อน HR! AI สัมภาษณ์งานแทนคน


ลาก่อน HR! AI สัมภาษณ์งานแทนคน

สารบัญ

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เข้ามาปฏิวัติวงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดวงการทรัพยากรบุคคล (HR) ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อมีการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในกระบวนการคัดเลือกพนักงานมากขึ้น

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสัมภาษณ์งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นกลางในกระบวนการคัดเลือก
  • เทคโนโลยี AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้สมัครได้หลากหลายมิติ ตั้งแต่คำตอบไปจนถึงการแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียง เพื่อประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งงาน
  • แม้ AI จะมีข้อดีในด้านความเร็วและความแม่นยำ แต่ก็ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับอคติที่อาจแฝงอยู่ในอัลกอริทึม และการขาดความสามารถในการประเมิน “เคมี” หรือความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร
  • อนาคตของการคัดเลือกพนักงานมีแนวโน้มที่จะเป็นรูปแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ซึ่งใช้ AI ในการคัดกรองเบื้องต้น และให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี แนวคิดที่ว่า ลาก่อน HR! AI สัมภาษณ์งานแทนคน ได้กลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายองค์กรชั้นนำทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย กระบวนการสรรหาบุคลากรแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรบุคคลจำนวนมากกำลังถูกท้าทายด้วยระบบอัตโนมัติที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการทำงานของฝ่าย HR แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สมัครงานที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผู้สัมภาษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป การทำความเข้าใจถึงศักยภาพ ข้อดี และข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่อยู่ในโลกแห่งการทำงานปัจจุบัน

การปฏิวัติกระบวนการคัดเลือกบุคลากรด้วยปัญญาประดิษฐ์

การนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในงานบริหารทรัพยากรบุคคล หรือที่เรียกว่า HR Tech ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการคัดเลือกและสัมภาษณ์ผู้สมัคร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญและซับซ้อน

นิยามและความสำคัญของ AI สัมภาษณ์งาน

AI สัมภาษณ์งาน คือระบบหรือแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการดำเนินการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานแทนมนุษย์ ระบบเหล่านี้มักทำงานผ่านวิดีโอคอลที่ผู้สมัครจะตอบคำถามที่ถูกตั้งไว้ล่วงหน้า จากนั้น AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์คำตอบเหล่านั้นในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของคำตอบ, การใช้คำศัพท์, ความเร็วในการพูด, น้ำเสียง, ไปจนถึงการวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า (Facial Expression Analysis) และภาษากาย เพื่อประเมินคุณสมบัติต่างๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร, ความมั่นใจ, และความเหมาะสมกับตำแหน่งงาน ความสำคัญของ AI ในกระบวนการนี้คือการสร้างมาตรฐานที่เป็นกลางและลดอคติที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของมนุษย์ ทำให้การประเมินผู้สมัครมีความสม่ำเสมอและอิงตามข้อมูลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

เหตุผลที่องค์กรเปลี่ยนมาใช้ AI ในงาน HR

องค์กรสมัยใหม่ต่างมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น การสรรหาบุคลากรแบบดั้งเดิมมักเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่การประกาศรับสมัคร, การคัดกรองเรซูเม่หลายพันฉบับ, การนัดหมายสัมภาษณ์, ไปจนถึงการประเมินผล ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกำลังคนจำนวนมาก AI จึงเข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้โดยตรง โดยช่วยลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ เช่น การสัมภาษณ์คัดกรองเบื้องต้น ทำให้ฝ่าย HR สามารถทุ่มเทเวลาไปกับงานเชิงกลยุทธ์ เช่น การวางแผนกำลังคน หรือการพัฒนาพนักงานได้มากขึ้น นอกจากนี้ ในยุคที่มีการแข่งขันสูง การตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ AI ช่วยให้องค์กรสามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงที่จะพลาดบุคลากรที่มีความสามารถไปให้คู่แข่ง

ประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในกระบวนการสรรหาบุคลากร

การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในกระบวนการสรรหาบุคลากรนั้นมีข้อดีหลายประการที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งองค์กรและผู้สมัคร

ประสิทธิภาพและความรวดเร็วที่เหนือกว่า

จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของ AI คือความสามารถในการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ซึ่งหมายความว่ากระบวนการคัดกรองและสัมภาษณ์เบื้องต้นสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง AI สามารถประมวลผลใบสมัครและวิดีโอสัมภาษณ์จำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งหากใช้มนุษย์อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ความรวดเร็วนี้ช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่การเปิดรับสมัครจนถึงการจ้างงาน (Time-to-Hire) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้องค์กรสามารถเติมเต็มตำแหน่งงานที่ว่างได้อย่างรวดเร็วและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด

การลดอคติและสร้างความเป็นธรรม

มนุษย์มักมีอคติโดยไม่รู้ตัว (Unconscious Bias) ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในการสัมภาษณ์งาน เช่น อคติต่อสถาบันการศึกษา, เพศ, อายุ, หรือแม้กระทั่งความประทับใจแรกเห็น AI ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีจะประเมินผู้สมัครโดยยึดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น ทักษะ, ประสบการณ์, และความสามารถในการแก้ปัญหา โดยตัดปัจจัยส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ซึ่งช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมสำหรับผู้สมัครทุกคน และเพิ่มโอกาสให้องค์กรได้พบกับบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลายจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน

การใช้ AI ช่วยให้กระบวนการคัดเลือกบุคลากรมีมาตรฐานที่ชัดเจนและยุติธรรมมากขึ้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลและการตอบสนองอย่างเป็นระบบ เพื่อลดอิทธิพลจากความรู้สึกหรืออคติส่วนตัวของผู้สัมภาษณ์

มาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้สมัครทุกคน

ในการสัมภาษณ์โดยมนุษย์ คำถามและบรรยากาศอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรอบหรือแต่ละผู้สัมภาษณ์ แต่ AI จะใช้ชุดคำถามและเกณฑ์การประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้สมัครทุกคนในตำแหน่งเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้สมัครทุกคนจะถูกประเมินภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างยุติธรรม นอกจากนี้ การบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ในรูปแบบดิจิทัลยังช่วยให้สามารถกลับมาตรวจสอบและวิเคราะห์ในภายหลังได้อย่างสะดวก

การประหยัดต้นทุนและทรัพยากร

แม้ว่าการลงทุนในระบบ AI ในช่วงแรกอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ในระยะยาวแล้วสามารถช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก ทั้งในด้านการจ้างงานบุคลากรฝ่าย HR เพิ่มเติมเพื่อรองรับการสรรหาจำนวนมาก, ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้สมัครและผู้สัมภาษณ์, และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการที่ตำแหน่งงานว่างเป็นเวลานาน การลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของฝ่าย HR ยังช่วยให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย

เทคโนโลยีเบื้องหลังและตัวอย่างการใช้งานจริง

เทคโนโลยีเบื้องหลังและตัวอย่างการใช้งานจริง

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้นำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ซับซ้อนสำหรับการคัดเลือกบุคลากร ซึ่งมีตัวอย่างการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน

ระบบสัมภาษณ์อัตโนมัติ (Interview AI)

ระบบสัมภาษณ์อัตโนมัติ หรือ Interview AI เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำการสัมภาษณ์แทนมนุษย์โดยเฉพาะ แพลตฟอร์มเหล่านี้มักทำงานในรูปแบบ One-way Video Interview ซึ่งผู้สมัครจะบันทึกวิดีโอตอบคำถามที่ระบบแสดงขึ้นมาตามลำดับ จากนั้น AI จะเริ่มกระบวนการวิเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีหลายอย่างประกอบกัน:

  • Natural Language Processing (NLP): ใช้วิเคราะห์เนื้อหาและโครงสร้างของคำตอบ เพื่อประเมินความสามารถในการสื่อสาร, การใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสายงาน และตรรกะในการให้เหตุผล
  • Voice Analysis: ใช้วิเคราะห์น้ำเสียง, ความดัง, ความเร็วในการพูด และการหยุดเว้นจังหวะ เพื่อประเมินระดับความมั่นใจและความกระตือรือร้นของผู้สมัคร
  • Facial Recognition and Emotion Detection: ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่อวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า เช่น รอยยิ้ม, การขมวดคิ้ว หรือการสบตา เพื่อตีความอารมณ์และบุคลิกภาพเบื้องต้น

ตัวอย่างเช่น ระบบ ‘HireAI’ ที่ถูกกล่าวถึงในวงการเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ใช้การวิเคราะห์เสียงและสีหน้าเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินผู้สมัครในรอบสุดท้าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นขององค์กรที่มีต่อความสามารถในการวิเคราะห์ของ AI

Generative AI อย่าง ChatGPT กับการประยุกต์ใช้ในงาน HR

นอกเหนือจากระบบสัมภาษณ์โดยเฉพาะแล้ว เทคโนโลยี Generative AI เช่น ChatGPT ก็ได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนงาน HR อย่างมากเช่นกัน แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่สัมภาษณ์โดยตรง แต่ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่างๆ ได้ดังนี้:

  • การสร้างชุดคำถามสัมภาษณ์: HR สามารถใช้ ChatGPT ช่วยออกแบบคำถามที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานและวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงคำถามเชิงพฤติกรรม (Behavioral Questions) และคำถามเชิงสถานการณ์ (Situational Questions) ที่มีความซับซ้อน
  • การวิเคราะห์และสรุปข้อมูล: หลังจากได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ (ทั้งแบบมนุษย์และ AI) HR สามารถใช้ Generative AI ช่วยสรุปคำตอบของผู้สมัครแต่ละคน, เปรียบเทียบจุดแข็งจุดอ่อน, และจัดลำดับความสำคัญของผู้สมัครตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • การสื่อสารกับผู้สมัคร: AI สามารถช่วยร่างอีเมลสำหรับขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น อีเมลเชิญสัมภาษณ์, อีเมลแจ้งผล, หรือแม้แต่อีเมลตอบคำถามที่พบบ่อยจากผู้สมัคร

การประยุกต์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยขยายศักยภาพของงาน HR ทำให้กระบวนการคัดเลือกบุคลากรมีความเป็นระบบและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายและข้อควรพิจารณา: ดาบสองคมของ AI ใน HR

แม้ว่า AI จะมอบประโยชน์มากมาย แต่การนำมาใช้งานก็ยังคงมีความท้าทายและประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น

อคติที่ซ่อนอยู่ในอัลกอริทึม (Algorithmic Bias)

หนึ่งในข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดคือ “อคติของอัลกอริทึม” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ AI ถูกฝึกฝน (Train) ด้วยชุดข้อมูลในอดีตที่มีความลำเอียงอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลในอดีตของบริษัทแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งผู้บริหารส่วนใหญ่มักเป็นเพศชาย AI ก็อาจเรียนรู้และสร้างแบบแผนที่เอนเอียงไปทางการคัดเลือกผู้สมัครเพศชายสำหรับตำแหน่งดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้อาจนำไปสู่การกีดกันผู้สมัครที่มีความสามารถจากกลุ่มคนบางกลุ่ม และทำลายเป้าหมายในการสร้างความหลากหลายในองค์กร ดังนั้น การตรวจสอบและปรับปรุงอัลกอริทึมอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การขาดปฏิสัมพันธ์และการประเมิน Soft Skills

การสัมภาษณ์ไม่ใช่แค่การถาม-ตอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และประเมิน “เคมี” หรือความเข้ากันได้ระหว่างผู้สมัครกับทีมและวัฒนธรรมองค์กร AI ยังขาดความสามารถในการประเมินสิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์, การทำงานเป็นทีม, หรือภาวะผู้นำ ซึ่งมักจะแสดงออกมาผ่านการสนทนาและการมีปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้องค์กรพลาดผู้สมัครที่มีทักษะทางเทคนิคดีเยี่ยมและมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับทีมไปอย่างน่าเสียดาย

ประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล

กระบวนการสัมภาษณ์ผ่าน AI เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนจำนวนมาก ตั้งแต่ข้อมูลในเรซูเม่, วิดีโอบันทึกการสัมภาษณ์, ไปจนถึงข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) เช่น โครงสร้างใบหน้าและลักษณะน้ำเสียง องค์กรจึงต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดเก็บ, การเข้าถึง, และการปกป้องข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น PDPA ในประเทศไทย) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สมัครและป้องกันความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล

เปรียบเทียบกระบวนการสัมภาษณ์: มนุษย์ vs. AI

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดระหว่างการสัมภาษณ์โดยมนุษย์และการสัมภาษณ์โดย AI ในมิติต่างๆ ได้ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของการสัมภาษณ์โดยมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
คุณสมบัติ การสัมภาษณ์โดยมนุษย์ (Human Interview) การสัมภาษณ์โดย AI (AI Interview)
ความเร็วและปริมาณ ช้า, สามารถจัดการได้ทีละคน และมีข้อจำกัดด้านเวลา รวดเร็วมาก, สามารถประมวลผลผู้สมัครหลายพันคนพร้อมกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ความเป็นกลาง/อคติ มีโอกาสเกิดอคติส่วนบุคคล (Unconscious Bias) ได้ง่าย มีความเป็นกลางสูง หากอัลกอริทึมถูกออกแบบมาดี แต่ก็มีความเสี่ยงจาก Algorithmic Bias
ต้นทุน สูง เนื่องจากใช้เวลาและทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก ต้นทุนต่อหัวต่ำในระยะยาวหลังจากลงทุนในระบบแล้ว
การประเมิน Soft Skills ดีเยี่ยม สามารถประเมิน “เคมี”, การทำงานเป็นทีม และบุคลิกภาพได้ดี จำกัด ยังไม่สามารถประเมินความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรได้ดีนัก
มาตรฐาน อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละผู้สัมภาษณ์ มีมาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้สมัครทุกคน ทำให้เปรียบเทียบได้ง่าย
ประสบการณ์ผู้สมัคร สร้างปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ดีกว่า อาจรู้สึกขาดความเป็นส่วนตัวและเหมือนกำลังคุยกับหุ่นยนต์

อนาคตของการทำงาน: การปรับตัวในยุค AI ครองเมือง

การมาถึงของ AI ในกระบวนการสรรหาบุคลากรไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของบทบาทฝ่าย HR หรือการทำให้ผู้สมัครเสียเปรียบ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด

สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR)

บทบาทของ HR จะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ปฏิบัติงาน (Operator) ที่ต้องทำงานซ้ำๆ ไปสู่การเป็นนักกลยุทธ์ (Strategist) มากขึ้น พวกเขาจะต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ เช่น:

  • การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics): เพื่อทำความเข้าใจผลลัพธ์ที่ได้จาก AI และนำมาใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • การบริหารจัดการเทคโนโลยี: เพื่อเลือกระบบ AI ที่เหมาะสม, กำกับดูแลการทำงาน, และตรวจสอบเพื่อลดอคติ
  • การมุ่งเน้นประสบการณ์มนุษย์: เมื่อ AI จัดการงานส่วนหน้าไปแล้ว HR จะมีเวลามากขึ้นในการดูแลประสบการณ์ของพนักงาน (Employee Experience), การวางแผนพัฒนาอาชีพ, และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้

สำหรับผู้สมัครงาน

ผู้สมัครงานในยุคนี้ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์กับ AI ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากการพูดคุยกับมนุษย์โดยสิ้นเชิง ข้อแนะนำเบื้องต้น ได้แก่:

  • เตรียมสภาพแวดล้อม: เลือกสถานที่ที่เงียบสงบ มีแสงสว่างเพียงพอ และมีพื้นหลังที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
  • ตอบคำถามให้ชัดเจนและตรงประเด็น: ใช้โครงสร้างการตอบที่เป็นระบบ เช่น STAR Method (Situation, Task, Action, Result) เนื่องจาก AI มักจะวิเคราะห์หาคีย์เวิร์ดและโครงสร้างของคำตอบ
  • ใส่ใจกับภาษากายและน้ำเสียง: แม้จะ

Similar Posts