Shopping cart

ภาษีที่ดิน 2569 กระทบพอร์ตลงทุน-การเงินส่วนบุคคลอย่างไร?

สารบัญ

 

การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งนักลงทุนและบุคคลทั่วไป การทำความเข้าใจว่าภาษีที่ดิน 2569 กระทบพอร์ตลงทุน-การเงินส่วนบุคคลอย่างไร? จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

  • อัตราภาษีที่ดินปี 2569 มีโครงสร้างที่แตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์และมูลค่าของทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของผู้ถือครอง
  • นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับผลตอบแทนสุทธิที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มทรัพย์สินเพื่อการพาณิชย์และที่ดินรกร้างว่างเปล่า
  • ในด้านการเงินส่วนบุคคล ภาษีที่ดินฉบับใหม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายรายปีที่ต้องมีการวางแผนจัดสรรเงินสดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผู้ที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง
  • กฎหมายภาษีใหม่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่สูงสำหรับที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
  • การวางแผนการเงินเชิงรุก การทบทวนพอร์ตการลงทุน และการทำความเข้าใจสิทธิลดหย่อนต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลกระทบจากภาษีที่ดินปี 2569

 

ภาพรวมของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569

ภาษีที่ดิน 2569 กระทบพอร์ตลงทุน-การเงินส่วนบุคคลอย่างไร? - 2026-property-tax-financial-planning

การบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนทั่วประเทศ การทำความเข้าใจว่า ภาษีที่ดิน 2569 กระทบพอร์ตลงทุน-การเงินส่วนบุคคลอย่างไร? เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากโครงสร้างภาษีใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกำไรโดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามประเภทการใช้งานของทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการอยู่อาศัย, เกษตรกรรม, พาณิชยกรรม หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งแต่ละประเภทจะมีเพดานอัตราภาษีและข้อยกเว้นที่แตกต่างกันออกไป

ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ที่ผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งจะแปรผันตามมูลค่าประเมินจากทางราชการและลักษณะการใช้งาน เจ้าของบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดอาจได้รับการยกเว้น ในขณะที่ผู้ที่ถือครองบ้านหลังที่สอง ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ หรือที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทบทวนกลยุทธ์การลงทุนและการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลครั้งใหญ่ สำหรับกำหนดการสำคัญนั้น กระทรวงมหาดไทยได้มีการขยายระยะเวลาในการแจ้งประเมินภาษีไปจนถึงเดือนเมษายน 2569 และกำหนดชำระภาษีภายในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีเวลาในการเตรียมตัวและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง

 

เจาะลึกโครงสร้างและอัตราภาษีที่ดิน 2569

โครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569 มีความซับซ้อนและแตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยหัวใจหลักคือการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นตัวกำหนดอัตราภาษีที่จะต้องชำระ การจำแนกประเภทหลักๆ ได้แก่

  1. ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม: ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำที่สุด เพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรมของประเทศ
  2. ที่อยู่อาศัย: แบ่งย่อยตามการเป็นเจ้าของ หากเป็นบ้านหลังหลักและมีชื่อในทะเบียนบ้าน จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่าทรัพย์สินตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่หากเป็นบ้านหลังที่สองเป็นต้นไป จะต้องเสียภาษีตั้งแต่มูลค่าบาทแรก
  3. ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมและอื่นๆ: ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน ร้านค้า โรงแรม ซึ่งมีอัตราภาษีสูงกว่าที่อยู่อาศัย
  4. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า: ที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงเทียบเท่ากับที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และอัตราจะเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี หากยังคงไม่มีการใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นแรงกดดันให้เจ้าของนำที่ดินมาพัฒนา

หลักเกณฑ์การคำนวณภาษีจะอิงจาก “มูลค่าประเมินทุนทรัพย์” ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งประเมินโดยกรมธนารักษ์และประกาศใช้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ จากนั้นจึงนำมูลค่าดังกล่าวมาคำนวณกับอัตราภาษีตามประเภทการใช้งานแบบขั้นบันได ซึ่งหมายความว่าทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ตารางสรุปอัตราภาษีตามประเภทการใช้งานและมูลค่า

ตารางสรุปอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569 ตามประเภทและมูลค่าประเมิน
ประเภทที่ดิน/ผู้ถือครอง มูลค่า (ล้านบาท) อัตราภาษี (%)
อยู่อาศัย (บ้านหลังหลัก) 0 – 50 ยกเว้น
50 – 75 0.03
75 – 100 0.05
100+ 0.1
อยู่อาศัย (บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป) 0 – 50 0.02
50 – 75 0.03
75 – 100 0.05
100+ 0.1
พาณิชยกรรม 0 – 50 0.3
50 – 200 0.4
200 – 1,000 0.5
1,000 – 5,000 0.6
5,000+ 0.7
เกษตรกรรม (บุคคลธรรมดา) 0 – 50 ยกเว้น (ใน 3 ปีแรก) / 0.01
50 – 125 0.01
125 – 150 0.03
150 – 550 0.05
550 – 1,050 0.07
1,050+ 0.1
รกร้างว่างเปล่า 0 – 50 0.3
50 – 200 0.4
200 – 1,000 0.5
1,000 – 5,000 0.6
5,000+ 0.7 (เพิ่ม 0.3% ทุก 3 ปี)

 

ผลกระทบของภาษีที่ดิน 2569 ต่อพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

สำหรับนักลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาษีที่ดินปี 2569 ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและผลกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงกดดันให้นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์การถือครองและพัฒนาทรัพย์สินให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีใหม่

อัตราผลตอบแทนสุทธิที่ลดลง

ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือการลดลงของผลตอบแทนสุทธิ (Net Yield) จากการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุดถึง 0.7% ของมูลค่าประเมิน ภาระภาษีนี้เปรียบเสมือนต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และจะหักลบโดยตรงจากรายได้ค่าเช่า ทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แม้แต่การถือครองที่อยู่อาศัยหลังที่สองเพื่อปล่อยเช่า ก็ต้องเสียภาษีในอัตรา 0.02% ตั้งแต่มูลค่าแรก ซึ่งเป็นต้นทุนใหม่ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ความน่าสนใจของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้น หรือตราสารหนี้ อาจลดลงสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม

การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 เป็นต้นไป จำเป็นต้องนำภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนดำเนินงาน เพื่อให้ได้ภาพสะท้อนของกำไรสุทธิที่แท้จริง

ต้นทุนการถือครองที่ดินรกร้างที่สูงขึ้น

นักลงทุนที่ถือครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อรอการพัฒนาหรือเก็งกำไรในอนาคต จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากที่ดินประเภทนี้จะถูกเก็บภาษีในอัตราเดียวกับที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และที่สำคัญคืออัตราภาษีจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.3% ทุกๆ 3 ปีที่ปล่อยให้ที่ดินรกร้างต่อเนื่อง กลไกนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้นักลงทุนต้องเร่งตัดสินใจว่าจะพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างรายได้ หรือจะขายออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการถือครองที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การ “ซื้อที่ดินเก็บไว้เฉยๆ” จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่คุ้มค่าอีกต่อไปภายใต้กฎหมายภาษีใหม่นี้

ความท้าทายสำหรับนักลงทุนนิติบุคคล

บริษัทหรือนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินทรัพย์ของกิจการจะต้องเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอัตราภาษีเริ่มต้นที่ 0.01% และสามารถสูงถึง 0.1% สำหรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ภาษีนี้จะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของกำไรสุทธิ และอาจกระทบต่อการประเมินมูลค่าของบริษัทในท้ายที่สุด ดังนั้น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือบริษัทที่มีที่ดินในครอบครองจำนวนมากจำเป็นต้องมีการวางแผนภาษีอย่างรัดกุม

 

ภาษีที่ดิน 2569 ส่งผลต่อการเงินส่วนบุคคลอย่างไร

นอกเหนือจากผลกระทบในแง่การลงทุนแล้ว ภาษีที่ดินปี 2569 ยังส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนการเงินส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่าหนึ่งแห่ง หรือมีทรัพย์สินมูลค่าสูง

ภาระค่าใช้จ่ายรายปีที่ต้องวางแผน

แม้ว่าบ้านหลังหลักที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่สำหรับบ้านหลังที่สองเป็นต้นไป หรือที่ดินอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก จะเกิดภาระค่าใช้จ่ายรายปีที่ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนการเงิน ยกตัวอย่างเช่น การเป็นเจ้าของบ้านพักตากอากาศหรือคอนโดมิเนียมหลังที่สองที่มีมูลค่าประเมิน 50 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีปีละ 10,000 บาท (คำนวณจากอัตรา 0.02%) เงินจำนวนนี้อาจดูไม่มาก แต่สำหรับผู้ที่ถือครองทรัพย์สินหลายรายการ ภาระภาษีรวมอาจสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อเงินออมหรือเงินที่สามารถนำไปใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน

การบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องชำระเป็นเงินสดภายในกำหนดเวลา (มิถุนายน 2569) ซึ่งหมายความว่าเจ้าของทรัพย์สินต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องทางการเงิน สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง ภาระภาษีอาจเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องสำรองไว้ล่วงหน้า เช่น บ้านที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท จะมีภาระภาษีที่ต้องชำระ 100,000 บาทต่อปี การไม่ได้วางแผนจัดสรรเงินสดไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ หรือพลาดโอกาสในการลงทุนที่เข้ามาในช่วงเวลานั้น

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการถือครองทรัพย์สิน

โครงสร้างภาษีใหม่นี้เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บุคคลทั่วไปต้องทบทวนการถือครองทรัพย์สินของตนเอง ที่ดินที่เคยซื้อเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อาจกลายเป็นภาระมากกว่าสินทรัพย์ การเปลี่ยนที่ดินรกร้างให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม (แม้จะเป็นการทำเกษตรในเมือง) หรือการโอนย้ายชื่อในทะเบียนบ้านไปยังบ้านที่มีมูลค่าสูงสุดเพื่อใช้สิทธิ์บ้านหลังหลัก เป็นกลยุทธ์ที่หลายคนอาจต้องพิจารณาเพื่อลดหย่อนภาษี การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาษีที่ดินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเงิน แต่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงพฤติกรรมและการใช้ชีวิตอีกด้วย

 

กลยุทธ์การวางแผนการเงินเพื่อรับมือภาษีที่ดินฉบับใหม่

การเตรียมความพร้อมและการวางแผนเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการผลกระทบจากภาษีที่ดินปี 2569 การทำความเข้าใจในรายละเอียดของกฎหมายและการประเมินสถานะของตนเองจะช่วยให้สามารถเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมและลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำรวจและประเมินพอร์ตอสังหาริมทรัพย์

ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดที่ถือครองอยู่ ทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จากนั้นให้ตรวจสอบมูลค่าประเมินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งจำแนกประเภทการใช้งานของทรัพย์สินแต่ละรายการอย่างชัดเจน การทำเช่นนี้จะช่วยให้สามารถคำนวณภาระภาษีโดยประมาณที่จะเกิดขึ้นได้ และเห็นภาพรวมว่าทรัพย์สินชิ้นใดที่สร้างภาระภาษีสูงที่สุด เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อลดภาระภาษี

หลังจากประเมินพอร์ตแล้ว กลยุทธ์ต่อมาคือการพิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อให้อยู่ในประเภทที่เสียภาษีต่ำลงหรือได้รับการยกเว้น เช่น

  • การทำเกษตรกรรม: ที่ดินรกร้างสามารถเปลี่ยนเป็นการทำเกษตรตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเพื่อรับอัตราภาษีที่ต่ำกว่ามาก
  • การใช้สิทธิ์บ้านหลังหลัก: สำหรับผู้ที่มีบ้านหลายหลัง ควรพิจารณาย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในหลังที่มีมูลค่าสูงสุดเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่า 50 ล้านบาทแรก
  • การพัฒนาทรัพย์สิน: แทนที่จะปล่อยให้ที่ดินรกร้างและเสียภาษีในอัตราสูง อาจพิจารณาพัฒนาเป็นโครงการขนาดเล็ก เช่น สร้างบ้านเช่า หรือทำตลาดนัด เพื่อสร้างรายได้และเปลี่ยนประเภทการใช้งานให้เสียภาษีในอัตราที่สอดคล้องกับรายรับ

เตรียมความพร้อมด้านการเงินล่วงหน้า

สุดท้ายคือการวางแผนกระแสเงินสด เมื่อคำนวณภาระภาษีทั้งหมดได้แล้ว ควรกำหนดงบประมาณและเริ่มจัดสรรเงินออมรายเดือนหรือรายไตรมาสเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีโดยเฉพาะ การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยลดแรงกดดันทางการเงินเมื่อถึงกำหนดชำระ และป้องกันปัญหาสภาพคล่องขาดมือที่อาจเกิดขึ้นจากการต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

 

สรุปแนวทางการปรับตัวสำหรับนักลงทุนและเจ้าของบ้าน

โดยสรุป ภาษีที่ดิน 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในมิติของพอร์ตการลงทุนและแผนการเงินส่วนบุคคล นักลงทุนต้องเผชิญกับต้นทุนการถือครองที่สูงขึ้นและผลตอบแทนที่ลดลง ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์จากการถือครองเพื่อเก็งกำไรระยะยาวมาเป็นการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ ในขณะที่บุคคลทั่วไปต้องตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นและเริ่มวางแผนการเงินอย่างจริงจังมากขึ้น กุญแจสำคัญในการรับมือคือการทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์ ศึกษาอัตราภาษี ประเมินทรัพย์สินของตนเองอย่างละเอียด และวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิทธิลดหย่อนต่างๆ อย่างชาญฉลาด เพื่อเปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาสในการจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว การวางแผนอย่างรอบคอบไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางภาษี แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตอีกด้วย

สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์ผ่านเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อกีฬา หรือเสื้อสำหรับกิจกรรมต่างๆ การเลือกผู้ผลิตที่มีคุณภาพและความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ หากท่านกำลังมองหาโซลูชันด้านการผลิตเสื้อผ้าที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาและบริการที่ครบวงจร

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

กุมภาพันธ์ 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ