เคาะแล้ว! ลดหย่อนภาษี 2568 ช้อปกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ โดยมีการยืนยันมติ **เคาะแล้ว! ลดหย่อนภาษี 2568 ช้อปกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี** ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการที่กำหนดมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีให้มีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ
- วงเงินลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท: ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท โดยมีโครงสร้างการใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกัน
- ระยะเวลาโครงการ: ค่าซื้อสินค้าและบริการที่นำมาลดหย่อนได้ต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะครอบคลุมช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเทศกาล
- หลักฐานที่ต้องใช้: จำเป็นต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (Full Tax Invoice) ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) จากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น
- ผู้มีสิทธิ์: สิทธิ์นี้สำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล
- การใช้สิทธิ์: ใช้สำหรับประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ประจำปีภาษี 2567 ซึ่งจะทำการยื่นในช่วงต้นปี 2568
ภาพรวมและวัตถุประสงค์ของมาตรการลดหย่อนภาษี
มาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการ เป็นเครื่องมือทางการคลังที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยอาศัยแรงจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายของภาคประชาชน หลักการทำงานคือการอนุญาตให้ผู้มีเงินได้นำรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินก่อนการคำนวณภาษี ทำให้ภาระภาษีที่ต้องชำระลดลงตามฐานภาษีของแต่ละบุคคล
เหตุผลและความสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี
ช่วงปลายปีเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นฤดูกาลแห่งการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยว และการเฉลิมฉลอง การออกมาตรการในช่วงนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักหลายประการ:
- เพิ่มการบริโภคภายในประเทศ: จูงใจให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อนำเงินออกมาใช้จ่ายกับสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดกลาง (SMEs)
- สนับสนุนผู้ประกอบการในระบบ: กำหนดให้ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเป็นหลักฐาน เป็นการส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
- บรรเทาภาระค่าครองชีพ: แม้จะเป็นมาตรการที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลพลอยได้คือการช่วยลดภาระภาษีให้กับประชาชน ทำให้มีเงินคงเหลือในกระเป๋ามากขึ้น
- รักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจ: เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง เพื่อช่วยรักษาโมเมนตัมการเติบโตของ GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปีให้เป็นไปตามเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์
มาตรการนี้ออกแบบมาให้เกิดประโยชน์กับหลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาระภาษีและมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าต่างๆ
เจาะลึกเงื่อนไขและรายละเอียดโครงการ

เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพ การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ของโครงการจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการรวบรวมเอกสารและการยื่นภาษี
วงเงินลดหย่อนสูงสุดและโครงสร้าง
สำหรับปีภาษี 2567 ที่จะยื่นในปี 2568 นี้ กำหนดวงเงินลดหย่อนสูงสุดไว้ที่ 50,000 บาทต่อคน โดยมีการแบ่งโครงสร้างการใช้สิทธิ์ดังนี้:
- ส่วนแรก 40,000 บาท: สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการที่ได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบกระดาษ (Paper) หรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)
- ส่วนที่สอง 10,000 บาท: สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการที่ได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) เท่านั้น
โครงสร้างนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บเอกสารและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบของกรมสรรพากร
ตัวอย่าง: หากมีการใช้จ่ายรวม 60,000 บาท โดยเป็นใบกำกับภาษีกระดาษ 35,000 บาท และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ 25,000 บาท จะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้เต็ม 50,000 บาท (จากส่วนแรก 40,000 บาท [กระดาษ 35,000 + อิเล็กทรอนิกส์ 5,000] และส่วนที่สองอีก 10,000 บาทจากส่วนที่เหลือของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์)
ระยะเวลาของโครงการ
ระยะเวลาสำหรับการซื้อสินค้าและบริการที่จะนำมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ จะต้องอยู่ภายในช่วงเวลาที่ประกาศอย่างเป็นทางการ โดยปกติจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2568 ทั้งนี้ วันที่ที่ระบุบนใบกำกับภาษีจะต้องอยู่ภายในกรอบเวลานี้เท่านั้น การใช้จ่ายนอกเหนือจากช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
ผู้ที่มีสิทธิ์ในการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีนี้ จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 โดยไม่รวมถึง:
- ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
- กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
- ผู้ที่ไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี (แต่ยังคงสามารถร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจได้)
หลักฐานสำคัญที่ต้องใช้ในการยื่นลดหย่อน
เอกสารหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ซึ่งต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่:
- คำว่า “ใบกำกับภาษี” อย่างชัดเจน
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (หรือเลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
- หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี
- ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
- จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ
- วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
สำหรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ผู้ประกอบการจะนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรโดยตรง ผู้เสียภาษีสามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ผ่านระบบของกรมสรรพากร
สินค้าและบริการที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการ
ไม่ใช่ทุกรายการค่าใช้จ่ายที่จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ การทำความเข้าใจประเภทของสินค้าและบริการที่เข้าเกณฑ์และไม่เข้าเกณฑ์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการวางแผนการใช้จ่ายที่ถูกต้อง
| ✅ สินค้าและบริการที่สามารถลดหย่อนได้ | ❌ สินค้าและบริการที่ไม่สามารถลดหย่อนได้ |
|---|---|
| สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป | ค่าสุรา เบียร์ ไวน์ และยาสูบ |
| ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร (ไม่รวมแอลกอฮอล์) | ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ |
| ค่าบริการต่างๆ เช่น สปา นวดแผนไทย ทำผม | ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์) |
| สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน | ค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต |
| หนังสือ (รวมถึง e-book) และอุปกรณ์การศึกษา | ค่าเบี้ยประกันวินาศภัยและประกันชีวิต |
| เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ | ค่าที่พักในโรงแรม (เนื่องจากอาจมีมาตรการอื่นรองรับ) |
| ค่าซ่อมรถยนต์ เปลี่ยนยาง อะไหล่รถยนต์ | ค่าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล |
| สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องเรือน | ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศัลยกรรม |
ขั้นตอนการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง
การดำเนินการเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การเตรียมตัว การเก็บหลักฐาน และการยื่นภาษี ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดที่ควรให้ความสำคัญ
การเตรียมตัวก่อนการใช้จ่าย
ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ ควรมีการวางแผนล่วงหน้า สอบถามกับทางร้านค้าหรือผู้ให้บริการว่าสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หากต้องการใช้สิทธิ์ในส่วนที่สอง (10,000 บาท) การตรวจสอบความพร้อมของผู้ประกอบการจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิ์ลดหย่อนภาษี
การเก็บรวบรวมและตรวจสอบหลักฐาน
เมื่อได้รับใบกำกับภาษีแล้ว ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทันที โดยเฉพาะชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้ซื้อจะต้องถูกต้องตรงกับข้อมูลของผู้ที่จะใช้สิทธิ์ลดหย่อน ควรเก็บรวบรวมใบกำกับภาษีทั้งหมดไว้ในที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกในการคำนวณยอดรวมและอ้างอิงในภายหลัง ในกรณีของ e-Tax Invoice ข้อมูลจะถูกจัดเก็บในระบบของกรมสรรพากร แต่การเก็บสำเนาดิจิทัลไว้เองก็เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดี
ขั้นตอนการกรอกข้อมูลในการยื่นภาษีออนไลน์
เมื่อถึงกำหนดการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (มกราคม – มีนาคม 2568) ผู้เสียภาษีจะต้องดำเนินการดังนี้:
- เข้าสู่ระบบยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร
- เลือกแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 ตามประเภทเงินได้
- ในขั้นตอนการกรอก “ค่าลดหย่อน” ให้มองหารายการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น “ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในประเทศ”)
- กรอกจำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริงตามหลักฐานใบกำกับภาษีที่รวบรวมไว้ โดยแยกระหว่างยอดที่ใช้ใบกำกับภาษีกระดาษ/อิเล็กทรอนิกส์ และยอดที่ใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ ตามโครงสร้างวงเงินที่กำหนด
- ระบบจะคำนวณยอดลดหย่อนให้อัตโนมัติและแสดงผลการคำนวณภาษีสุทธิ
- ตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมดก่อนยืนยันการยื่นแบบ
แม้ว่าไม่ต้องแนบเอกสารใบกำกับภาษีไปพร้อมกับการยื่นแบบ แต่ต้องเก็บรักษาหลักฐานเหล่านั้นไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรณีที่เจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกตรวจสอบในอนาคต
การคำนวณภาษีที่ประหยัดได้จากมาตรการ
จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้จริงจะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละบุคคล ผู้ที่มีเงินได้สุทธิสูงและอยู่ในฐานภาษีอัตราก้าวหน้าที่สูงกว่า จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากกว่า การคำนวณทำได้โดยนำยอดค่าใช้จ่ายที่ลดหย่อนได้คูณกับอัตราภาษีสูงสุดที่ตนเองต้องเสีย
ตัวอย่าง: บุคคลที่มีเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 20% หากใช้สิทธิ์ลดหย่อนเต็มจำนวน 50,000 บาท จะสามารถประหยัดภาษีได้ 50,000 x 20% = 10,000 บาท ในขณะที่บุคคลที่เสียภาษีในอัตรา 10% จะประหยัดภาษีได้ 50,000 x 10% = 5,000 บาท
ดังนั้น มาตรการนี้จึงเป็นการจูงใจให้เกิดการใช้จ่ายโดยให้ผลตอบแทนคืนในรูปแบบของการประหยัดภาษี ซึ่งแปรผันตามภาระภาษีเดิมของแต่ละคน
ผลกระทบและประโยชน์ในภาพรวม
มาตรการลดหย่อนภาษี 2568 ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับผู้เสียภาษีเป็นรายบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม
ประโยชน์ต่อผู้เสียภาษีและประชาชน
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้เสียภาษีมีเงินคงเหลือมากขึ้น ซึ่งสามารถนำไปใช้จ่ายหรือเก็บออมต่อไปได้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้วางแผนการเงินและการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการที่ภาครัฐออกมา
ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมหภาค
ในระดับประเทศ มาตรการนี้ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ เมื่อประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ผู้ประกอบการจะมีรายได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่การจ้างงานและการลงทุนที่มากขึ้น ส่งผลดีต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นอกจากนี้ การที่โครงการเน้นการใช้ใบกำกับภาษี ยังช่วยดึงธุรกิจต่างๆ เข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นทางการมากขึ้น ทำให้ฐานข้อมูลภาษีของประเทศมีความสมบูรณ์และโปร่งใส ซึ่งเป็นผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐในระยะยาว
ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมในการออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ทั้งในรูปแบบกระดาษและโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและไม่พลาดโอกาสทางธุรกิจในช่วงที่มาตรการมีผลบังคับใช้ การเข้าร่วมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงนี้ แต่ยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเอกสารทางบัญชีและภาษีในระยะยาวอีกด้วย
บทสรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อม
มาตรการ ลดหย่อนภาษี 2568 ช้อปกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับประชาชน นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้เสียภาษีในการวางแผนการใช้จ่ายสินค้าและบริการที่จำเป็น เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 50,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีประจำปีได้อย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อการใช้สิทธิ์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้เสียภาษีควรศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งเรื่องกรอบเวลาราชการ วงเงินลดหย่อน ประเภทสินค้าและบริการที่เข้าเกณฑ์ รวมถึงการเตรียมและเก็บรักษาใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างถูกต้อง การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ได้อย่างคุ้มค่า และยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป

