“`html
คิดปุ๊บ พิมพ์ปั๊บ! ชิปฝังสมองใกล้ตัวคนไทย
เทคโนโลยีที่เคยถูกจำกัดอยู่แค่ในโลกภาพยนตร์ไซไฟกำลังกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้มากขึ้น แนวคิด คิดปุ๊บ พิมพ์ปั๊บ! ชิปฝังสมองใกล้ตัวคนไทย กำลังสะท้อนถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface: BCI) ซึ่งมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะการคืนความสามารถในการสื่อสารและควบคุมสิ่งต่างๆ ให้แก่ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย
- เทคโนโลยีชิปฝังสมอง หรือ BCI คือการสร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองกับอุปกรณ์ภายนอก เช่น คอมพิวเตอร์หรือแขนกล
- บริษัทชั้นนำอย่าง Neuralink และ Synchron กำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีนี้ โดยมีความสำเร็จในการทดลองกับมนุษย์แล้ว
- เป้าหมายหลักในปัจจุบันคือการช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาต หรือโรคเกี่ยวกับระบบประสาทให้สามารถสื่อสารและควบคุมอุปกรณ์ได้ด้วยความคิด
- แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนา และยังเผชิญกับความท้าทายด้านเทคนิค ความปลอดภัย และจริยธรรม
- ในบริบทของประเทศไทย เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่มีการใช้งานในเชิงพาณิชย์ แต่ได้รับความสนใจและมีการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากวงการแพทย์และเทคโนโลยี
ภาพรวมเทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์
การสั่งการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยความคิดไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการอีกต่อไป เทคโนโลยีส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ BCI ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร แนวคิดหลักของเทคโนโลยีนี้คือการแปลสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของเซลล์ประสาทในสมองให้กลายเป็นคำสั่งที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่การขยับเคอร์เซอร์บนหน้าจอ ไปจนถึงการควบคุมแขนขากลที่ซับซ้อน
BCI: นิยามและความสำคัญ
BCI (Brain-Computer Interface) คือระบบที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสมองของมนุษย์กับอุปกรณ์ดิจิทัล โดยไม่ต้องอาศัยเส้นทางประสาทและกล้ามเนื้อตามปกติของร่างกาย กล่าวคือ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องขยับร่างกาย พูด หรือพิมพ์เพื่อส่งคำสั่ง แต่ใช้เพียง “ความคิด” หรือ “เจตนา” เท่านั้น หัวใจของระบบนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- การรับสัญญาณสมอง (Signal Acquisition): อุปกรณ์เซ็นเซอร์ (อิเล็กโทรด) จะถูกนำมาใช้เพื่อตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าขนาดเล็กที่เกิดจากเซลล์ประสาท (Neuron) ซึ่งอาจเป็นการฝังเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรง หรือวางไว้บนพื้นผิวสมอง หรือแม้กระทั่งติดไว้บนหนังศีรษะ
- การประมวลผลสัญญาณ (Signal Processing): สัญญาณที่ซับซ้อนและมีสัญญาณรบกวนสูงจะถูกนำมาผ่านกระบวนการกรองและถอดรหัสโดยอัลกอริทึมขั้นสูง เพื่อแยกแยะรูปแบบของสัญญาณที่สื่อถึงเจตนาของผู้ใช้งาน
- การส่งออกคำสั่ง (Command Output): เมื่อระบบถอดรหัสเจตนาได้แล้ว จะทำการแปลงสัญญาณนั้นให้เป็นคำสั่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อไปควบคุมอุปกรณ์เป้าหมาย เช่น การพิมพ์ข้อความบนหน้าจอ การควบคุมรถเข็นไฟฟ้า หรือการสั่งการแขนกล
ความสำคัญของเทคโนโลยี BCI ในยุคแรกเริ่มมุ่งเน้นไปที่การแพทย์เป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง, การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง, หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถสื่อสารหรือเคลื่อนไหวได้ เทคโนโลยีนี้จึงเปรียบเสมือนกุญแจที่ปลดล็อกพวกเขาออกจากข้อจำกัดทางร่างกาย
จากนิยายวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นจริง
แนวคิดเรื่องการเชื่อมต่อสมองกับเครื่องจักรปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปและวรรณกรรมไซไฟมานานหลายทศวรรษ แต่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 และมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างคือการเข้ามาของผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เช่น อีลอน มัสก์ ซึ่งได้ก่อตั้งบริษัท Neuralink ขึ้นในปี 2016 ด้วยเป้าหมายที่ไม่เพียงแต่จะรักษาโรคทางระบบประสาท แต่ยังมุ่งไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของมนุษย์ในระยะยาว
ในช่วงต้นปี 2024 Neuralink ได้ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการผ่าตัดฝังชิปในสมองมนุษย์เป็นครั้งแรก และผู้ป่วยสามารถควบคุมเคอร์เซอร์เมาส์บนคอมพิวเตอร์ได้ด้วยความคิด เหตุการณ์นี้ได้ตอกย้ำว่าเทคโนโลยี พิมพ์ด้วยสมอง ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีที่กำลังถูกพัฒนาและทดสอบอย่างเข้มข้น และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางการแพทย์ในอนาคตอันใกล้นี้
ผู้เล่นหลักในสนามรบ BCI: กรณีศึกษา Neuralink และ Synchron

ในสมรภูมิของการพัฒนาเทคโนโลยี BCI มีบริษัทหลายแห่งที่กำลังแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำ แต่สองชื่อที่โดดเด่นและเป็นที่จับตามองมากที่สุดคือ Neuralink และ Synchron ซึ่งแม้จะมีเป้าหมายคล้ายคลึงกันในการช่วยเหลือผู้ป่วย แต่กลับมีแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Neuralink: ก้าวสำคัญของการฝังชิปในสมองมนุษย์
Neuralink ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอีลอน มัสก์ ได้สร้างเสียงฮือฮาด้วยแนวทางที่ท้าทายและล้ำสมัย เทคโนโลยีของบริษัทคือการฝังอุปกรณ์ขนาดเล็กที่เรียกว่า “Link” ซึ่งประกอบด้วยอิเล็กโทรดที่มีความยืดหยุ่นและบางกว่าเส้นผมมนุษย์จำนวนมากเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรง วิธีการนี้เรียกว่า Invasive BCI ซึ่งเป็นการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ (Craniotomy) โดยใช้หุ่นยนต์ศัลยกรรมที่มีความแม่นยำสูง
ข้อได้เปรียบหลักของแนวทางนี้คือการที่อิเล็กโทรดสามารถเข้าใกล้เซลล์ประสาทได้มากที่สุด ทำให้สามารถตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าที่มีความละเอียดสูงและชัดเจน (High-fidelity signal) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการถอดรหัสเจตนาที่ซับซ้อนของผู้ใช้งาน
การทดลองครั้งประวัติศาสตร์
ความสำเร็จในการฝังชิปในสมองของผู้ป่วยรายแรกเมื่อเดือนมกราคม 2024 ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Neuralink รายงานเบื้องต้นระบุว่าอุปกรณ์สามารถตรวจจับการทำงานของเซลล์ประสาทได้เป็นอย่างดี และผู้ป่วยสามารถควบคุมเมาส์คอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมหมากรุกออนไลน์ได้เพียงแค่คิดเท่านั้น เป้าหมายในระยะสั้นของโครงการนี้คือการพัฒนาความสามารถในการพิมพ์ข้อความและควบคุมอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อมอบอิสรภาพในการแสดงออกให้กับผู้ที่ไม่สามารถพูดหรือพิมพ์ได้
หลักการทำงานและเป้าหมาย
ชิปของ Neuralink จะดักจับสัญญาณไฟฟ้า (Action Potentials) จากกลุ่มเซลล์ประสาทในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว (Motor Cortex) จากนั้นจะส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยังแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่ถอดรหัสสัญญาณเหล่านี้ให้กลายเป็นคำสั่งที่ต้องการ เป้าหมายในระยะยาวของ Neuralink นั้นไปไกลกว่าการช่วยเหลือผู้ป่วย โดยมุ่งหวังที่จะสร้าง “Symbiosis” หรือการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์
Synchron: ทางเลือกที่บุกรุกน้อยกว่า
ในขณะที่ Neuralink เลือกเส้นทางของการผ่าตัดสมองโดยตรง Synchron กลับนำเสนอแนวทางที่บุกรุกร่างกายผู้ป่วยน้อยกว่า (Less invasive) ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าและได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ได้ง่ายกว่า เทคโนโลยีหลักของ Synchron คือ Stentrode ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายขดลวดตาข่าย (Stent) ที่ใช้ในการถ่างขยายหลอดเลือด
แทนที่จะต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ แพทย์สามารถสอด Stentrode ผ่านหลอดเลือดดำที่คอ (Jugular vein) และนำทางมันไปจนถึงหลอดเลือดที่อยู่ใกล้กับสมองส่วน Motor Cortex จากนั้นจึงกางขดลวดออกเพื่อให้อิเล็กโทรดที่ติดอยู่บนพื้นผิวของมันแนบกับผนังหลอดเลือดและเริ่มตรวจจับสัญญาณสมองจากระยะใกล้
นวัตกรรม Stentrode
วิธีการนี้เรียกว่า Endovascular BCI ซึ่งอาศัยเทคนิคการสวนหลอดเลือดที่ศัลยแพทย์คุ้นเคยกันดี ทำให้กระบวนการฝังอุปกรณ์มีความปลอดภัยสูงและผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าสัญญาณที่ได้อาจมีความละเอียดไม่เท่ากับการฝังอิเล็กโทรดลงในเนื้อสมองโดยตรง แต่ก็เพียงพอสำหรับการควบคุมคอมพิวเตอร์ในระดับพื้นฐาน เช่น การคลิก การเลื่อน และการพิมพ์ข้อความ
ความสำเร็จในช่วงแรก
Synchron ได้เริ่มทำการทดลองในมนุษย์มาก่อน Neuralink และประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ในปี 2022 มีรายงานว่าผู้ป่วยโรค ALS ในออสเตรเลียสามารถใช้เทคโนโลยีของ Synchron เพื่อส่งข้อความผ่านโซเชียลมีเดียได้โดยตรงด้วยความคิด ซึ่งนับเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพของแนวทางที่บุกรุกน้อยกว่านี้ ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ Synchron ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้เริ่มการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ได้ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในวงการ
เปรียบเทียบเทคโนโลยีชิปฝังสมอง: Neuralink vs. Synchron
แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสมองกับเทคโนโลยี แต่แนวทางที่แตกต่างกันก็นำมาซึ่งข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันไป การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของการพัฒนาเทคโนโลยี BCI ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | Neuralink | Synchron |
|---|---|---|
| ชื่อเทคโนโลยี | The Link / Telepathy | The Stentrode |
| วิธีการฝัง | Invasive (การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ) | Endovascular (การสวนหลอดเลือด) |
| ตำแหน่งของอิเล็กโทรด | ฝังในเนื้อเยื่อสมองโดยตรง (Intracortical) | ในหลอดเลือดข้างเคียงสมอง (Intravascular) |
| ความละเอียดสัญญาณ | สูงมาก (High fidelity) สามารถจับสัญญาณจากเซลล์ประสาทเดี่ยวได้ | ปานกลางถึงสูง (จับสัญญาณจากกลุ่มเซลล์ประสาท) |
| ความเสี่ยงจากการผ่าตัด | สูงกว่า (เสี่ยงต่อการติดเชื้อ, เลือดออกในสมอง) | ต่ำกว่า (เป็นหัตถการที่คุ้นเคยในวงการแพทย์) |
| เป้าหมายหลัก | ฟื้นฟูการมองเห็น, การเคลื่อนไหว และการสื่อสารในผู้ป่วยอัมพาต | ฟื้นฟูการสื่อสารและการควบคุมดิจิทัลในผู้ป่วยอัมพาตขั้นรุนแรง |
| สถานะการทดลองในมนุษย์ | เริ่มการทดลองครั้งแรกในมนุษย์เมื่อต้นปี 2024 | เริ่มการทดลองในมนุษย์ตั้งแต่ปี 2019 และได้รับการอนุมัติจาก FDA |
การประยุกต์ใช้ในปัจจุบันและอนาคต
แม้ว่าเทคโนโลยีชิปฝังสมองจะยังอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนา แต่ศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้นั้นกว้างขวางและน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระยะหลัก คือการใช้งานทางการแพทย์ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ และการใช้งานในด้านอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล
พลิกชีวิตผู้ป่วยและผู้พิการ
เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการพัฒนา BCI ในขณะนี้คือการคืนความสามารถที่สูญเสียไปให้กับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ
- การสื่อสาร: สำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) หรือผู้ที่มีภาวะ “Locked-in Syndrome” ที่ร่างกายไม่สามารถขยับได้เลยแต่สมองยังทำงานเป็นปกติ เทคโนโลยี BCI จะช่วยให้พวกเขาสามารถพิมพ์ข้อความ, ส่งอีเมล, หรือแม้กระทั่งพูดผ่านเครื่องสังเคราะห์เสียงได้อีกครั้ง เพียงแค่คิดถึงสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร
- การเคลื่อนไหว: ผู้ป่วยอัมพาตจากอุบัติเหตุที่ไขสันหลังจะสามารถควบคุมวีลแชร์ไฟฟ้า, แขนกล, หรือแม้กระทั่งชุดโครงกระดูกหุ่นยนต์ (Exoskeleton) เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวและทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเองมากขึ้น
- การฟื้นฟูประสาทสัมผัส: งานวิจัยในอนาคตมุ่งเน้นไปที่การสร้าง BCI แบบสองทิศทาง (Bi-directional BCI) ที่ไม่เพียงแต่อ่านสัญญาณจากสมอง แต่ยังสามารถส่งสัญญาณกลับเข้าไปยังสมองได้ด้วย ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ที่สูญเสียการมองเห็นสามารถ “มองเห็น” ภาพที่สร้างขึ้นจากกล้อง หรือทำให้ผู้ที่ใช้แขนกลสามารถ “รู้สึก” ถึงพื้นผิวของวัตถุที่สัมผัสได้
ศักยภาพที่ไกลกว่าการแพทย์
เมื่อเทคโนโลยี BCI มีความปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การประยุกต์ใช้อาจขยายไปสู่ผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งจะเปิดศักราชใหม่ของการปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี:
- การควบคุมอุปกรณ์: ลองจินตนาการถึงการควบคุมสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์, หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฮมต่างๆ ได้โดยไม่ต้องยกนิ้วขึ้นมาสัมผัส
- วงการบันเทิงและเกม: ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครในเกมได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น หรือศิลปินอาจสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลได้โดยตรงจากจินตนาการ
- การยกระดับขีดความสามารถ: ในระยะยาวที่สุด วิสัยทัศน์ของ BCI คือการเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับคลังข้อมูลบนคลาวด์หรือปัญญาประดิษฐ์โดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้ที่รวดเร็วขึ้น หรือการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอันไกลและต้องผ่านการถกเถียงในประเด็นทางจริยธรรมอีกมาก
ความท้าทายและประเด็นทางจริยธรรม
เส้นทางสู่การนำเทคโนโลยีชิปฝังสมองมาใช้งานอย่างแพร่หลายนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญ ทั้งในเชิงเทคนิค, การกำกับดูแล, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นทางจริยธรรมที่ซับซ้อน
อุปสรรคทางเทคนิคและการอนุมัติ
ความท้าทายแรกคือความทนทานของอุปกรณ์ในระยะยาว ร่างกายมนุษย์มีกลไกป้องกันตัวเองที่ซับซ้อน การฝังอุปกรณ์แปลกปลอมเข้าไปในสมองอาจกระตุ้นให้เกิดการสร้างพังผืดรอบๆ อิเล็กโทรด ซึ่งจะลดทอนคุณภาพของสัญญาณลงเมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาวัสดุชีวภาพที่เข้ากับร่างกายได้ดีขึ้น (Biocompatible materials) เพื่อยืดอายุการใช้งานของชิป
นอกจากนี้ กระบวนการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA นั้นมีความเข้มงวดและใช้เวลายาวนาน บริษัทต่างๆ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเทคโนโลยีของตนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าวิธีการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันผ่านการทดลองทางคลินิกในหลายระยะ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปีหรือเป็นสิบปีกว่าที่เทคโนโลยีจะได้รับการอนุมัติให้ใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้
คำถามด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
เมื่อเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงความคิดของมนุษย์ได้โดยตรง คำถามทางจริยธรรมที่สำคัญจึงเกิดขึ้นตามมา:
- ความเป็นส่วนตัวของความคิด: ใครคือเจ้าของข้อมูลที่อ่านได้จากสมอง? ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บ, นำไปใช้, หรือขายต่อให้บุคคลที่สามหรือไม่? การมี “เทคโนโลยีอ่านใจ” ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์
- ความปลอดภัยของข้อมูล: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอุปกรณ์ BCI ถูกแฮก? ผู้ไม่หวังดีอาจสามารถเข้าถึงความคิด, ความทรงจำ, หรือแม้กระทั่งควบคุมการกระทำของผู้ใช้งานได้ การสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด
- ความเท่าเทียมในการเข้าถึง: ในอนาคต หาก BCI สามารถยกระดับขีดความสามารถของมนุษย์ได้จริง เทคโนโลยีนี้อาจมีราคาแพงและเข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวย ซึ่งอาจนำไปสู่การแบ่งแยกทางสังคมรูปแบบใหม่ระหว่างผู้ที่ “อัปเกรด” แล้วกับผู้ที่ยังไม่ได้อัปเกรด
ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาและหาข้อสรุปร่วมกันในสังคม ผ่านการร่างกฎหมายและข้อบังคับที่ชัดเจน ก่อนที่เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าจะควบคุมได้
ชิปฝังสมองกับบริบทของสังคมไทย
ในขณะที่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชิปฝังสมองส่วนใหญ่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่ข่าว

