ผังเมืองใหม่ 2569 รับมือ Climate Change คนกรุงต้องรู้
- ประเด็นสำคัญของผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ
- ทำความเข้าใจภาพรวมผังเมืองใหม่: ความท้าทายและเป้าหมาย
- การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือ Climate Change
- เจาะลึกการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในโซนสำคัญ
- สรุปสีผังเมืองและความหมาย: บ้านและที่ดินของคุณอยู่ในโซนไหน?
- วิธีตรวจสอบผังเมืองปัจจุบันด้วยตนเอง
- บทสรุป: อนาคตกรุงเทพฯ กับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม
กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อ “การปรับปรุงครั้งที่ 4” ซึ่งเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต โดยฉบับล่าสุดนี้มุ่งเน้นการปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ความร้อนในเมือง และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ผังเมืองใหม่ 2569 รับมือ Climate Change คนกรุงต้องรู้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตโดยรวม
ประเด็นสำคัญของผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ
- การเลื่อนประกาศใช้: เดิมทีผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) มีกำหนดประกาศใช้ในปี 2569 แต่ได้เลื่อนออกไปเป็นปี 2570 เพื่อทบทวนและปรับแก้รายละเอียดให้ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างถี่ถ้วน
- มุ่งเน้นการรับมือ Climate Change: หัวใจหลักของผังเมืองใหม่คือการปรับโครงสร้างกายภาพของเมืองให้สามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและผลกระทบอื่น ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีมาตรการสำคัญคือการลดพื้นที่รับน้ำหลาก (Floodway) ควบคู่กับการขยายคลอง และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วกรุงเทพฯ
- การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน: มีการปรับเปลี่ยนโซนสีที่ดินในหลายพื้นที่สำคัญ เช่น การขยายพื้นที่พาณิชยกรรม (สีแดง) และพื้นที่อยู่อาศัย (สีเหลือง) ในฝั่งธนบุรี เพื่อกระจายความเจริญและลดความหนาแน่นในใจกลางเมือง
- ความยืดหยุ่นในการบังคับใช้: ผังเมืองฉบับใหม่ถูกออกแบบมาให้ไม่มีวันหมดอายุ แต่จะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็นในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตการเติบโตของเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
- การผ่อนปรนในพื้นที่อนุรักษ์: มีการผ่อนปรนข้อกำหนดในบางพื้นที่ของเกาะรัตนโกสินทร์ เช่น ย่านเยาวราชและบางลำพู เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีการควบคุมความสูงของอาคารอย่างเข้มงวดเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม
ทำความเข้าใจภาพรวมผังเมืองใหม่: ความท้าทายและเป้าหมาย
ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครเป็นกฎหมายที่ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินและกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะยาว การปรับปรุงครั้งที่ 4 นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว ปัญหาการจราจรที่หนาแน่น มลพิษทางอากาศ และที่สำคัญที่สุดคือภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกหนักและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ดังนั้น เป้าหมายหลักของผังเมืองใหม่จึงไม่ใช่แค่การจัดระเบียบการใช้ที่ดิน แต่เป็นการสร้าง “เมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน” (Resilient and Sustainable City) ที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนทุกคน ตั้งแต่เรื่องราคาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประจำวัน
ความคืบหน้าและเหตุผลของการเลื่อนประกาศใช้
ตามข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2568 ร่างผังเมืองใหม่มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 70% โดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนใน 50 เขต ระหว่างเดือนเมษายนถึงสิงหาคม 2567 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครได้พิจารณาเลื่อนการประกาศใช้ออกไปเป็นปี 2570 เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการปรับแก้ร่างตามข้อเสนอแนะจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมโยธาธิการและผังเมือง
เหตุผลสำคัญของการเลื่อนประกาศใช้ มาจากการที่ร่างเดิมยังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายประการ เช่น แนวถนนที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก การปรับโซนสีที่ดินให้สอดคล้องกับมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม และความจำเป็นในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นกว่าที่กำหนดไว้เดิม กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของการปรับปรุงครั้งที่ 4
ผังเมืองฉบับนี้ถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดการวางผังเมืองของกรุงเทพฯ โดยเปลี่ยนจากการวางแผนที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก มาสู่การวางแผนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิต้านทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน แนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” และ “เมืองสีเขียว” ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการออกแบบพื้นที่สาธารณะ การจัดการระบบระบายน้ำ และการส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้กรุงเทพฯ สามารถเป็นมหานครที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับคนทุกรุ่นต่อไป
การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือ Climate Change
หนึ่งในสาระสำคัญที่สุดของผังเมืองใหม่คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพของเมืองเพื่อรับมือกับผลกระทบจาก Climate Change โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ มาตรการที่นำมาใช้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้” กับธรรมชาติ มาเป็นการ “อยู่ร่วม” กับธรรมชาติอย่างชาญฉลาด
ลดพื้นที่น้ำหลาก (Floodway) แต่ขยายคลองทดแทน
เดิมที ผังเมืองฉบับเก่าได้กำหนดพื้นที่รับน้ำหลากหรือ Floodway ขนาดใหญ่บริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 150 ตารางกิโลเมตร ในย่านหนองจอก มีนบุรี คลองสามวา และลาดกระบัง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดในการพัฒนาสูง อย่างไรก็ตาม ในร่างผังเมืองใหม่ได้มีการปรับลดขนาดของ Floodway ลงเหลือเพียงประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร
การลดพื้นที่ Floodway ไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของการป้องกันน้ำท่วม แต่เป็นการเปลี่ยนแนวทางการจัดการน้ำ จากการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อชะลอน้ำ มาเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำที่มีอยู่แทน โดยจะมีการขยายคลองสายหลักและคลองสาขาต่างๆ ให้มีความกว้างและความลึกมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับและระบายน้ำปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม แต่ยังช่วยปลดล็อกศักยภาพของที่ดินในพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้สามารถนำไปพัฒนาประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น
เพิ่มพื้นที่สีเขียวและโซนเกษตรกรรม: ปอดแห่งใหม่ของ กทม.
พื้นที่สีเขียวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเมืองที่ยั่งยืน เพราะไม่เพียงช่วยดูดซับน้ำฝนเพื่อลดปัญหาน้ำท่วม แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิในเมือง ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ร่างผังเมืองใหม่ได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในย่านบางขุนเทียน จากเดิมที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่งทะเล ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น “สีเขียว” หรือโซนเกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยรักษาระบบนิเวศชายฝั่งและส่งเสริมการทำเกษตรกรรมในเมือง นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการเพิ่มสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวกระจายตัวไปทั่วทุกเขต เพื่อปรับปรุงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเมืองโดยรวม
กระจายความเจริญสู่ชานเมือง: ลดความแออัดในใจกลางกรุง
ความหนาแน่นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ใจกลางเมืองเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ ผังเมืองใหม่จึงมีเป้าหมายในการกระจายการพัฒนาออกไปยังพื้นที่ชานเมือง เพื่อลดความแออัดและสร้างศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่ๆ กลยุทธ์ที่นำมาใช้คือการปรับเปลี่ยนโซนสีที่ดิน โดยเปลี่ยนพื้นที่ “สีน้ำตาล” (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และ “สีส้ม” (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) บางส่วนให้กลายเป็น “สีแดง” (พาณิชยกรรม) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสร้างแหล่งงานในพื้นที่รอบนอก
ในขณะเดียวกัน พื้นที่ฝั่งธนบุรีซึ่งเคยถูกกำหนดให้เป็น “กรอบขาวมีเส้นทแยงเขียว” (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) จะถูกปรับเปลี่ยนเป็น “สีเหลือง” (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) ในหลายบริเวณ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานในฝั่งธนบุรีให้เติบโตอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เจาะลึกการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในโซนสำคัญ
นอกจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ผังเมืองใหม่ยังมีการปรับแก้รายละเอียดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา
เกาะรัตนโกสินทร์และพื้นที่อนุรักษ์: การผ่อนปรนอย่างมีเงื่อนไข
พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์และย่านเมืองเก่า เช่น เยาวราช บางลำพู ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จะมีการผ่อนปรนข้อกำหนดบางประการเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว บางพื้นที่ที่เคยถูกกำหนดเป็น “สีน้ำเงิน” (สถานที่ราชการ) อาจถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด โดยเฉพาะการจำกัดความสูงของอาคารโดยรอบเขตพระราชฐานและโบราณสถานสำคัญ ซึ่งจะถูกควบคุมความสูงไว้ที่ 12-20 เมตร เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพและคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่
ลักษณะผังเมืองใหม่ที่ยืดหยุ่นและไร้ขีดจำกัด
แนวคิดที่น่าสนใจของผังเมืองฉบับนี้คือการออกแบบให้ไม่มีอายุการใช้งานที่จำกัดเหมือนในอดีต ซึ่งหมายความว่าผังเมืองจะไม่ได้ถูกบังคับใช้เป็นรอบๆ ละ 5 ปีหรือ 10 ปีอีกต่อไป แต่จะถูกปรับปรุงและแก้ไขตามความจำเป็นเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่เกิดขึ้นจริง แนวทางนี้ช่วยให้การวางแผนมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ร่างผังเมืองใหม่ก็ยังคงมีข้อถกเถียงและเสียงคัดค้านจากบางกลุ่ม โดยมีข้อกังวลว่าการปรับเปลี่ยนบางอย่างอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนมากกว่าประชาชนทั่วไป และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังไม่ทั่วถึงเพียงพอ โดยเฉพาะในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต เช่น การกำหนดแนวถนนใหม่และการเปลี่ยนโซนสีที่ดิน ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปในขั้นตอนการประชาพิจารณ์
สรุปสีผังเมืองและความหมาย: บ้านและที่ดินของคุณอยู่ในโซนไหน?
การทำความเข้าใจความหมายของสีต่างๆ ในผังเมืองเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของที่ดินที่ตนเองครอบครองได้ ตารางด้านล่างนี้สรุปการใช้ประโยชน์ที่ดินตามโซนสีหลัก พร้อมระบุการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในร่างผังเมืองใหม่
| สีผังเมือง | การใช้ประโยชน์หลัก | แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในผังใหม่ |
|---|---|---|
| สีเหลือง | ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย | มีการขยายพื้นที่โซนนี้ในฝั่งธนบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง |
| สีส้ม | ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง | บางส่วนอาจถูกปรับเปลี่ยนเป็นสีแดง (พาณิชยกรรม) เพื่อกระจายความเจริญ |
| สีน้ำตาล | ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก | บางส่วนอาจถูกปรับเปลี่ยนเป็นสีแดง (พาณิชยกรรม) ในพื้นที่ชานเมือง |
| สีแดง | พาณิชยกรรม / การค้า / ท่องเที่ยว | มีการขยายพื้นที่โซนนี้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ๆ |
| สีม่วง | อุตสาหกรรม / โรงงาน | ยังคงเป็นพื้นที่สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม |
| สีเขียว | เกษตรกรรม | เพิ่มพื้นที่โซนนี้ในย่านบางขุนเทียน เพื่อรักษาระบบนิเวศและส่งเสริมเกษตรในเมือง |
| กรอบขาว + เส้นทแยงเขียว | อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม | มีการลดขนาดพื้นที่โซนนี้ โดยเฉพาะในฝั่งธนบุรี เพื่อเปิดศักยภาพการพัฒนา |
| สีน้ำเงิน | สถานที่ราชการ / สาธารณูปโภค | มีการผ่อนปรนในบางพื้นที่ เช่น ย่านเมืองเก่า เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ |
วิธีตรวจสอบผังเมืองปัจจุบันด้วยตนเอง
ในระหว่างที่ร่างผังเมืองใหม่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ประชาชนยังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 (ซึ่งมีการปรับปรุงล่าสุดในปี 2566) การตรวจสอบว่าที่ดินของตนเองอยู่ในโซนสีใดและมีข้อจำกัดอะไรบ้างเป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์
ประชาชนสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ให้บริการข้อมูลด้านผังเมืองของหน่วยงานราชการ โดยเลือกชั้นข้อมูล (Layer) เป็น “ข้อมูลผังเมือง” จากนั้นเลือกพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระบบจะแสดงแผนที่พร้อมระบุโซนสีของที่ดินแต่ละแปลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลผังเมืองของจังหวัดปริมณฑลและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศได้อีกด้วย การตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองจะช่วยให้วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน
บทสรุป: อนาคตกรุงเทพฯ กับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนแปลงใน ผังเมืองใหม่ 2569 รับมือ Climate Change คนกรุงต้องรู้ ถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญในการกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานคร การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขีดเส้นแบ่งพื้นที่บนแผนที่ แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน การให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการกระจายความเจริญอย่างสมดุล ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้กรุงเทพฯ สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างยั่งยืน แม้จะยังคงมีข้อถกเถียงและต้องผ่านกระบวนการปรับแก้อีกหลายขั้นตอน แต่ทิศทางที่ชัดเจนในการมุ่งสู่เมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของคนกรุงเทพฯ ทุกคน
การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญไม่เพียงแต่ในระดับเมือง แต่ยังรวมถึงระดับองค์กรและธุรกิจด้วย สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการเตรียมความพร้อมและสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา และเสื้อองค์กร เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ใหม่หรือการผลิตเสื้อผ้าสำหรับกิจกรรมต่างๆ สามารถดูรายละเอียดและ ติดต่อเรา ได้โดยตรง
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


