1. อุทยานแห่งชาติตาดโตน
อุทยานแห่งชาติตาดโตน มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเชิงนิเวศ จุดเด่นของอุทยาน ได้แก่ น้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกตาดโตน น้ำตกตาดฟ้า และน้ำตกผาเอียง นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าพ่อตาดโตน (ปู่ดวง) ตั้งอยู่ที่น้ำตกตาดโตนซึ่งเป็นที่นับถือของชาวชัยภูมิและจังหวัดใกล้เคียง
2. อุทยานแห่งชาติภูแลนคา
บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ เช่น จุดชมวิวหินร่องกล้า เป็นลานหินกว้างใหญ่ที่มีหินแตกหลายจุดเป็นหน้าผาหินสูงจากระดับน้ำทะเล 700-800 เมตร จุดชมวิวป่าหินปราสาท ปราสาทรูปทรงคล้ายหิน ประตูคลอง (ซุ้มหินธรรมชาติ) กองหินขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายประตูล้อมรอบด้วยหินรูปทรงแปลก ๆ สลับกับป่าเต็งรังผลัดใบ จุดชมวิวผาหัวนาค และมอหินขาวยังเป็นที่รู้จัก ในฐานะสโตนเฮนจ์ของประเทศไทยประกอบด้วยเสาหินทรายสีขาวขนาดใหญ่ 5 ต้น จากหลักฐานของกรมทรัพยากรธรณีและจังหวัดชัยภูมิที่ทำการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2545 พบว่าลำดับชั้นหินและฟอสซิลมีอายุระหว่าง 195-175 ล้านปี ตลอดระยะเวลา 65 ล้านปีที่ผ่านมา การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและการอัดตัวจากด้านข้างทำให้เกิดการพับ แตกหัก ผุพัง และพังทลายทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทำให้เกิดกลุ่มเสาหิน แท่นหิน และลานหินรูปทรงต่างๆ ที่ ไปจนถึงจินตนาการในสายตาของผู้พบเห็น เช่นรูปเห็ด เรือ ช้าง เต่า เจดีย์ กระจายอยู่ทั่วเนินเขา
3. หมู่บ้านผ้าไหมบ้านเขว้า
เป็นหนึ่งในศูนย์การผลิตหม่อนไหมและผ้าไหมแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถชมกระบวนการทำผ้าไหมได้ตั้งแต่การวาดเส้นไหม การทำความสะอาดและย้อมผ้า มัดหมี่ การทอผ้า การย้อมสี และการเข็นไหม ทั้งหมดนี้คือวิถีของคนท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าไหมบ้านเขวาได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศจากการแข่งขัน OTOP ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ลาย “มีคานคอนารี” เป็นลวดลายที่วิจิตรงดงามที่สุดและไม่เหมือนใครในโลก
4. เขื่อนจุฬาภรณ์ (เขื่อนน้ำพรม)
สร้างขึ้นข้ามแม่น้ำพรหมบนเทือกเขาขุนไผ่บริเวณที่เรียกว่า “ภูหยวก” เป็นเขื่อนหินถมอเนกประสงค์ แกนดินเหนียวอัดแน่นด้วยหินและกรวด ยาว 700 เมตร บนสันเขื่อน กว้าง 8 เมตร ภายใต้การกำกับดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนนี้ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าและการชลประทาน
สถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจได้แก่:
5. พระธาตุหนองสามหมื่น
เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด อนุสาวรีย์นี้ตั้งชื่อตามหนองน้ำที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของวัด ถือเป็นเจดีย์ที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่ง สันนิษฐานว่าลักษณะทางสถาปัตยกรรมทางสถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์ล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ในสมัยพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 13-15 เมษายน จะมีพิธีสรงน้ำพระธาตุเป็นประจำทุกปี
6. ผาเกิ้ง/วัดชัยภูมิพิทักษ์
เป็นหน้าผาสูงด้านข้างที่ทอดยาวออกไปจนดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “ผาเกิ้ง” ซึ่งแปลว่าผาพระจันทร์ในภาษาอีสาน บนหน้าผาเป็นที่ตั้งของวัดผาเกิ้งหรือวัดชัยภูมิพิทักษ์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปชัยภูมิพิทักษ์ เป็นเทวรูปสูง 14 เมตร ก่อด้วยอิฐและซีเมนต์ กรุด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองเป็นท่าขอพร ด้านหน้าองค์พระเป็นทัศนียภาพกว้างไกลของทุ่งนากว้างใหญ่ นอกจากนี้ บริเวณวัดยังมีพระบรมธาตุผาเกิ้ง และพิพิธภัณฑ์รวบรวมโบราณวัตถุอีกด้วย
7. อนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล (แล) และงานเจ้าพ่อพญาแล
ตั้งอยู่ที่วงเวียนศูนย์ราชการ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 เพื่อรำลึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิคนแรกที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เจ้าพ่อพระยาแล” รัชกาลที่ 3 พระราชทานบ้านหลวงให้เป็นเมืองชัยภูมิ และแต่งตั้งคุณภักดี ชุมพล (แล) เป็นผู้ว่าราชการคนแรก การเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแลจะจัดขึ้นทุกปีระหว่างวันที่ 12-20 มกราคม ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ และสี่แยกอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล ภายในงานมีขบวนแห่สักการะอนุสาวรีย์ ขบวนถวายช้าง และขบวนแห่จากหลายอำเภอ รวมถึงงานแสดงสินค้า นิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐ และการแข่งขันผลิตผลทางการเกษตร
8. อุทยานแห่งชาติไทรทอง
เป็นป่าต้นน้ำลำธารของลำห้วยหลายสายซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำชี เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ผสมกับป่าเบญจพรรณ มีต้นไผ่รวกขึ้นเป็นจำนวนมาก นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์สวยงาม สถานที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่ – น้ำตกไทรทอง เป็นน้ำตกสูง 5 เมตร น้ำไหลลงตามความคดเคี้ยวและความลาดชันของลานหินลงสู่น้ำตกไทรทอง น้ำตกชวนชมมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 2 กิโลเมตร มีจุดเด่นต่าง ๆ ตามเส้นทาง เช่น ผาพิมใจ ดงเฟิร์นข้าหลวงหลังลาย น้ำตกบุษบากร ตลอดเส้นทางร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้สวยงามหลากหลายชนิด – น้ำตกชวนชม อยู่เหนือน้ำตกไทรทองไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2 กิโลเมตร น้ำตกมีความสูง 20 เมตร กว้าง 50 เมตร รอบบริเวณมีต้นไม้ร่มรื่น
ทุ่งบัวสวรรค์ หรือทุ่งดอกกระเจียว อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 10 กิโลเมตร บริเวณสันเขาพังเหยด้านทิศตะวันตก ในปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนสิงหาคม ดอกกระเจียวจะออกดอกสวยงามบานสะพรั่ง และในฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน-มกราคม มีดอกไม้นานาพันธุ์ออกดอกงดงาม เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา จุกนารี กระดุมเงิน กระดุมทอง เอื้องนวลจันทร์ หงอนไก่แจ้ สามพันตึง ดาวเรืองภู เป็นต้น – ทุ่งดอกกระเจียวมีทั้งดอกกระเจียวสีม่วงอมชมพู (ดอกบัวสวรรค์) และดอกกระเจียวขาว (ดอกบัวเทพอัปสร) เส้นทางเดินชมดอกกระเจียวผ่านป่าเต็งรังสลับกับจุดชมทิวทัศน์ เส้นทางการเดินชมมี 2 ทาง ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร เส้นทางแรก เริ่มจากลานกางเต็นท์ผาพ่อเมือง เดินเลาะหน้าผาไป ผ่านผาพ่อเมือง ผาหำหด ทุ่งดอกบัวสวรรค์ 3, 4, 2, 1 ผาเพลินใจ เดินกลับทางเดิม เส้นทางที่สอง เริ่มจากลานกางเต็นท์ทุ่ง 1 เดินผ่านหินเทิน ผาสวนสวรรค์ ผาอาทิตย์อัสดง ทุ่งดอกบัวสวรรค์ 1, 2, 4, 3 ผาหำหด ผาพ่อเมือง
ผาพ่อเมือง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นแนวหน้าผาตามสันเขาพังเหยด้านตะวันตก ตามเส้นทางขึ้นสู่ทุ่งบัวสวรรค์ ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สูงประมาณ 700-908 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง มองลงไปเป็นตัวอำเภอภักดีชุมพลและทิวเขาพญาฝ่อ ซึ่งกั้นระหว่างชัยภูมิกับเพชรบูรณ์ มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติลัดเลาะตามแนวหน้าผา มีจุดชมทิวทัศน์เด่น ๆ อีก 4 จุด คือ ผาเพลินใจ ผาอาทิตย์อัสดง ผาสวนสวรรค์ และผาหำหด – จุดชมทิวทัศน์ผาหำหด เป็นจุดสูงของทิวเขาพังเหย มีลักษณะเป็นแผ่นหินชะง่อนผา คล้ายกับแผ่นกระดานขนาดกว้างไม่เกิน 1 ตารางเมตร ยื่นออกไปกลางอากาศโดยไม่มีอะไรรองรับเบื้องล่าง ที่ระดับความสูง 864 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นตลอดปี ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหน้าผาที่หวาดเสียวที่สุดเมื่อขึ้นไปนั่งบนชะง่อนหินนั้น และเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามของชัยภูมิ ที่มา thai.tourismthailand.org
9. พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณชัยภูมิ KOMGRISH
นักท่องเที่ยวสามารถชมต้นแบบลายขิดและผ้าไหมโบราณของลูกหลานเจ้าพ่อพระยาแล ประกอบด้วยลวดลายสวยงามต่างๆ เช่น หมี่เอี้ยวเยี่ยวควาย, ฟองน้ำ, ขอ, ต้นสน, สร้อยดอกหมาก, หมากจับ, หางกระรอก, หมากจับหวาน, ลายหมากจับชุม, ข้าวหลามตัด, ขอใหญ่, มิหมี่คั่นขอนารี เป็นต้น
10. งานประเพณีโฮมบุญออกพรรษา "แห่กระธูป"
จัดขึ้นก่อนวันเข้าพรรษา 3 วัน บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอหนองบัวแดง ถือเป็นพิธีใหญ่ที่สุดของชาวหนองบัวแดงเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ภายหลังเทศนาแก่พระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตรัยตรึงศ์) โดยจุดไฟ ‘กระทุ่ม‘ อันเป็นสัญลักษณ์ต้นหว้าโบลานซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของต้นไม้ของชมพูทวีป มีบันทึกไว้ในคัมภีร์พระมาลัยสูตรว่า “ต้นกระถับสูงประมาณ 50 ยอด มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่งแผ่ออกไป 4 ทิศ กว้าง 100 ยอด หมายความว่าเมื่อจุดไฟต้นไม้นี้ กลิ่นของต้นไม้จะฟุ้งไปทุกทิศทุกทาง และทำให้มนุษย์ทุกคนที่ได้กลิ่นชื่นชมยินดี ย่อมมีความปีติยินดีและความสุขย่อมเข้ามาในจิตใจ”
ที่มา www.tourismthailand.org
| จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. | อา. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||