AI วาดลายผ้าไหม: มิติใหม่ศิลปะไทยบนแคทวอล์ค 2026
- สาระสำคัญของการปฏิวัติวงการผ้าไหมไทย
- บทนำ: สู่ยุคใหม่ของศิลปะบนผืนผ้า
- AI วาดลายผ้าไหม: มิติใหม่ศิลปะไทยบนแคทวอล์ค 2026 คืออะไร
- กระบวนการทำงาน: เมื่อ AI และช่างทอร่วมสร้างสรรค์
- เปรียบเทียบกระบวนการออกแบบลายผ้า: ดั้งเดิม vs AI
- หมุดหมายสำคัญ: สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก AI ฉบับแรกของไทย
- เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอนาคต
- บทสรุป: อนาคตผ้าไหมไทยในยุคดิจิทัล
การมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปิดพรมแดนใหม่ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม และล่าสุดได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในแวดวงศิลปหัตถกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้า การใช้ AI วาดลายผ้าไหม: มิติใหม่ศิลปะไทยบนแคทวอล์ค 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ซึ่งเป็นการผสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าเข้ากับเทคโนโลยี Generative AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาดแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับมูลค่าให้กับผ้าไหมไทย แต่ยังเป็นการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่และเติบโตต่อไปในเวทีโลก
สาระสำคัญของการปฏิวัติวงการผ้าไหมไทย
- การผสมผสานมรดกและเทคโนโลยี: Generative AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าไหมใหม่ๆ โดยยังคงรากฐานและอัตลักษณ์จากลวดลายดั้งเดิมของไทยไว้
- โครงการนำร่องสู่ความสำเร็จ: ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนช่างทอในจังหวัดน่าน ได้ก่อให้เกิดลายผ้าจาก AI ที่สามารถนำไปทอได้จริง และนำไปสู่การจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก AI เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
- กระบวนการทำงานร่วมกัน: เทคโนโลยี AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์ โดยช่างทอในชุมชนยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูล คัดเลือก และตรวจสอบความเหมาะสมของลวดลายก่อนนำไปผลิตจริง
- ศักยภาพในอุตสาหกรรมแฟชั่น: นวัตกรรมนี้มีศักยภาพสูงในการยกระดับผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และคาดว่าจะปรากฏบนแคทวอล์คแฟชั่นชั้นนำภายในปี 2026 สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
- การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา: การได้รับสิทธิบัตรแสดงให้เห็นว่าผลงานที่สร้างจาก AI ซึ่งผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่ชัดเจนโดยมนุษย์ สามารถได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการออกแบบ
บทนำ: สู่ยุคใหม่ของศิลปะบนผืนผ้า
ผ้าไหมไทยเป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม แต่คือผืนผ้าที่ถักทอเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของวัฒนธรรมไทยมายาวนานหลายศตวรรษ ลวดลายแต่ละเส้นที่ปรากฏล้วนมีความหมายและสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตาม ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ความท้าทายในการทำให้ศิลปะดั้งเดิมยังคงเป็นที่น่าสนใจและเข้าถึงคนรุ่นใหม่จึงเพิ่มมากขึ้น การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้มอบเครื่องมืออันทรงพลังให้กับนักออกแบบและช่างฝีมือในการสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน สิ่งนี้ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง นั่นคือการนำ ศิลปะ AI มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบลวดลายผ้าไหม ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่ของวงการ หัตถกรรมดิจิทัล ที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยศักยภาพ
ปรากฏการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ศิลปิน ช่างทอในชุมชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล โดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของความเป็นไทย การผสมผสานระหว่างความแม่นยำของอัลกอริทึมและความละเอียดอ่อนของงานฝีมือมนุษย์ กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของผ้าไหมไทย และเตรียมพร้อมที่จะนำเสนอความงามอันเป็นเอกลักษณ์นี้สู่สายตาชาวโลกบนเวทีแฟชั่นระดับนานาชาติ
AI วาดลายผ้าไหม: มิติใหม่ศิลปะไทยบนแคทวอล์ค 2026 คืออะไร
แนวคิด AI วาดลายผ้าไหม: มิติใหม่ศิลปะไทยบนแคทวอล์ค 2026 คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เพื่อออกแบบลวดลายผ้าไหมไทยที่แปลกใหม่และร่วมสมัย โดยอาศัยฐานข้อมูลจากลวดลายดั้งเดิมที่มีอยู่เป็นแรงบันดาลใจหลัก กระบวนการนี้ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นลายผ้าที่มีทั้งกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิมและเส้นสายการออกแบบที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแฟชั่นในปัจจุบันเป็นอย่างดี แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่ได้ถูกทำให้เป็นจริงแล้วผ่านโครงการความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย และกำลังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นเทรนด์สำคัญบนรันเวย์แฟชั่นในปี 2026
จุดกำเนิดของนวัตกรรม: จากชุมชนสู่สากล
จุดเริ่มต้นที่สำคัญของนวัตกรรมนี้มาจากโครงการยุวชนอาสา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และวิสาหกิจชุมชนผ้าทอบ้านเสาหลวง บ่อสวก จังหวัดน่าน ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นงนุช เกตุ้ย อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ และอุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำองค์ความรู้ด้าน AI เข้าไปช่วยเหลือชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการสร้างสรรค์ลายผ้าใหม่ๆ ที่ยังคงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเอาไว้
ทีมงานได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ถ่ายภาพลวดลายผ้าโบราณ และนำอัตลักษณ์เด่นของชุมชน เช่น “ลายปากไหโบราณ” มาเป็นข้อมูลตั้งต้น (Prompt) ให้ AI เรียนรู้และประมวลผล ผลลัพธ์ที่ได้คือลวดลายผ้าที่มีโครงสร้างทางวัฒนธรรมเดิม แต่ถูกตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น ผลงานที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงในงาน Super AI Engineer The Flip National AI Exhibition ในช่วงปลายปี 2568 (2025) ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การยอมรับในวงกว้าง และสร้างความคาดหวังถึงการปรากฏตัวบนเวทีแฟชั่นในอนาคตอันใกล้
ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นและวัฒนธรรม
การนำ AI มาใช้ออกแบบลายผ้าไหมมีนัยสำคัญหลายประการ ประการแรกคือการสร้าง นวัตกรรมสิ่งทอ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผ้าไหมไทยในตลาดโลก โดยสามารถสร้างสรรค์ลวดลายที่หลากหลายและตอบสนองต่อเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ประการที่สองคือการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนช่างทอ ทำให้พวกเขาสามารถผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์และจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น นำไปสู่รายได้ที่ยั่งยืน
การผสาน AI เข้ากับหัตถกรรมผ้าไหมไม่ใช่การลบล้างอดีต แต่เป็นการเขียนบทต่อไปของอนาคต ที่ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมสามารถโลดแล่นได้อย่างสง่างามในยุคดิจิทัล
ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือการสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม AI ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงและเข้าใจความงามของศิลปะผ้าทอไทยได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเก็บรักษาและบันทึกลวดลายโบราณในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้แน่ใจว่าภูมิปัญญาเหล่านี้จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา
กระบวนการทำงาน: เมื่อ AI และช่างทอร่วมสร้างสรรค์
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้อยู่ที่กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือได้ โดยมีขั้นตอนหลักที่ชัดเจนและเป็นระบบ
ขั้นตอนที่ 1: การรวบรวมข้อมูลและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
กระบวนการเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ในชุมชนเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทีมงานจะทำการถ่ายภาพลวดลายผ้าดั้งเดิมที่มีอยู่ประมาณ 100-150 รูป ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกภาพ แต่เป็นการสกัด “DNA” ทางวัฒนธรรมของลวดลายนั้นๆ เพื่อนำไปใช้เป็นชุดข้อมูลสำหรับฝึกฝน AI ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็น “พรอมต์” (Prompt) หรือชุดคำสั่งที่บอกให้ AI ทราบถึงองค์ประกอบหลัก โครงสร้างสี และลักษณะเด่นที่ต้องการให้คงไว้
ขั้นตอนที่ 2: การสร้างสรรค์ลวดลายด้วย Generative AI
เมื่อได้พรอมต์ที่ต้องการแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการใช้เครื่องมือ Generative AI เช่น Stable Diffusion ในการประมวลผลและสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ ขึ้นมา AI จะทำการวิเคราะห์โครงสร้างจากภาพต้นฉบับและผสมผสานกับแนวคิดสมัยใหม่ตามที่โปรแกรมเมอร์ได้เขียนโค้ดเพิ่มเติมเพื่อปรับแต่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพลวดลายผ้าจำนวนมาก (ประมาณ 10 ภาพขึ้นไป) ซึ่งแต่ละลายจะมีความแปลกใหม่ แตกต่างกันไป แต่ยังคงรักษาเค้าโครงหรือแรงบันดาลใจจากลายดั้งเดิมไว้ได้อย่างชัดเจน นี่คือขั้นตอนของ Generative Art ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์ศิลปะ
ขั้นตอนที่ 3: การคัดเลือกและตรวจสอบโดยช่างทอผู้เชี่ยวชาญ
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดซึ่งแสดงถึงการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ลวดลายที่ AI สร้างขึ้นทั้งหมดจะถูกนำเสนอต่อช่างทอในชุมชน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทอผ้าอย่างลึกซึ้ง ช่างทอจะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าลวดลายใดบ้างที่มีความเหมาะสมและสามารถนำไปขึ้นกี่ทอผ้าได้จริง เนื่องจากบางลวดลายที่ซับซ้อนเกินไปอาจไม่สามารถผลิตซ้ำด้วยเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมได้ จากนั้น ช่างทอจะทำการจัดอันดับลวดลายที่ผ่านการคัดเลือกเหลือเพียง 3-5 ลาย และในท้ายที่สุด จะมีการเลือกลายที่ดีที่สุดเพียง 1 ลาย เพื่อนำไปผลิตเป็นผืนผ้าจริงต่อไป กระบวนการนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าผลงานสุดท้ายจะเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเป็นที่ยอมรับของชุมชน
เปรียบเทียบกระบวนการออกแบบลายผ้า: ดั้งเดิม vs AI
เพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ สามารถเปรียบเทียบกระบวนการออกแบบลายผ้าแบบดั้งเดิมกับกระบวนการที่ใช้ AI ช่วย ได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | กระบวนการออกแบบดั้งเดิม | กระบวนการออกแบบด้วย AI |
|---|---|---|
| แหล่งแรงบันดาลใจ | อาศัยภูมิปัญญา, ประสบการณ์, ธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา | ใช้ฐานข้อมูลภาพถ่ายลายดั้งเดิม, พรอมต์ (คำสั่ง), และอัลกอริทึมในการประมวลผล |
| ระยะเวลาในการสร้างลายใหม่ | ใช้เวลานานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน | สามารถสร้างสรรค์ลวดลายจำนวนมากได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน |
| จำนวนตัวเลือกในการออกแบบ | จำกัดอยู่ภายใต้กรอบจินตนาการและเวลาของผู้ออกแบบแต่ละคน | สามารถสร้างตัวเลือกได้หลายสิบหรือหลายร้อยแบบในระยะเวลาอันสั้น |
| การผสมผสานสไตล์ | ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและมุมมองของช่างฝีมือในการผสมผสานลวดลาย | สามารถผสานอัตลักษณ์ดั้งเดิมเข้ากับเทรนด์สมัยใหม่ในรูปแบบที่คาดไม่ถึงได้ |
| บทบาทของช่างทอ | เป็นทั้งผู้ออกแบบและผู้ผลิตตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ | เป็นผู้ให้ข้อมูลตั้งต้น, ผู้คัดเลือก (Curator), และผู้ผลิตผลงานสุดท้าย |
หมุดหมายสำคัญ: สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก AI ฉบับแรกของไทย
หนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดจากโครงการนำร่องนี้ คือการที่ลวดลายผ้าที่สร้างสรรค์โดย AI ได้รับการจด สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นี่คือหมุดหมายที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับวงการทรัพย์สินทางปัญญาและวงการออกแบบ เพราะเป็นการสร้างบรรทัดฐานว่าผลงานที่เกิดจากกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายได้
การได้รับสิทธิบัตร (ซึ่งให้ความคุ้มครองนานถึง 10 ปี) ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องผลงานจากการลอกเลียนแบบ แต่ยังเป็นการรับรองคุณค่าและความเป็นต้นฉบับของนวัตกรรมนี้ รายละเอียดในการจดสิทธิบัตรได้ครอบคลุมถึงจุดเด่นของลวดลายที่ AI สร้างขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานองค์ประกอบดั้งเดิมเข้ากับองค์ประกอบใหม่ได้อย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์ สิ่งนี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับนักออกแบบและศิลปินที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยพวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาของตนจะได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับงานศิลปะที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม
เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอนาคต
ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงวิชาการหรือชุมชนนำร่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและการพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับบุคคลทั่วไป หนึ่งในนั้นคือ Leonardo.Ai ซึ่งเป็นเครื่องมือในรูปแบบเว็บไซต์ที่ได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ภายใต้ซีรีส์ “AI for Everyone” เครื่องมือเช่นนี้ช่วยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดที่ซับซ้อนก็สามารถสร้างสรรค์ลวดลายผ้าที่มีดีไซน์เก๋และไม่ซ้ำใครได้ด้วยตนเอง
การมีอยู่ของเครื่องมือที่ใช้งานง่ายเหล่านี้จะช่วยเร่งการเติบโตของวงการ แฟชั่นดีไซน์ และหัตถกรรมดิจิทัลในประเทศไทยให้ขยายตัวในวงกว้างยิ่งขึ้น ดีไซเนอร์อิสระ แบรนด์เสื้อผ้าขนาดเล็ก ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา สามารถทดลองและสร้างสรรค์ผลงานของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด สิ่งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ เช่น การผลิตเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของตกแต่งบ้านที่มีลวดลายซึ่งสร้างจาก AI และอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยปรากฏบนแคทวอล์คระดับโลกในปี 2026 และปีต่อๆ ไป
บทสรุป: อนาคตผ้าไหมไทยในยุคดิจิทัล
การใช้ AI วาดลายผ้าไหม ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นมิติใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของศิลปะและอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย การผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าได้อย่างลงตัว ได้สร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่การสร้างสรรค์ลวดลายที่แปลกใหม่ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ไปจนถึงการสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านทรัพย์สินทางปัญญา
แนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสของผ้าไหมไทยบนเวทีแฟชั่นโลก โดย AI ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทำให้เรื่องราวและจิตวิญญาณของผ้าทอไทยสามารถสื่อสารกับผู้คนในยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง การเดินทางของผ้าไหมไทยสู่แคทวอล์ค 2026 จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และเป็นบทพิสูจน์ว่าเมื่อภูมิปัญญาดั้งเดิมมาพบกับนวัตกรรม ผลลัพธ์ที่ได้นั้นงดงามและไร้ขีดจำกัด
เช่นเดียวกับการที่ AI เข้ามาเติมเต็มและสร้างมิติใหม่ให้กับวงการออกแบบลายผ้า KDC SPORT ก็พร้อมที่จะนำเสนอโซลูชันการผลิตเสื้อผ้าที่ตอบสนองทุกจินตนาการและความต้องการ ด้วยความเชี่ยวชาญในการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืดคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย หากท่านกำลังมองหาผู้ผลิตที่เข้าใจในคุณภาพและดีไซน์ สามารถ ติดต่อเรา
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


