วีซ่าดิจิทัลโนแมด 2.0 เขย่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย 2569
นโยบาย วีซ่าดิจิทัลโนแมด 2.0 เขย่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย 2569 ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทย เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มการทำงานทางไกล (Remote Work) ที่เติบโตขึ้นทั่วโลก วีซ่าประเภทใหม่นี้ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Destination Thailand Visa (DTV) ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีทักษะสูงและมีกำลังซื้อให้เข้ามาพำนักและทำงานจากประเทศไทยในระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย การลงทุน และการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- Destination Thailand Visa (DTV): คือชื่ออย่างเป็นทางการของวีซ่าที่เรียกกันว่า “ดิจิทัลโนแมด 2.0” ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทเข้า-ออกได้หลายครั้ง (Multiple-Entry) มีอายุยาวนานถึง 5 ปี
- เงื่อนไขการพำนัก: อนุญาตให้พำนักในประเทศไทยได้สูงสุดครั้งละ 180 วัน และสามารถขอขยายเวลาพำนักต่อไปได้อีก 180 วัน ทำให้สามารถอยู่ได้เกือบหนึ่งปีต่อการเข้าประเทศหนึ่งครั้ง
- เป้าหมายทางเศรษฐกิจ: มุ่งดึงดูดกลุ่มผู้ทำงานทางไกล (Digital Nomads), ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freelancers) และบุคลากรทักษะสูง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายระยะยาวและส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ
- ข้อจำกัดสำคัญ: ผู้ถือวีซ่า DTV สามารถทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่นอกประเทศไทยเท่านั้น ห้ามทำงานให้กับบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยโดยตรง หากต้องการทำเช่นนั้นจะต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าประเภทอื่นแยกต่างหาก
- ผลกระทบเชิงบวก: คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ Co-working Spaces พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการทำงานและนวัตกรรมแห่งอาเซียน
ภาพรวมของวีซ่าดิจิทัลโนแมด 2.0 (Destination Thailand Visa)
การเปิดตัว Destination Thailand Visa (DTV) หรือที่รู้จักในวงกว้างว่า วีซ่าดิจิทัลโนแมด 2.0 ถือเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐในการปรับนโยบายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงนักท่องเที่ยวระยะสั้น แต่เป็นผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตและทำงานจากระยะไกลในประเทศไทย วีซ่านี้ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่ว่า การมีกลุ่มคนทำงานทักษะสูงพำนักในประเทศเป็นระยะเวลานาน จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการบริโภค การเช่าที่พัก การใช้บริการต่างๆ ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและภาคบริการให้เติบโตอย่างยั่งยืน
Destination Thailand Visa (DTV) ไม่ใช่แค่วีซ่าท่องเที่ยว แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นฐานที่มั่นสำหรับผู้มีความสามารถจากทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและระบบนิเวศนวัตกรรมในปี 2569 และปีต่อๆ ไป
นิยามและเป้าหมายหลัก
Destination Thailand Visa (DTV) คือวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้า-ออกราชอาณาจักรไทยได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศผ่านการดึงดูดกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักและใช้จ่ายในระยะยาว เป้าหมายของวีซ่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การท่องเที่ยว แต่ขยายไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน การเรียนรู้ และการใช้ชีวิต เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมดและผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ
เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของ DTV สามารถสรุปได้ดังนี้:
- เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวระยะยาว: เปลี่ยนจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวระยะสั้น มาเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากผู้พำนักระยะยาว ซึ่งมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นได้ดีกว่า
- ส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัล: การมีอยู่ของบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น Co-working spaces, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และบริการออนไลน์ต่างๆ
- ถ่ายทอดนวัตกรรมและความรู้: สร้างโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะระหว่างชาวต่างชาติกับกลุ่มสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ: ผลักดันภาพลักษณ์ของไทยจากการเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม สู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ในภูมิภาคอาเซียน
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์
รัฐบาลได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักของวีซ่า DTV ไว้อย่างชัดเจน 3 กลุ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่เข้ามาจะสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมได้
- กลุ่มผู้ทำงานทางไกล (Remote Workers): ประกอบด้วย Digital Nomads, Freelancers, และพนักงานบริษัทต่างชาติที่มีนโยบายให้ทำงานจากที่ใดก็ได้ กลุ่มนี้ถือเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีรายได้ที่แน่นอนจากต่างประเทศและมีความต้องการพำนักระยะยาว การใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้จะกระจายไปในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ที่พักอาศัย อาหาร บริการด้านสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมสันทนาการ
- กลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา: มุ่งเน้นไปที่ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาเพื่อเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง เช่น การเรียนมวยไทย, การทำอาหารไทย, การนวดแผนไทย หรือการเข้าร่วมเทศกาลต่างๆ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริม Soft Power ของประเทศและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยตรง
- กลุ่มผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism): รวมถึงผู้ที่เดินทางมารับการรักษาพยาบาล, การฟื้นฟูสุขภาพ หรือบริการด้าน Wellness ที่ประเทศไทยมีชื่อเสียง วีซ่า DTV ยังครอบคลุมถึงผู้ติดตามและบุตรของผู้รับบริการที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี เพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถพำนักดูแลกันได้อย่างต่อเนื่อง
เจาะลึกเงื่อนไขและคุณสมบัติของวีซ่า
เพื่อให้การคัดกรองผู้ยื่นขอวีซ่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ภาครัฐได้กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่สนใจ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งเน้นไปที่ความมั่นคงทางการเงินและความถูกต้องตามกฎหมายของการทำงานจากระยะไกล
รายละเอียดเชิงเทคนิคและข้อกำหนดทางการเงิน
คุณสมบัติหลักและข้อกำหนดของวีซ่า DTV ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการเดินทางควบคู่ไปกับการรับประกันว่าผู้ถือวีซ่าจะมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในประเทศไทยได้โดยไม่เป็นภาระและสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริง
| คุณสมบัติหลัก | รายละเอียด |
|---|---|
| ประเภทวีซ่า | Multiple-entry (สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) |
| อายุวีซ่า | 5 ปี |
| ระยะเวลาพำนักต่อครั้ง | สูงสุด 180 วันต่อการเดินทางเข้าประเทศหนึ่งครั้ง |
| การขยายระยะเวลาพำนัก | สามารถยื่นขอขยายระยะเวลาพำนักได้อีก 180 วัน (รวมเป็นประมาณ 1 ปี) โดยมีค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด |
| คุณสมบัติทางการเงิน | ต้องมีหลักฐานทางการเงินที่แสดงว่ามีเงินทุนหรือเงินฝากไม่น้อยกว่า 500,000 บาท สำหรับใช้จ่ายตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย |
| เงื่อนไขการทำงาน | ต้องเป็นการทำงานทางไกลให้กับนายจ้างหรือบริษัทที่จดทะเบียนและดำเนินกิจการอยู่นอกประเทศไทยเท่านั้น |
| ข้อจำกัดสำคัญ | ห้ามทำงานให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลในประเทศไทยโดยตรง และไม่สามารถใช้เพื่อแข่งขันกับตลาดแรงงานไทย หากต้องการทำงานกับบริษัทไทย จะต้องยื่นขอวีซ่าประเภท Non-Immigrant “B” และใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แยกต่างหาก |
ขั้นตอนการยื่นขอและเอกสารที่จำเป็น
กระบวนการยื่นขอวีซ่า DTV ถูกออกแบบมาให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้สมัคร โดยมีช่องทางทั้งแบบออนไลน์และผ่านสถานทูต/สถานกงสุลไทยในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดและเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนดำเนินการ
ช่องทางการยื่นขอ:
- ออนไลน์: สามารถยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดสำหรับผู้สมัครส่วนใหญ่
- สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่: ผู้สมัครสามารถติดต่อสถานทูต/สถานกงสุลไทยในประเทศที่ตนมีถิ่นพำนัก เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเอกสารเฉพาะที่อาจต้องใช้เพิ่มเติมและยื่นคำร้องโดยตรง
เอกสารเบื้องต้นที่จำเป็น:
- แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วน
- หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน
- รูปถ่ายขนาดตามที่กำหนด
- หลักฐานการทำงานกับนายจ้างต่างประเทศ เช่น สัญญาจ้าง, หนังสือรับรองการทำงาน
- หลักฐานทางการเงิน เช่น Bank Statement ที่แสดงยอดเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
- เอกสารอื่นๆ ที่อาจร้องขอเพิ่มเติมตามแต่ละกรณี เช่น แผนการเดินทาง, หลักฐานการจองที่พัก เป็นต้น
หมายเหตุ: ผู้สมัครควรติดต่อสถานทูตหรือตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการล่วงหน้าเสมอ เนื่องจากข้อกำหนดด้านเอกสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยในปี 2569
การบังคับใช้นโยบายวีซ่าดิจิทัลโนแมด 2.0 คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในหลากหลายมิติภายในปี 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่รูปแบบที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น
การดึงดูดเม็ดเงินและการลงทุนระยะยาว
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือการนำเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยโดยตรง กลุ่มดิจิทัลโนแมดและผู้พำนักระยะยาวมีการใช้จ่ายที่สูงและต่อเนื่องกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป การใช้จ่ายเหล่านี้จะกระจายไปยังธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่ค่าเช่าที่พักระยะยาว (คอนโดมิเนียม, อพาร์ตเมนต์), ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารท้องถิ่น, การใช้บริการขนส่ง, การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการใช้จ่ายในกิจกรรมสันทนาการและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากและสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง
นอกจากนี้ การมีบุคลากรทักษะสูงเข้ามาพำนักยังอาจนำไปสู่การลงทุนในอนาคต เช่น การก่อตั้งบริษัทหรือสตาร์ทอัพในประเทศไทยเมื่อมีโอกาส หรือการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ความต้องการของกลุ่มดิจิทัลโนแมดจะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานทางไกลให้มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง: ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เสถียรและรวดเร็วจะกระตุ้นให้ผู้ให้บริการขยายเครือข่ายและพัฒนาคุณภาพการบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ
- Co-working Spaces: ธุรกิจ Co-working space จะเติบโตขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพื้นที่ทำงานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางให้เกิดการพบปะและแลกเปลี่ยนไอเดียระหว่างคนทำงานจากหลากหลายสาขาอาชีพ
- บริการภาครัฐดิจิทัล: ภาครัฐจะถูกกระตุ้นให้พัฒนาระบบบริการออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบการต่ออายุวีซ่าออนไลน์ (e-Visa Extension) หรือการติดต่อหน่วยงานราชการผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติ
ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และวัฒนธรรม
วีซ่า DTV จะช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวของไทยให้มีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แทนที่จะเน้นการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยและระยะสั้น ผู้พำนักระยะยาวมักต้องการประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ๆ เช่น
- Wellness Tourism: การเข้าร่วมโปรแกรมดูแลสุขภาพ, สปา, โยคะ หรือการพักผ่อนเชิงฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
- Cultural Immersion: การใช้เวลาเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว, การทำอาหาร, ภาษาไทย หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนท้องถิ่น
- Tech and Creative Communities: การเข้าร่วมงานสัมมนา, เวิร์กช็อป หรือกิจกรรม Meetup ของกลุ่มคนในแวดวงเทคโนโลยีและสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนคนทำงานยุคใหม่
ข้อควรพิจารณาและประเด็นทางกฎหมาย
แม้ว่าวีซ่า DTV จะเปิดโอกาสใหม่ๆ มากมาย แต่ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อกำหนดและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อให้การพำนักและทำงานในประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง
ข้อจำกัดด้านการทำงานที่ต้องทำความเข้าใจ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดและต้องเน้นย้ำคือ ข้อจำกัดด้านการทำงาน ผู้ถือวีซ่า DTV ได้รับอนุญาตให้ทำงานทางไกลกับนายจ้างที่อยู่ “นอก” ราชอาณาจักรไทยเท่านั้น การรับจ้าง, การทำสัญญา, หรือการรับรายได้จากบริษัทหรือบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขของวีซ่าประเภทนี้ และอาจเข้าข่ายการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ซึ่งมีบทลงโทษตามกฎหมาย
หากผู้ถือวีซ่า DTV ได้รับข้อเสนอให้ทำงานกับบริษัทในประเทศไทย จะต้องดำเนินการยื่นขอวีซ่าประเภท Non-Immigrant “B” (วีซ่าธุรกิจ) และยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จากกรมการจัดหางานให้ถูกต้องตามขั้นตอนเสียก่อน จึงจะสามารถเริ่มทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย
มาตรการสนับสนุนและนโยบายที่เกี่ยวข้อง
นอกเหนือจากวีซ่า DTV รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยวและการพำนักระยะสั้นควบคู่กันไป เช่น การขยายระยะเวลาพำนักสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า จากเดิม 30 วันเป็น 60 วัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการเดินทางมาเพื่อทำธุรกิจระยะสั้นหรือสำรวจลู่ทางก่อนตัดสินใจยื่นขอวีซ่าระยะยาว
ในขณะเดียวกัน กรมการจัดหางานกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาปรับปรุงนิยามของ “การทำงาน” ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานทางไกลที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างความชัดเจนทางกฎหมายและภาษีในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มดิจิทัลโนแมดที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานในการทำงาน
สรุปทิศทางอนาคตของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางดิจิทัลโนแมด
นโยบาย วีซ่าดิจิทัลโนแมด 2.0 เขย่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย 2569 หรือ Destination Thailand Visa (DTV) นับเป็นการเคลื่อนไหวเชิงรุกที่สำคัญของประเทศไทยในการปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ วีซ่านี้ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่โมเดลที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การลงทุนด้านนวัตกรรม และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานและการใช้ชีวิต
ความสำเร็จของนโยบายนี้จะขึ้นอยู่กับการสื่อสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับและปลอดภัย หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำหรับดิจิทัลโนแมดและบุคลากรทักษะสูงอันดับต้นๆ ของเอเชียและของโลก ซึ่งจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการสร้างสรรค์เสื้อผ้าคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา หรือเสื้อองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดจำหน่าย พร้อมให้บริการรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์ต่างๆ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา:
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ:
094-295-9898


