Shopping cart

เงินบาทดิจิทัล 2.0 กระทบ SME อย่างไรในปี 2026?

สารบัญ

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการเงินดิจิทัลกำลังจะมาถึงอีกครั้ง กับการมาของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency หรือ CBDC) ซึ่งในบริบทของประเทศไทยคือ “เงินบาทดิจิทัล” ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

ภาพรวมผลกระทบของเงินบาทดิจิทัล 2.0 ต่อ SME

เงินบาทดิจิทัล 2.0 กระทบ SME อย่างไรในปี 2026? - digital-baht-sme-impact-2026

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า เงินบาทดิจิทัล 2.0 กระทบ SME อย่างไรในปี 2026? โดยอ้างอิงจากแนวโน้มการพัฒนา CBDC ทั่วโลก และภาพรวมเศรษฐกิจ SME ของไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นภาพผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูมิทัศน์ทางการเงินในอนาคตอันใกล้

ประเด็นสำคัญที่ SME ต้องจับตามอง

  • ลดต้นทุนธุรกรรม: เงินบาทดิจิทัลอาจมีค่าธรรมเนียมการรับ-จ่ายเงินที่ต่ำกว่าช่องทางเดิม ช่วยเพิ่มกำไรให้ธุรกิจขนาดเล็ก
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ: ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลที่โปร่งใสสามารถใช้เป็นเครดิตในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น
  • ภาระการลงทุนด้านเทคโนโลยี: ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงทุนในระบบ POS และระบบบัญชีที่รองรับการชำระเงินรูปแบบใหม่
  • ความโปร่งใสทางภาษี: ทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ทำให้ SME ที่ยังไม่ได้จัดระเบียบบัญชีต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน
  • ความเสี่ยงใหม่: ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการฉ้อโกงทางดิจิทัลจะเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณธุรกรรม

เจาะลึกผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้นกับ SME

แม้การเปลี่ยนแปลงจะมาพร้อมกับความท้าทาย แต่การมาของเงินบาทดิจิทัลก็เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ SME ในหลายมิติ หากมีการวางแผนและปรับตัวอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

ลดต้นทุนการทำธุรกรรมและการบริหารเงินสด

หนึ่งในประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน ในสภาวะที่ SME ไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรง การลดค่าใช้จ่ายแม้เพียงเล็กน้อยก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง

  • ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง: คาดการณ์ว่าค่าธรรมเนียมการโอนและรับเงินผ่าน CBDC อาจต่ำกว่าการรับชำระผ่านบัตรเครดิตหรือช่องทาง E-Payment บางประเภท ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อธุรกิจที่มีอัตรากำไรไม่สูงนัก เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการรายย่อย
  • ลดภาระการจัดการเงินสด: การเปลี่ยนไปสู่การรับชำระเงินดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเงินสด เช่น การนับเงิน การนำฝาก ความเสี่ยงจากเงินปลอม หรือการสูญหาย ซึ่งช่วยลดภาระงานหลังบ้าน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการรับ-จ่ายเงินบ่อยครั้งอย่างร้านโชห่วยหรือร้านค้าขนาดเล็ก

เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อและโครงการภาครัฐ

ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ SME มาโดยตลอด เงินบาทดิจิทัลอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทลายกำแพงนี้ลงได้

ข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านเงินบาทดิจิทัลจะสร้าง “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้และสร้างเครดิตทางการเงินได้

  • สร้างเครดิตดิจิทัล: SME ที่รับ-จ่ายเงินผ่านระบบดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ และมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบบัญชีหรือภาษีอัตโนมัติ จะสร้างประวัติทางการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงและอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่ม SME ที่อยู่ในระดับสูงได้
  • เชื่อมต่อมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ: ภาครัฐสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัลในการโอนเงินอุดหนุนหรือเงินช่วยเหลือในโครงการต่างๆ ไปยังผู้ประกอบการได้โดยตรง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบการใช้จ่ายได้ง่าย ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใส

ขยายช่องทางการขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ในยุคที่การแข่งขันส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ การมีระบบชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมต่อถึงกันได้เป็นสิ่งจำเป็น เงินบาทดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันได้ (Interoperability) จะช่วยลดข้อจำกัดทางการค้าลง

หาก CBDC สามารถเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) และแอปพลิเคชันจากผู้ให้บริการที่หลากหลาย จะช่วยให้การชำระเงินทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าและบริการข้ามแพลตฟอร์มได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกค้าจะใช้แอปพลิเคชันหรือบัญชีธนาคารค่ายเดียวกันหรือไม่ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และสอดคล้องกับแนวโน้มที่ SME ทุ่มงบประมาณด้านการตลาดไปบนแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

สร้างความโปร่งใสและลดภาระด้านภาษี

แม้เรื่องภาษีจะเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการหลายรายกังวล แต่หากระบบถูกออกแบบมาอย่างดี ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความยุ่งยากในระยะยาวได้ หากระบบเงินบาทดิจิทัลสามารถเชื่อมต่อกับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขายโดยอัตโนมัติ จะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Cost) และลดภาระงานเอกสารลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การพัฒนาแพ็กเกจภาษีสำหรับ SME ในรูปแบบที่ง่ายขึ้น เช่น การเหมาจ่ายที่ผูกกับกระเป๋าเงินบาทดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องโดยไม่สร้างภาระที่มากเกินไป

ความท้าทายและความเสี่ยงที่ SME ต้องเผชิญ

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทายที่ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมการรับมือล่วงหน้า

ภาระการลงทุนด้านเทคโนโลยีและระบบหลังบ้าน

การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ย่อมมีต้นทุน ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ให้เห็นว่าผลิตภาพการผลิตโดยรวม (TFP) ของ SME ไทยยังคงอยู่ในระดับที่ต้องพัฒนา การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติม

  • ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น: ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงทุนในอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่รองรับ เช่น ระบบขายหน้าร้าน (POS), ระบบบริหารจัดการ (ERP) และระบบบัญชีที่สามารถเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินดิจิทัลและธนาคารได้ ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
  • ช่องว่างทางทักษะดิจิทัล: ผู้ประกอบการหรือพนักงานที่ขาดทักษะด้านดิจิทัลอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเต็มที่ หรืออาจเกิดข้อผิดพลาดในการใช้งาน เช่น บันทึกยอดขายไม่ถูกต้อง หรือจัดการสต็อกสินค้าผิดพลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและการดำเนินงาน

การตรวจสอบภาษีและธุรกรรมที่เข้มข้นขึ้น

คุณสมบัติเด่นของธุรกรรมดิจิทัลคือความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ประกอบการ การใช้เงินบาทดิจิทัลจะทิ้งร่องรอยของทุกธุรกรรมไว้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินสด SME ที่เคยพึ่งพารายได้นอกระบบหรือไม่เคยจัดทำบัญชีอย่างถูกต้องจะเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังสูงขึ้น แม้ว่าในระยะยาวจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีความโปร่งใส แต่ในระยะสั้นอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการที่ยังไม่พร้อมปรับตัว

ความผันผวนของค่าเงินบาทและความเสี่ยงด้านการส่งออก

ในระดับมหภาค การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ SME ที่มีการส่งออกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก

หากการถือครองหรือหมุนเวียนเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นจนมีผลต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าออกหรือการเก็งกำไร อาจทำให้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มส่งออกจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากยิ่งขึ้น และติดตามนโยบายของ ธปท. อย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการฉ้อโกง

เมื่อธุรกรรมทางการเงินย้ายไปอยู่บนโลกดิจิทัลมากขึ้น ความเสี่ยงจากอาชญากรรมไซเบอร์ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ประกอบการ SME อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีในรูปแบบต่างๆ เช่น

  • ฟิชชิ่ง (Phishing): การหลอกลวงเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน
  • แอปพลิเคชันปลอม: การสร้างแอปฯ เลียนแบบเพื่อขโมยข้อมูลทางการเงิน
  • QR Code ปลอม: การสร้าง QR Code เพื่อหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ
  • การทุจริตภายใน: หากไม่มีระบบควบคุมและตรวจสอบที่ดี พนักงานอาจทำการทุจริตผ่านระบบรับชำระเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้และลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้

การเปลี่ยนแปลงในภาพรวมอุตสาหกรรมและโมเดลธุรกิจ

การมาของเงินบาทดิจิทัล 2.0 ในปี 2026 จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดทิศทางของ SME แต่จะเป็นตัวเร่งให้แนวโน้มที่มีอยู่แล้วเด่นชัดขึ้น โดยผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

ตารางเปรียบเทียบผลกระทบของเงินบาทดิจิทัลต่อกลุ่มอุตสาหกรรม SME
กลุ่มอุตสาหกรรม ผลกระทบเชิงบวก ความเสี่ยงและความท้าทาย
ค้าปลีกและบริการรายย่อย – ลดต้นทุนค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน
– รับ-จ่ายเงินได้รวดเร็วขึ้น
– เชื่อมต่อกับโปรโมชันและโครงการรัฐได้ง่าย
– เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสต็อกและบัญชี
– ภาระการลงทุนในระบบ POS และซอฟต์แวร์
– เสี่ยงสูญเสียลูกค้าหากไม่ปรับตัว
– ต้องเรียนรู้ระบบใหม่และจัดระเบียบบัญชีภาษี
ผู้ส่งออกและผู้ผลิต – อนาคตอาจลดต้นทุนการชำระเงินข้ามพรมแดน
– เพิ่มความโปร่งใสในสายการผลิต
– ความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้น
– ต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเข้มข้นขึ้น
ธุรกิจดิจิทัล / E-commerce – รับ-จ่ายเงินบนแพลตฟอร์มได้สะดวกและยืดหยุ่น
– ง่ายต่อการจ่ายค่าคอมมิชชัน, Affiliate, Creator
– สร้างโมเดลธุรกิจและโปรโมชันได้หลากหลายขึ้น
– การแข่งขันสูงขึ้น
– ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านไซเบอร์โดยตรง

แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับ SME ในปี 2026

เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผู้ประกอบการ SME ควรเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้นโยบายมีความชัดเจน 100% เนื่องจากแนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลอยู่แล้ว

  1. ยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลคือทางรอด: การปรับตัวสู่ดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอด ควรเริ่มศึกษาและเลือกระบบ POS, กระเป๋ารับเงินดิจิทัล และโปรแกรมบัญชีที่ทันสมัย รองรับการเชื่อมต่อกับระบบอื่น (API) ตามมาตรฐานของธนาคารหรือ ธปท.
  2. จัดระเบียบบัญชีและภาษี: เริ่มจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ถูกต้องและเป็นระบบ เตรียมฐานข้อมูลยอดขายและต้นทุนให้พร้อมสำหรับความโปร่งใสที่กำลังจะมาถึง การทำให้ธุรกิจโปร่งใสตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบในอนาคต
  3. ใช้ประโยชน์จากโครงการช่วยเหลือที่มีอยู่: ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีโครงการสนับสนุน SME ในการลงทุนด้านดิจิทัลอยู่แล้ว เช่น โครงการ BDS (Business Development Service) ของ สสว. ที่ช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการนำเทคโนโลยีมาใช้ 50-80%
  4. เสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์: อบรมตนเองและพนักงานให้รู้เท่าทันกลโกงรูปแบบต่างๆ กำหนดนโยบายความปลอดภัยภายในองค์กร เช่น การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล และการตรวจสอบรายการธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ
  5. ติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด: เฝ้าติดตามข่าวสารและประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลเกี่ยวกับ CBDC หรือเงินบาทดิจิทัล เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบ เงื่อนไขการใช้งาน และมาตรการสนับสนุนที่จะออกมาสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ

บทสรุปและก้าวต่อไปของผู้ประกอบการ

การมาของเงินบาทดิจิทัล 2.0 ในปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับภูมิทัศน์การเงินของประเทศไทย และจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีความท้าทายในเรื่องต้นทุนการปรับตัวและความเสี่ยงใหม่ๆ แต่ก็เป็นโอกาสอันดีในการยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการที่เริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และความรู้ความเข้าใจ จะเป็นผู้ที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล การสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยผ่านเครื่องแต่งกายและยูนิฟอร์มก็เป็นส่วนสำคัญ KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลายคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร หรือเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆอีกมายมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

กุมภาพันธ์ 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ