กฎหมายดิจิทัลวอลเล็ต 2.0 AI จะสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่?
การอภิปรายเกี่ยวกับ กฎหมายดิจิทัลวอลเล็ต 2.0 AI จะสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่? ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงนโยบายสาธารณะและเทคโนโลยีดิจิทัลของไทย แม้ว่าแนวคิดการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนโยบายการคลังจะมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจขยายช่องว่างทางสังคมและเศรษฐกิจให้กว้างขึ้นหากขาดกรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- ปัจจุบัน โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของไทยดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายการเงินการคลังและกฎหมายดิจิทัลที่มีอยู่ ยังไม่มีการตรา “กฎหมายดิจิทัลวอลเล็ต 2.0” เป็นการเฉพาะ
- การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในโครงการลักษณะนี้มีความเป็นไปได้ทั้งในทางบวกและลบ สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำผ่านการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ แต่ก็อาจสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่จากอคติของอัลกอริทึม (Algorithmic Bias) และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล
- ความท้าทายที่สำคัญคือช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ซึ่งกลุ่มประชากรที่ไม่มีสมาร์ตโฟนหรือไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีอาจถูกกีดกันออกจากการเข้าถึงสิทธิ์ประโยชน์
- การพัฒนานโยบายในอนาคตจำเป็นต้องมีกฎหมายและกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อกำกับดูแลการใช้ AI โดยเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด
- ความสำเร็จของโครงการที่ผสาน AI จะขึ้นอยู่กับการออกแบบที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการมีมาตรการรองรับสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะกลายเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
บทนำสู่ดิจิทัลวอลเล็ตและปัญญาประดิษฐ์
คำถามที่ว่า กฎหมายดิจิทัลวอลเล็ต 2.0 AI จะสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่? เกิดขึ้นจากบริบทของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในปี 2567-2569 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการกระจายเงินสู่ประชาชน ควบคู่ไปกับกระแสโลกที่ภาครัฐหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อออกแบบและบริหารจัดการนโยบายสาธารณะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ประเด็นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนทุกคน ผู้กำหนดนโยบาย และนักพัฒนาเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นการตั้งคำถามถึงสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกับความเป็นธรรมทางสังคม การทำความเข้าใจถึงศักยภาพและความเสี่ยงของการผสาน AI เข้ากับนโยบายสวัสดิการดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างหลักประกันว่าการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลจะเป็นไปอย่างครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ภาพรวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และกรอบกฎหมายปัจจุบัน
ก่อนจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบของ AI จำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทในปัจจุบันและสถานะทางกฎหมายที่รองรับการดำเนินงาน ซึ่งยังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อโครงการนี้โดยตรง แต่เป็นการอาศัยอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก
รูปแบบและหลักเกณฑ์โครงการดิจิทัลวอลเล็ต
โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตได้ผ่านการปรับปรุงรายละเอียดหลายครั้ง จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายโครงการฯ ได้สรุปหลักเกณฑ์สำคัญไว้ดังนี้:
- กลุ่มเป้าหมาย: ประชาชนสัญชาติไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้พึงประเมินไม่เกิน 840,000 บาทต่อปี และมีเงินฝากในบัญชีทุกประเภทรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 50 ล้านคน
- เงื่อนไขการใช้จ่าย: กำหนดให้ใช้จ่ายในรอบแรกกับร้านค้าขนาดเล็กในพื้นที่ตามทะเบียนบ้าน (ระดับอำเภอ) และต้องเป็นการชำระเงินแบบพบหน้า (Face-to-Face) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ห้ามนำไปใช้จ่ายออนไลน์ หรือถอนเป็นเงินสดโดยตรง
- ระบบเทคโนโลยี: พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) เพื่อรองรับการลงทะเบียน ตรวจสอบคุณสมบัติ ยืนยันตัวตน (KYC) และการชำระเงินแบบ Open Loop ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ แต่ทุกธุรกรรมต้องถูกตรวจสอบและกระทบยอดกับงบประมาณแผ่นดิน
โครงการระยะที่ 2 สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ
นอกจากโครงการหลักแล้ว ยังมีการวางแผนโครงการระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์ในเฟสแรก โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือผู้พิการที่ได้รับสิทธิ์อื่นไปแล้ว โครงการนี้มีงบประมาณราว 40,000 ล้านบาท สำหรับผู้สูงอายุประมาณ 3-4 ล้านคน ซึ่งยังคงใช้ระบบการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันของรัฐเช่นเดิม
ประเด็นข้อถกเถียงด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แม้จะไม่มี “พระราชบัญญัติดิจิทัลวอลเล็ต” โดยตรง แต่โครงการนี้ต้องดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายหลายฉบับ และเผชิญกับข้อถกเถียงทางกฎหมายที่สำคัญ:
- กฎหมายการคลังและงบประมาณ: มีการตั้งคำถามว่าการใช้งบประมาณจำนวนมากอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 หรือไม่ หากไม่มีกฎหมายเฉพาะมารองรับ ซึ่งในตอนแรกมีการพิจารณาออกพระราชบัญญัติกู้เงิน แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลเลือกใช้งบประมาณปี 2567 และ 2568 ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความมั่นคงของฐานกฎหมายในการใช้เงิน
- อำนาจของคณะกรรมการนโยบาย: คณะกรรมการฯ ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และกำกับดูแลโครงการ แต่มิได้มีสถานะเป็นองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ
- กฎหมายดิจิทัลอื่น ๆ: โครงการต้องปฏิบัติตามกฎหมายดิจิทัลที่มีอยู่ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในการจัดการข้อมูลประชาชน, พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และอาจเข้าข่ายอยู่ภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องจดแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
โดยสรุป ในปัจจุบันโครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังคงอาศัยกรอบกฎหมายทั่วไปและมติคณะรัฐมนตรีเป็นฐานในการดำเนินงาน หากจะมีการพัฒนาไปสู่เวอร์ชัน 2.0 ที่ซับซ้อนขึ้น ประเด็นเรื่องการมีกฎหมายเฉพาะกิจเพื่อสร้างความโปร่งใสและฐานที่มั่นคงในการใช้เงินและข้อมูลจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างแน่นอน
AI, ข้อมูล และศักยภาพในการสร้างความเหลื่อมล้ำยุคใหม่
การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเวอร์ชันอนาคต อาจเป็นดาบสองคมที่สามารถทั้งลดและสร้างความเหลื่อมล้ำได้ในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบและกฎเกณฑ์กำกับดูแล
ช่องว่างทางดิจิทัลที่ปรากฏในโครงการ
เพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานของโครงการในปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาสมาร์ตโฟน แอปพลิเคชัน และการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัล ก็ได้เผยให้เห็นถึงความเสี่ยงในการทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลังแล้ว:
- การเข้าถึงอุปกรณ์และทักษะ: กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีสมาร์ตโฟนหรืออินเทอร์เน็ต หรือขาดทักษะการใช้งาน อาจประสบปัญหาในการลงทะเบียนและใช้สิทธิ์
- การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน: การบังคับเชื่อมต่อกับระบบธนาคารผ่านพร้อมเพย์ อาจกีดกันกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบธนาคาร (Unbanked) ออกจากโครงการ แม้ว่าจะมีคุณสมบัติด้านรายได้ครบถ้วน
- ข้อจำกัดของร้านค้าขนาดเล็ก: ร้านค้าในชุมชนที่ไม่มีเครื่องรับชำระเงินดิจิทัล หรือเจ้าของร้านขาดความรู้ทางเทคโนโลยี อาจพลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่กระจายลงสู่พื้นที่
บทบาทของ AI ในการเพิ่มหรือลดความเหลื่อมล้ำ
หากมีการนำ AI เข้ามาใช้ใน “ดิจิทัลวอลเล็ต 2.0” เทคโนโลยีนี้จะสามารถทำงานได้ในหลายมิติ ซึ่งแต่ละมิติก็มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง:
| การประยุกต์ใช้ AI | ศักยภาพในการลดความเหลื่อมล้ำ (ด้านบวก) | ความเสี่ยงในการสร้างความเหลื่อมล้ำ (ด้านลบ) |
|---|---|---|
| การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ (Eligibility Scoring) | วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนได้อย่างแม่นยำ ทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น | โมเดล AI ที่มีอคติ (Bias) จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ อาจตัดสินใจผิดพลาดและกีดกันกลุ่มเปราะบางออกจากสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม |
| การตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection) | ช่วยป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณจากการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เงินถึงมือผู้ที่ควรได้รับจริง | ระบบอาจตั้งค่าการตรวจสอบที่เข้มงวดเกินไปกับธุรกรรมของกลุ่มคนบางกลุ่ม (เช่น ผู้มีรายได้น้อย) ทำให้เกิดการระงับสิทธิ์โดยไม่จำเป็นและสร้างภาระ |
| การกำหนดเงื่อนไขเฉพาะบุคคล (Personalized Conditionality) | สามารถออกแบบเงื่อนไขการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคล เช่น ส่งเสริมให้ซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ | ขาดความโปร่งใสในการกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อาจสร้างความรู้สึกไม่เท่าเทียมและจำกัดเสรีภาพในการใช้จ่ายของผู้คน |
| การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย | ข้อมูลการใช้จ่ายสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการในอนาคตที่ตรงจุดและตอบสนองความต้องการได้ดีขึ้น (Targeted Policy) | หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำไปใช้ในทางพาณิชย์หรือการเมือง สร้างความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล (Data Inequality) |
รูปแบบความเหลื่อมล้ำใหม่ที่อาจเกิดขึ้น
หาก “ดิจิทัลวอลเล็ต 2.0” ผสาน AI อย่างเต็มรูปแบบโดยปราศจากกติกาที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในมิติใหม่ๆ ได้แก่:
- ความเหลื่อมล้ำเชิงอัลกอริทึม: ระบบ AI จัดกลุ่มและให้คะแนนความน่าเชื่อถือของผู้คนโดยอัตโนมัติ ทำให้คนบางกลุ่มอาจถูกตรวจสอบเข้มงวดกว่า หรือได้รับสิทธิ์น้อยกว่าอย่างเป็นระบบ
- ความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล: ประชาชนเป็นผู้ให้ข้อมูล แต่รัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้ถืออำนาจในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจนำไปสู่การออกแบบนโยบายหรือผลิตภัณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายผู้ถือข้อมูลมากกว่า
- ความเหลื่อมล้ำเชิงอธิปไตยดิจิทัล: หากเทคโนโลยีหลักของโครงการต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ) อาจทำให้รัฐสูญเสียอำนาจต่อรองในระยะยาว และประชาชนขาดทางเลือกอื่น
ข้อพิจารณาเชิงนโยบายสำหรับ “ดิจิทัลวอลเล็ต 2.0” ที่ผสาน AI
เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีก่อให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวมา หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเวอร์ชันที่ใช้ AI อย่างเข้มข้น จำเป็นต้องมีกรอบกฎหมายและนโยบายที่ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้
ฐานกฎหมายด้านงบประมาณและการเงิน
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงทางกฎหมายที่เกิดขึ้นซ้ำ ควรมีการสร้างฐานกฎหมายที่มั่นคงสำหรับการใช้งบประมาณ อาจเป็นการออกกฎหมายเฉพาะกิจ หรือการกำหนดกลไกใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อระบุที่มาและการใช้จ่ายเงินอย่างชัดเจน
กฎระเบียบด้าน AI และอัลกอริทึม
จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการใช้ AI ในภาครัฐ โดยกำหนดหลักการสำคัญ เช่น:
- หลักการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination): ออกแบบและทดสอบอัลกอริทึมเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง
- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Auditability): ระบบต้องสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจได้ และต้องมีกลไกให้หน่วยงานอิสระสามารถตรวจสอบการทำงานของอัลกอริทึมได้
- สิทธิ์ในการอุทธรณ์ (Right to Appeal): ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของ AI (เช่น ถูกปฏิเสธสิทธิ์) จะต้องมีช่องทางในการอุทธรณ์และได้รับการพิจารณาโดยมนุษย์
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย PDPA อย่างเข้มงวด และอาจต้องมีกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าข้อมูลธุรกรรมและการใช้จ่ายจากโครงการจะไม่ถูกนำไปใช้เกินขอบเขตวัตถุประสงค์ เช่น การทำการตลาด การสร้างโปรไฟล์ทางการเมือง หรือส่งต่อให้บุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอม
มาตรการลดช่องว่างทางดิจิทัล
นโยบายต้องไม่จำกัดอยู่แค่บนโลกออนไลน์ แต่ต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น การจัดให้มีช่องทางลงทะเบียนและใช้จ่ายแบบออฟไลน์, การสนับสนุนอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับร้านค้าขนาดเล็ก และการใช้เทคโนโลยีในทางบวก เช่น การพัฒนาแชทบอทหรือผู้ช่วยดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุในการเข้าถึงสิทธิ์
บทสรุปและแนวทางในอนาคต
สรุปได้ว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่มี กฎหมายดิจิทัลวอลเล็ต 2.0 ที่ผสาน AI อย่างเป็นทางการ แต่การอภิปรายในประเด็นนี้สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนานโยบายสาธารณะในยุคดิจิทัล การนำ AI มาใช้ในโครงการสวัสดิการของรัฐมีศักยภาพมหาศาลในการเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงที่จะสร้างหรือขยายความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น หากขาดการออกแบบที่รอบคอบและกรอบกติกาที่รัดกุม
ผลลัพธ์สุดท้ายที่ว่าจะดีหรือร้ายจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่การออกแบบระบบนิเวศทางกฎหมาย จริยธรรม และสังคมมารองรับ การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดว่า ดิจิทัลวอลเล็ตแห่งอนาคตจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดหรือสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมไทย
การออกแบบระบบที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับที่ KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา และเสื้อองค์กร ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลและองค์กร รวมถึงการรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่น ๆ หากท่านกำลังมองหาผู้ผลิตที่เข้าใจความต้องการที่แตกต่าง สามารถ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาและบริการที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


