อย. เคาะ! เกณฑ์ ‘เนื้อสัตว์ Lab-Grown’ ขายในไทยได้แล้ว
กระแสความสนใจในนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง” หรือ Lab-Grown Meat ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองว่าจะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหารและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงสถานะทางกฎหมายและการยอมรับในประเทศ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงในไทย
- สถานะกฎระเบียบปัจจุบัน: ข้อมูลล่าสุด ณ ต้นปี 2569 ยังไม่มีการประกาศเกณฑ์อนุมัติการจำหน่ายเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงในประเทศไทยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเป็นทางการ กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณาความปลอดภัย
- ศักยภาพการวิจัยของไทย: ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานวิจัย
- แนวโน้มตลาดโลก: หลายประเทศทั่วโลกได้อนุมัติการจำหน่ายเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงแล้ว นำโดยสิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดโปรตีนทางเลือกที่มีมูลค่ามหาศาลในอนาคต
- ประโยชน์และความท้าทาย: เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงมีศักยภาพในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำปศุสัตว์ แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านกฎระเบียบ การยอมรับของผู้บริโภค และต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่
แม้ว่าหัวข้อข่าวที่ว่า อย. เคาะ! เกณฑ์ ‘เนื้อสัตว์ Lab-Grown’ ขายในไทยได้แล้ว จะสร้างความตื่นตัวและจุดประกายความหวังให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคจำนวนมาก แต่สถานการณ์ที่เป็นจริงนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง หรือที่เรียกว่า Cultured Meat และ Cellular Agriculture คือเนื้อสัตว์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์สัตว์ในห้องปฏิบัติการ แทนการเลี้ยงและเชือดสัตว์แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นโปรตีนทางเลือกที่สำคัญในอนาคต อย่างไรก็ตาม การนำผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เข้าสู่ตลาดจำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาเกณฑ์ดังกล่าว
ไขข้อกระจ่าง: สถานะล่าสุดของเนื้อสัตว์ Lab-Grown ในประเทศไทย
ความจริงเบื้องหลังข่าว: อย. อนุมัติแล้วหรือยัง?
จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ล่าสุด พบว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ยังไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์หรืออนุมัติให้มีการจำหน่ายเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ การนำอาหารชนิดใหม่ (Novel Food) เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคจำเป็นต้องผ่านกระบวนการประเมินความปลอดภัยที่รัดกุม ทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการ สารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้น และผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
อุปสรรคสำคัญด้านกฎหมายยังคงเป็นประเด็นหลัก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยแต่รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจนสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ การสร้างกรอบกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแลที่เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในอุตสาหกรรม
การขับเคลื่อนงานวิจัยโดยหน่วยงานชั้นนำของไทย
แม้กฎระเบียบจะยังไม่สิ้นสุด แต่ประเทศไทยไม่ได้หยุดนิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ตรงกันข้าม กลับมีการลงทุนและส่งเสริมการวิจัยอย่างจริงจังผ่านหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง:
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.): ภายใต้โครงการ “เมืองนวัตกรรมอาหาร” หรือ Food Innopolis ได้จัดตั้งบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอาหารนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง เป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนการผลิต พัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับโลก
- คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ทีมวิจัยนำโดยผู้เชี่ยวชาญกำลังดำเนินการวิจัยและพัฒนาเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นการสร้างเนื้อเยื่อที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จากธรรมชาติมากที่สุด พร้อมทั้งยืนยันถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบอาหาร
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคต การสนับสนุนจากภาครัฐและองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงให้เกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์
กระบวนการสร้างสรรค์: จากเซลล์สู่เนื้อสัตว์บนจานอาหาร
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการผลิต
กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงเริ่มต้นจากการเก็บตัวอย่างเซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ (Stem Cells) จำนวนเล็กน้อยจากสัตว์ โดยไม่จำเป็นต้องทำร้ายสัตว์ หลังจากนั้น เซลล์เหล่านี้จะถูกนำไปเพาะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมอย่างดีภายในภาชนะที่เรียกว่า Bioreactor ซึ่งเปรียบเสมือนร่างกายของสัตว์
ภายใน Bioreactor เซลล์จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ ทำให้เซลล์สามารถแบ่งตัวและพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ไขมัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จนกระทั่งรวมตัวกันเป็นชิ้นเนื้อที่มีโครงสร้างคล้ายกับเนื้อสัตว์ทั่วไป กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการทำปศุสัตว์แบบดั้งเดิม ทั้งในด้านพื้นที่ การใช้น้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
รสชาติและคุณสมบัติทางกายภาพ
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงคือ “รสชาติเหมือนเนื้อจริงหรือไม่?” จากผลการวิจัยและการทดสอบในหลายประเทศ รวมถึงงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงสามารถทำรสชาติและเนื้อสัมผัสได้ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จากธรรมชาติอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมสัดส่วนของเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมันเพื่อสร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสตามที่ต้องการได้ ตั้งแต่เนื้อบดสำหรับทำเบอร์เกอร์ไปจนถึงชิ้นสเต็กในอนาคต
ทิศทางตลาดโลก: ประเทศไหนก้าวไปถึงขั้นไหนแล้ว?
การยอมรับเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงในระดับสากลมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค บางประเทศเปิดรับและมองว่าเป็นโอกาส ในขณะที่บางประเทศยังคงมีข้อกังวลและเลือกที่จะห้ามการจำหน่าย
กลุ่มประเทศผู้บุกเบิกและอนุมัติการจำหน่าย
- สิงคโปร์: เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติการจำหน่ายเนื้อไก่เพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ในปี 2020 โดยบริษัท Eat Just ได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปแบบนักเก็ตไก่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูให้กับอุตสาหกรรมนี้
- สหรัฐอเมริกา: หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติให้บริษัทหลายแห่งสามารถผลิตและจำหน่ายเนื้อไก่เพาะเลี้ยงได้ในปี 2023 ทำให้ตลาดสหรัฐฯ กลายเป็นอีกหนึ่งตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพ
- อิสราเอลและเนเธอร์แลนด์: ทั้งสองประเทศเป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเนเธอร์แลนด์เป็นแหล่งกำเนิดของงานวิจัยชิ้นแรกๆ ในปี 2013 และปัจจุบันก็ได้อนุมัติให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้วเช่นกัน
กลุ่มประเทศที่ยังคงสงวนท่าทีและสั่งห้าม
ในทางกลับกัน บางประเทศในยุโรป เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และออสเตรีย ได้แสดงความกังวลและมีมาตรการห้ามการผลิตและจำหน่ายเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง เหตุผลหลักมาจากความต้องการที่จะปกป้องอุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ดั้งเดิม รวมถึงความกังวลด้านสุขภาพที่ยังไม่มีข้อมูลรองรับในระยะยาว และการรักษาวัฒนธรรมทางอาหารของตนเองไว้
| ประเทศ | สถานะการอนุมัติ | หมายเหตุสำคัญ |
|---|---|---|
| สิงคโปร์ | อนุมัติแล้ว | ประเทศแรกของโลกที่อนุมัติ (ปี 2020) สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ |
| สหรัฐอเมริกา | อนุมัติแล้ว | อนุมัติการผลิตและจำหน่ายเนื้อไก่เพาะเลี้ยงในปี 2023 |
| อิสราเอล | อนุมัติแล้ว | เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร |
| เนเธอร์แลนด์ | อนุมัติแล้ว | เป็นผู้บุกเบิกการวิจัยเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงตั้งแต่ปี 2013 |
| อิตาลี | สั่งห้าม | มีความกังวลด้านการปกป้องอุตสาหกรรมเกษตรดั้งเดิม |
| ประเทศไทย | อยู่ระหว่างการพิจารณา | ยังไม่มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง |
ศักยภาพ โอกาส และความท้าทายในตลาดเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง
มูลค่าตลาดและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตลาดเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ McKinsey คาดการณ์ว่าตลาดโลกอาจเติบโตจาก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 82%
สำหรับประเทศไทย การคาดการณ์จาก OECD-FAO ระบุว่าภายในปี 2030 ตลาดเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงอาจมีสัดส่วนประมาณ 3% ของตลาดเนื้อสัตว์ทั้งหมดในประเทศ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 พันล้านบาท จากตลาดรวมที่มีมูลค่า 84.5 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย
ประโยชน์ต่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
แรงผลักดันที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเทคโนโลยีนี้คือการตอบโจทย์ความท้าทายด้านความยั่งยืน องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคนภายในปี 2050 ซึ่งจะทำให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์พุ่งสูงถึง 570 ล้านตันต่อปี การทำปศุสัตว์แบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจ เนื่องจากช่วย:
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: การทำปศุสัตว์เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อน
- ลดการใช้ที่ดินและน้ำ: การผลิตเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงใช้พื้นที่และทรัพยากรน้ำน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์อย่างมาก
- สร้างความมั่นคงทางอาหาร: สามารถผลิตอาหารโปรตีนสูงได้ทุกที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศหรือข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
อุปสรรคสำคัญที่ต้องก้าวข้าม
แม้จะมีศักยภาพสูง แต่อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:
- การยอมรับของผู้บริโภค: ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ และความเป็นธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ การสื่อสารที่โปร่งใสและให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งจำเป็น
- ต้นทุนการผลิต: ปัจจุบันต้นทุนการผลิตยังคงสูงกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปอย่างมาก ทำให้ราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม คาดว่าเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและการผลิตเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรม (Scale up) ราคาจะสามารถลดลงจนแข่งขันได้
- กฎระเบียบและมาตรฐาน: การขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถวางแผนการลงทุนและการตลาดในระยะยาวได้อย่างเต็มที่
บทสรุปและอนาคตของโปรตีนทางเลือกในไทย
สรุปแล้ว แม้ข่าวลือที่ว่า อย. เคาะ! เกณฑ์ ‘เนื้อสัตว์ Lab-Grown’ ขายในไทยได้แล้ว จะยังไม่เป็นความจริงในปัจจุบัน แต่ทิศทางและแนวโน้มของประเทศไทยในเรื่องนี้ถือว่ามีความชัดเจนและน่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยศักยภาพด้านการวิจัยจากหน่วยงานชั้นนำ การสนับสนุนจากภาครัฐ และแนวโน้มตลาดโลกที่กำลังเติบโต ทำให้เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงเป็นหนึ่งใน “อาหารแห่งอนาคต” ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดไทยได้อย่างแน่นอน
ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการสร้างกรอบกฎระเบียบที่ชัดเจนจาก อย. ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน อนาคตที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้ลิ้มรสโปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืนและปลอดภัยนี้อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่มองหาโซลูชันด้านการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อกีฬา หรือเสื้อสำหรับองค์กร KDC SPORT พร้อมให้บริการผลิตและจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


