Shopping cart

AI ผู้ช่วยส่วนตัว: อาวุธใหม่ SME ไทยปี 2026 รับเงินอุดหนุน

สารบัญ

ในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึง ภูมิทัศน์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าถึงง่ายและทรงพลังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI ผู้ช่วยส่วนตัว: อาวุธใหม่ SME ไทยปี 2026 รับเงินอุดหนุน ซึ่งไม่เพียงเป็นแค่แนวคิด แต่เป็นทิศทางที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ภาพรวมสำคัญ: AI ผู้ช่วยส่วนตัว ขับเคลื่อน SME ไทย

AI ผู้ช่วยส่วนตัว: อาวุธใหม่ SME ไทยปี 2026 รับเงินอุดหนุน - ai-assistant-sme-thailand-2026

  • การลงทุนภาครัฐ: รัฐบาลไทยอนุมัติกรอบการลงทุนมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติปี 2026-2027 โดยมุ่งเน้นที่การเร่งนำ AI มาปรับใช้ในภาคส่วนต่างๆ รวมถึง SME
  • อาวุธใหม่ของ SME: AI ผู้ช่วยส่วนตัวถูกวางตำแหน่งให้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ SME ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การบริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการงานเอกสาร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • กลไกการสนับสนุน: แม้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงินอุดหนุนโดยตรง แต่งบประมาณก้อนใหญ่และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนบ่งชี้ถึงกลไกการสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือ หรือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ในราคาต่ำ
  • กรณีศึกษาที่จับต้องได้: มีการนำร่องใช้งาน AI ผู้ช่วยส่วนตัวในไทยแล้ว เช่น “สุขใจ” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และระบบ Voicebot ในสายด่วนสุขภาพจิต ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับใช้กับธุรกิจ SME
  • การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล: การผลักดันการใช้ AI สอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยที่ 4.2% ซึ่งสูงกว่า GDP ของประเทศถึงสองเท่า ทำให้การลงทุนด้านเทคโนโลยี AI เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสามารถในการแข่งขันในปี 2026

บทนำ: ทำไม AI ผู้ช่วยส่วนตัวจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ SME ไทยในปี 2026

การมาถึงของปี 2026 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ในประเทศไทย เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการเติบโตทางธุรกิจ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ AI ผู้ช่วยส่วนตัว: อาวุธใหม่ SME ไทยปี 2026 รับเงินอุดหนุน ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลกำลังผลักดันอย่างจริงจังผ่านแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เคยจำกัดอยู่แค่ในองค์กรขนาดใหญ่ได้ เทคโนโลยีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วยปลดล็อกศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ผู้ที่ควรให้ความสนใจในเรื่องนี้คือเจ้าของธุรกิจ SME ผู้จัดการ และบุคลากรที่ต้องการพัฒนากระบวนการทำงานให้ทันสมัย เนื่องจาก AI ผู้ช่วยส่วนตัวสามารถเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ เช่น การตอบคำถามลูกค้าเบื้องต้น การสรุปรายงาน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลการขาย ทำให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า การสนับสนุนจากภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 จึงเป็นโอกาสทองที่ SME ไทยไม่ควรมองข้าม เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ: รัฐบาลทุ่มงบ 2.5 หมื่นล้านบาท ปูทางสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาค คณะกรรมการ AI แห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้อนุมัติมาตรการเชิงรุกเพื่อผลักดันการบูรณาการ AI ทั่วประเทศ โดยหัวใจสำคัญของแผนนี้คือการลงทุนมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายใต้กรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติสำหรับปี 2026-2027 การลงทุนครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการนำเทคโนโลยี AI ไปปรับใช้ในภาคส่วนต่างๆ โดยมี SME เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลัก

กรอบการลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาทนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 4.2% ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของ GDP โดยรวมของประเทศ

โครงการหลักภายใต้กรอบการพัฒนา AI แห่งชาติ

แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยโครงการที่เป็นรูปธรรมหลายส่วนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ที่จำเป็น ดังนี้:

  • การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence – CoEs): มีแผนจัดตั้ง CoEs จำนวน 9 แห่ง ครอบคลุมสาขาสำคัญ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว สุขภาพ การผลิต และความปลอดภัย โดยแต่ละศูนย์จะต้องมีแผนความพร้อมด้าน AI เฉพาะทางของตนเองภายในเดือนกันยายน 2025
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลาง: จัดตั้งกลุ่มเครือข่าย Thai Large Language Model (LLM), ศูนย์ประมวลผล AI ภาครัฐ (Government AI Processing Center) และศูนย์เทียบสมรรถนะผลิตภัณฑ์ AI (AI Product Competency Calibration Center) เพื่อเป็นแกนกลางในการพัฒนาและกำกับดูแลเทคโนโลยี
  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่: คาดการณ์ว่าจำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่างน้อย 5 แสนล้านบาท ครอบคลุมระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPUs) และแพลตฟอร์ม AI แบบโอเพนซอร์ส
  • นโยบายข้อมูลดิจิทัล: รัฐบาลกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Data Digitization) ภายในปี 2026 เพื่อสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับฝึกฝนและใช้งาน AI

โอกาสสำหรับ SME: เงินอุดหนุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ

แม้ว่าข้อมูลในปัจจุบันจะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดของโครงการ “เงินอุดหนุน AI” โดยตรงสำหรับ SME ในปี 2026 อย่างชัดเจน แต่งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทและรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships) ที่นำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สูงที่จะมีกลไกการสนับสนุนทางการเงินเกิดขึ้น กลไกเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของ:

  • เงินช่วยเหลือ (Grants): สำหรับ SME ที่ต้องการนำโซลูชัน AI ผู้ช่วยส่วนตัวมาปรับใช้ในธุรกิจ
  • การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในราคาประหยัด: SME อาจได้รับสิทธิ์ในการใช้บริการจากศูนย์ประมวลผล AI ภาครัฐ หรือแพลตฟอร์มคลาวด์ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด
  • โครงการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร: การลงทุนจากภาคเอกชน เช่น โครงการของ AWS ที่ลงทุน 1.9 แสนล้านบาทในระยะเวลา 15 ปี เพื่อฝึกอบรมทักษะด้านคลาวด์และ AI (มีการฝึกอบรมไปแล้วกว่า 50,000 คนตั้งแต่ปี 2017) จะช่วยเสริมสร้างความพร้อมให้กับบุคลากรของ SME ในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

ดังนั้น แม้คำว่า “เงินอุดหนุน” อาจไม่ได้หมายถึงเงินสดที่มอบให้โดยตรงเสมอไป แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ SME สามารถเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี AI ผู้ช่วยส่วนตัวได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนที่สำคัญและยั่งยืน

AI ผู้ช่วยส่วนตัวในภาคปฏิบัติ: กรณีศึกษาและการใช้งานจริงในไทย

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า AI ผู้ช่วยส่วนตัวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างไร ปัจจุบันมีโครงการนำร่องและบริการที่เกิดขึ้นจริงแล้วหลายโครงการ ซึ่งเป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมสำหรับ SME ที่กำลังพิจารณานำเทคโนโลยีนี้มาใช้

ภาคการท่องเที่ยว: “สุขใจ” และ GPTs นำร่องการใช้งาน

ภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแรกๆ ที่นำ AI ผู้ช่วยส่วนตัวมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในเครือข่าย

  • สุขใจ (Sukjai): ผู้ช่วยเสมือนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Wipro, SIAM.AI และ NVIDIA ทำหน้าที่ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวที่เป็นส่วนบุคคลแก่นักท่องเที่ยวทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จุดเด่นคือการทำงานบนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ (Sovereign AI) ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โครงการนี้สามารถขยายผลสู่ SME ในภาคการท่องเที่ยวเพื่อให้บริการที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต
  • Amazing Thailand Travel Guide GPTs: เป็นปลั๊กอินบนแพลตฟอร์ม OpenAI และผู้ช่วยเดินทาง AI ของ ททท. ที่สามารถให้ข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ เช่น การจัดแผนการเดินทาง ที่พัก และกิจกรรมต่างๆ เครื่องมือนี้ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ด้านการท่องเที่ยวโดยตรง โดยการนำเสนอข้อมูลบริการของพวกเขาให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Agentic AI และ Voicebot: ก้าวต่อไปของระบบอัตโนมัติ

เทคโนโลยี AI ผู้ช่วยส่วนตัวได้พัฒนาไปไกลกว่าแค่แชทบอทตอบคำถามทั่วไป แต่ก้าวไปสู่ “Agentic AI” ซึ่งเป็นผู้ช่วยที่ทำงานได้เองอย่างอัตโนมัติและซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในภาครัฐคือการนำ Voicebot มาใช้กับสายด่วนสุขภาพจิต 1323 แพลตฟอร์ม DMIND ที่ใช้เทคโนโลยีนี้สามารถจัดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการได้มากกว่า 560,000 ครั้ง ช่วยลดเวลารอสายได้ถึง 60% และสามารถทำงานที่ซับซ้อน เช่น วิเคราะห์ข้อมูลและทำรายงานได้เอง ศักยภาพนี้สามารถนำมาปรับใช้กับ SME ได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มอย่าง AWS Bedrock หรือเครื่องมือโอเพนซอร์ส เพื่อสร้างระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติ หรือระบบจัดการงานหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ

ระบบนิเวศที่ช่วยให้ SME เข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น

การเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ SME ที่มีทรัพยากรจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงการริเริ่มจากภาคเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการใช้งาน AI ตัวอย่างเช่นโครงการ PanyaThAI ของ Google Cloud ที่ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง NTT DATA เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงโมเดล AI, การกำกับดูแล และการฝึกอบรมบุคลากร (มีการรับรองผู้เชี่ยวชาญไปแล้วกว่า 300 คน) โครงการลักษณะนี้มีบทบาทสำคัญในการลดอุปสรรคและช่วยให้ SME สามารถนำ AI ผู้ช่วยส่วนตัวมาใช้งานในองค์กรของตนเองได้สำเร็จ

การประยุกต์ใช้ AI ผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

สำหรับ SME ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของการนำ AI ผู้ช่วยส่วนตัวมาใช้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในระยะยาว เทคโนโลยีนี้สามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานที่เคยใช้เวลานานและต้องอาศัยแรงงานคน ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงและมีความแม่นยำสูง

เปรียบเทียบการทำงานแบบดั้งเดิม vs. การใช้ AI ผู้ช่วยส่วนตัว

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบกระบวนการทำงานทั่วไปของ SME ระหว่างรูปแบบดั้งเดิมกับการนำ AI ผู้ช่วยส่วนตัวเข้ามาช่วย

ตารางเปรียบเทียบกระบวนการทำงานของ SME ระหว่างรูปแบบดั้งเดิมและการใช้ AI ผู้ช่วยส่วนตัว
กระบวนการ การทำงานแบบดั้งเดิม การทำงานด้วย AI ผู้ช่วยส่วนตัว
การบริการลูกค้า ใช้พนักงานตอบคำถามซ้ำๆ ผ่านโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดีย มีข้อจำกัดด้านเวลาทำการ AI Chatbot/Voicebot ตอบคำถามที่พบบ่อยได้ 24/7 คัดกรองและส่งต่อเคสที่ซับซ้อนให้พนักงาน
การวิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูลการขายด้วยมือใน Spreadsheet ใช้เวลานานในการสรุปและหา Insight AI วิเคราะห์ข้อมูลการขายแบบเรียลไทม์ สร้างรายงานสรุปแนวโน้มและพฤติกรรมลูกค้าอัตโนมัติ
การจัดการงานเอกสาร พนักงานต้องคีย์ข้อมูลจากใบแจ้งหนี้หรือใบสั่งซื้อเข้าระบบด้วยตนเอง เสี่ยงต่อความผิดพลาด AI สแกนและดึงข้อมูลจากเอกสารเข้าระบบบัญชีหรือ ERP โดยอัตโนมัติ ลดงานคีย์ข้อมูล
การตลาดเบื้องต้น ใช้เวลาในการเขียนคอนเทนต์สำหรับโซเชียลมีเดีย หรืออีเมล คิดแคมเปญด้วยตนเอง AI ช่วยร่างเนื้อหาคอนเทนต์, หัวข้ออีเมล, หรือสคริปต์วิดีโอสั้นๆ ตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด

ความท้าทายและข้อควรพิจารณาสำหรับ SME ไทย

แม้ว่าศักยภาพของ AI ผู้ช่วยส่วนตัวจะน่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการ SME ควรพิจารณาถึงความท้าทายและข้อจำกัดบางประการเพื่อเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ประการแรกคือ ความชัดเจนของนโยบายสนับสนุน ดังที่กล่าวไปข้างต้น รายละเอียดเกี่ยวกับเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับภาคเอกชนหรือ SME ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ โครงการริเริ่มในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นไปที่ภาครัฐและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างการท่องเที่ยวเป็นหลัก SME จึงต้องติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ประการที่สองคือ ความพร้อมด้านทักษะและบุคลากร การนำเทคโนโลยี AI มาใช้จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความเข้าใจพื้นฐานในการทำงานของระบบ การตั้งค่า และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ การลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ (Upskilling/Reskilling) ให้กับทีมงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ การเลือกใช้เครื่องมือหรือแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับขนาดและงบประมาณของธุรกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

สุดท้ายคือประเด็นด้าน ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติให้ความสำคัญ การเลือกใช้บริการ AI ผู้ช่วยส่วนตัวจำเป็นต้องพิจารณาถึงนโยบายการจัดการข้อมูลของผู้ให้บริการ และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย

บทสรุป: เตรียมความพร้อม SME ไทย ก้าวสู่ปี 2026 ด้วย AI

โดยสรุปแล้ว AI ผู้ช่วยส่วนตัว กำลังจะกลายเป็น “อาวุธใหม่” ที่ขาดไม่ได้สำหรับ SME ไทยในปี 2026 ด้วยการสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต เทคโนโลยีนี้มอบโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่การปฏิวัติงานบริการลูกค้าไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ

แม้จะยังมีความท้าทายอยู่บ้าง โดยเฉพาะความชัดเจนของมาตรการสนับสนุนทางการเงินโดยตรง แต่ทิศทางของนโยบายและการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า AI คืออนาคตที่ SME ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ การเริ่มต้นศึกษา ทำความเข้าใจ และวางแผนนำ AI ผู้ช่วยส่วนตัวมาปรับใช้ตั้งแต่วันนี้ จะทำให้ธุรกิจของคุณพร้อมที่จะคว้าโอกาสและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2026

การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ การมีชุดยูนิฟอร์มหรือเสื้อทีมที่สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพขององค์กรก็สามารถสร้างความแตกต่างได้ สำหรับองค์กรที่มองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆอีกมากมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

กุมภาพันธ์ 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ