AI ตรวจภาษี 2568: สรรพากรใช้จริง คืนไวแค่ไหน?
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่สำคัญที่มาพร้อมกับความซับซ้อนของเอกสารและข้อกฎหมาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า AI ตรวจภาษี 2568: สรรพากรใช้จริง คืนไวแค่ไหน? บทความนี้จะเจาะลึกถึงสถานะปัจจุบันของการใช้ AI ในระบบภาษีของไทย แผนการในอนาคต และสิ่งที่ผู้เสียภาษีต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ AI ตรวจภาษี 2568
- ยังไม่ใช่การใช้งานเต็มรูปแบบ: ในปี 2568 กรมสรรพากรยังไม่ได้นำระบบ AI มาใช้ตรวจสอบและคืนภาษีเต็มรูปแบบ แต่เป็นช่วงของการเตรียมการและใช้โปรแกรม AI หลังบ้านเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น
- แผนการใช้งานจริงในปี 2570: แผนการนำ AI มาใช้ตรวจสอบภาษีเชิงลึกอย่างเต็มรูปแบบถูกกำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2570 เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพการทำงาน
- ไม่มีการยืนยันเรื่องคืนภาษีเร็วขึ้น: ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ยืนยันว่าการใช้ AI ในปี 2568 จะทำให้กระบวนการคืนภาษีรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความเร็วในการคืนภาษียังคงขึ้นอยู่กับความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลที่ยื่นเป็นหลัก
- ความสำคัญของข้อมูลดิจิทัล: การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับผู้เสียภาษีคือการจัดเก็บและตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เช่น e-Tax Invoice และ e-Receipt รวมถึงการรักษาข้อมูลรายรับ-รายจ่ายให้สอดคล้องกับเส้นทางการเงินจริง
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เชื่อมโยงกัน: โครงการลดหย่อนภาษีอย่าง Easy E-Receipt 2.0 ในปี 2568 เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมระบบภาษีดิจิทัล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานของ AI ในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบภาษีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำความเข้าใจสถานะที่แท้จริงของการนำ AI มาใช้จะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างถูกต้อง แทนที่จะคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยังมาไม่ถึง
สถานะการใช้ AI ของกรมสรรพากรในปี 2568
สำหรับคำถามที่ว่า AI ตรวจภาษี 2568: สรรพากรใช้จริง คืนไวแค่ไหน? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ กรมสรรพากรได้เริ่มนำ AI มาใช้แล้ว แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัดและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่การใช้งานเต็มรูปแบบในอนาคต ยังไม่ใช่ระบบที่ผู้เสียภาษีทั่วไปจะโต้ตอบด้วยโดยตรงหรือเห็นผลกระทบอย่างชัดเจนในแง่ของความเร็วในการคืนภาษีทันที
AI ในขั้นทดลองและเตรียมการ: ไม่ใช่ระบบเต็มรูปแบบ
ในปี 2568 ระบบที่กรมสรรพากรใช้งานอยู่คือโปรแกรม AI หลังบ้าน (Back-end) ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อประเมินพฤติกรรมของผู้เสียภาษีและตรวจจับความผิดปกติเบื้องต้น การทำงานของ AI ในขั้นนี้มุ่งเน้นไปที่:
- การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์: AI จะทำการประมวลผลและเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่เป็นดิจิทัล เช่น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt), และข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินที่ได้รับตามกฎหมาย
- การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูล: ระบบจะตรวจสอบความสอดคล้องกันระหว่างรายรับที่สำแดงกับรายจ่ายที่มีหลักฐานดิจิทัล เพื่อมองหารูปแบบที่ผิดปกติ เช่น การใช้จ่ายสูงแต่สำแดงรายได้ต่ำ หรือการขอคืนภาษีในปริมาณที่ไม่สมเหตุสมผลกับฐานรายได้
- การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง: AI จะช่วยคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของแบบแสดงรายการภาษีที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ถูกต้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะต้องสุ่มตรวจเหมือนในอดีต
ดังนั้น การทำงานของ AI ในปี 2568 จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยวิเคราะห์สำหรับเจ้าหน้าที่สรรพากร มากกว่าจะเป็นระบบอัตโนมัติที่ตัดสินใจอนุมัติหรือตรวจสอบการคืนภาษีได้ด้วยตนเอง
ข้อเท็จจริงเรื่องความเร็วในการคืนภาษี
แม้ว่าเป้าหมายระยะยาวของการนำ AI มาใช้คือการลดขั้นตอนและทำให้กระบวนการคืนภาษีรวดเร็วขึ้น แต่สำหรับปี 2568 ยังไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันได้ว่าผู้เสียภาษีจะได้รับเงินคืนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการทำงานของ AI โดยตรง ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเร็วในการคืนภาษียังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานดังเดิม ได้แก่:
- ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล: การยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่ถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบถ้วน และไม่มีรายการที่น่าสงสัย ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว
- การไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง: หากข้อมูลการยื่นภาษีสอดคล้องกับข้อมูลอื่นๆ ที่กรมสรรพากรมีอยู่ โอกาสที่จะผ่านกระบวนการตรวจสอบและได้รับเงินคืนก็จะเร็วขึ้น
- ช่วงเวลาในการยื่นภาษี: การยื่นภาษีในช่วงต้นของกำหนดเวลา มักจะได้รับการตรวจสอบเร็วกว่าการยื่นในช่วงท้ายๆ ที่มีปริมาณธุรกรรมหนาแน่น
ในปี 2568 ความคาดหวังที่จะได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้นจาก AI เพียงอย่างเดียวยังเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป ผู้เสียภาษีควรให้ความสำคัญกับการเตรียมข้อมูลและเอกสารให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก
แผนอนาคต: AI สรรพากรฉบับเต็มในปี 2570
แม้ว่าปี 2568 จะเป็นเพียงก้าวแรก แต่แผนการของกรมสรรพากรมีความชัดเจนที่จะพัฒนาระบบ AI ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้างและมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องหลัง
เป้าหมายหลักของการนำ AI มาใช้
การพัฒนาระบบ AI สรรพากรฉบับเต็มมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์หลายประการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บภาษีของประเทศ:
- เพิ่มความแม่นยำและลดภาระเจ้าหน้าที่: AI จะสามารถตรวจสอบเอกสารและข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ ช่วยลดความผิดพลาดและลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถมุ่งเน้นไปที่กรณีที่มีความซับซ้อนสูงได้มากขึ้น
- ขยายฐานภาษี: หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการดึงผู้ที่มีรายได้เข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น จากข้อมูลที่ระบุว่าประชากรไทยมีผู้มีรายได้กว่า 66 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบเสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคน AI จะช่วยระบุตัวตนผู้มีรายได้จากธุรกรรมดิจิทัลต่างๆ เช่น การค้าออนไลน์ หรือผู้ให้บริการอิสระ (Freelancer) ที่อาจยังอยู่นอกระบบ
- สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ: ระบบ AI ที่โปร่งใสจะช่วยปิดช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงภาษี ทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูง
- ปรับปรุงนโยบายภาษี: ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ของ AI จะทำให้ภาครัฐเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสามารถนำไปสู่การปรับปรุงรายการลดหย่อนภาษีต่างๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุด
ผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในอนาคต
เมื่อระบบ AI เต็มรูปแบบเริ่มทำงานในปี 2570 ผู้เสียภาษีจะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนหลายด้าน ทั้งในเชิงบวกและในเชิงที่ต้องปรับตัวมากขึ้น:
- กระบวนการที่รวดเร็วขึ้น: สำหรับผู้เสียภาษีที่มีข้อมูลถูกต้องและโปร่งใส กระบวนการขอคืนภาษีจะรวดเร็วขึ้นอย่างมาก เนื่องจาก AI สามารถตรวจสอบและอนุมัติได้โดยอัตโนมัติ มีการคาดการณ์ว่าระบบอาจสามารถคืนภาษีให้กลุ่มแรกๆ ที่มีข้อมูลชัดเจน (ประมาณ 27,000 ราย) เป็นมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทได้อย่างรวดเร็ว
- การตรวจสอบที่เข้มข้นและครอบคลุม: การหลีกเลี่ยงภาษีจะทำได้ยากขึ้นอย่างมาก AI สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแพลตฟอร์มได้ ทำให้ทุกรายรับที่เกิดขึ้นในระบบดิจิทัลมีโอกาสถูกตรวจสอบสูง
- ความจำเป็นในการใช้ระบบดิจิทัล: ผู้เสียภาษีและผู้ประกอบการจะถูกผลักดันให้เข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากขึ้นโดยปริยาย เพราะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ AI ใช้ในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของรายจ่าย
| คุณสมบัติ | ระบบปัจจุบัน (พ.ศ. 2568) | ระบบ AI เต็มรูปแบบ (พ.ศ. 2570) |
|---|---|---|
| สถานะการใช้ AI | ขั้นเตรียมการ ใช้โปรแกรมหลังบ้านวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น | ใช้งานเต็มรูปแบบ ตรวจสอบและประมวลผลเชิงลึก |
| ขอบเขตการทำงาน | วิเคราะห์พฤติกรรม คัดกรองกลุ่มเสี่ยงสำหรับเจ้าหน้าที่ | ตรวจสอบอัตโนมัติ อนุมัติคืนภาษี และระบุผู้ที่อยู่นอกระบบ |
| แหล่งข้อมูลหลัก | e-Tax Invoice, e-Receipt, ข้อมูลธุรกรรมการเงินเบื้องต้น | ข้อมูลดิจิทัลทุกรูปแบบที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างครอบคลุม |
| เป้าหมายหลัก | ทดสอบระบบและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ | ขยายฐานภาษี เพิ่มความโปร่งใส ลดการหลีกเลี่ยงภาษี |
| ความเร็วในการคืนภาษี | ยังไม่มีผลกระทบชัดเจน ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของข้อมูล | รวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้เสียภาษีที่มีข้อมูลโปร่งใส |
| สิ่งที่ผู้เสียภาษีต้องเน้น | ความถูกต้องของเอกสารและการยื่นแบบตามปกติ | ความถูกต้องของข้อมูลดิจิทัลและเส้นทางการเงินทั้งหมด |
สิ่งที่ผู้เสียภาษีต้องเตรียมรับมือ AI ตรวจภาษี
ไม่ว่าจะเริ่มใช้เต็มรูปแบบในปี 2570 แต่การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เสียภาษีทุกคน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ความสำคัญของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice และ e-Receipt)
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์คือหัวใจสำคัญของระบบตรวจสอบภาษีด้วย AI เพราะเป็นข้อมูลดิจิทัลที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถนำไปประมวลผลต่อได้ทันที ผู้เสียภาษีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังนี้:
- ขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ทุกครั้ง: เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ควรขอรับ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เสมอ เพื่อใช้เป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายที่สามารถตรวจสอบและยืนยันในระบบของสรรพากรได้
- จัดเก็บอย่างเป็นระบบ: แม้ข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบสรรพากรโดยตรง แต่การมีสำเนาจัดเก็บไว้ในรูปแบบดิจิทัลของตนเองจะช่วยให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องและใช้อ้างอิงได้ง่ายขึ้น
การตรวจสอบข้อมูลรายรับ-รายจ่ายอย่างเคร่งครัด
ความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลอาจนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มข้นจาก AI ได้ ดังนั้นการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ควรมีการบันทึกรายรับทุกช่องทางและรายจ่ายทุกรายการที่มีหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน
การสร้างเส้นทางการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
AI มีความสามารถในการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน (Financial Trail) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและพฤติกรรมการใช้เงิน ดังนั้น การสร้างความโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ:
- แยกบัญชีส่วนตัวและธุรกิจ: การใช้บัญชีธนาคารแยกกันระหว่างเรื่องส่วนตัวและธุรกิจจะช่วยให้เส้นทางการเงินมีความชัดเจน ง่ายต่อการตรวจสอบและชี้แจงที่มาที่ไปของเงินทุนหมุนเวียน
- หลีกเลี่ยงธุรกรรมที่ไม่มีที่มา: เงินโอนเข้าที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนอาจถูกตั้งคำถามจากระบบ AI ได้ ควรมีหลักฐานหรือคำอธิบายสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง
สิทธิลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลในปี 2568
แม้ AI จะยังไม่ทำงานเต็มรูปแบบ แต่ภาครัฐได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการคุ้นเคยกับระบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปูทางไปสู่ยุคของ AI สรรพากร
โครงการ Easy E-Receipt 2.0
สำหรับปีภาษี 2568 (ยื่นแบบในต้นปี 2569) มีโครงการ Easy E-Receipt 2.0 ซึ่งเป็นมาตรการลดหย่อนภาษีที่สำคัญและเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- วงเงินลดหย่อน: สามารถลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
- เงื่อนไขหลักฐาน: ต้องเป็นใบกำกับภาษีหรือใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) เท่านั้น ไม่สามารถใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษได้
- ช่วงเวลาใช้สิทธิ์: สำหรับการซื้อสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568
มาตรการนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้เสียภาษีหันมาใช้และขอรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ฐานข้อมูลในระบบของกรมสรรพากรมีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ขึ้น พร้อมสำหรับการวิเคราะห์ด้วย AI ในอนาคต
ภาพรวมอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เพื่อให้เห็นภาพรวมของการคำนวณภาษีในปี 2568 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังคงใช้โครงสร้างแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ซึ่งคิดจากเงินได้สุทธิ (เงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) โดยมีอัตราตั้งแต่ 0% ถึง 35% ตัวอย่างเช่น:
- เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท: ได้รับการยกเว้นภาษี (อัตรา 0%)
- เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท: อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท: อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิสูงขึ้นไป อัตราภาษีก็จะสูงขึ้นตามลำดับจนถึงสูงสุดที่ 35%
การทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราภาษีควบคู่ไปกับการวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนอย่างเต็มที่ เช่นจากโครงการ Easy E-Receipt จะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถบริหารจัดการภาระภาษีของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
บทสรุป: AI ตรวจภาษี 2568 ความจริงและความคาดหวัง
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “AI ตรวจภาษี 2568: สรรพากรใช้จริง คืนไวแค่ไหน?” คือ กรมสรรพากรได้เริ่มใช้ AI แล้วจริง แต่เป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมความพร้อมในระบบหลังบ้านเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการคืนภาษีสำหรับผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ในปีนี้ ความคาดหวังที่จะเห็นกระบวนการที่รวดเร็วและเป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบนั้นเป็นเป้าหมายสำหรับอนาคตในปี พ.ศ. 2570
อย่างไรก็ตาม ปี 2568 ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่ผู้เสียภาษีควรให้ความสำคัญไม่ใช่การรอคอยเทคโนโลยี แต่คือการปรับตัวและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ การหันมาใช้และจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้อง และการสร้างเส้นทางการเงินที่โปร่งใส ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การยื่นภาษีในปัจจุบันราบรื่นขึ้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับระบบตรวจสอบภาษีด้วย AI ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้นี้ การเตรียมตัวที่ดีคือหลักประกันที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการภาษีอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้ากีฬา เสื้อยูนิฟอร์ม หรือเสื้อสำหรับกิจกรรมต่างๆ KDC SPORT พร้อมให้บริการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลายครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสนับสนุนการสร้างแบรนด์ของคุณให้โดดเด่น สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


