Shopping cart

โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีปี 68 ด้วยกองทุน SSF-RMF

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี การวางแผนภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีภาษี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเครื่องมือลดหย่อนภาษี การทำความเข้าใจเงื่อนไขและทางเลือกที่เหลืออยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปี 2568

โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีปี 68 ด้วยกองทุน SSF-RMF - last-minute-tax-deduction-2025

  • การสิ้นสุดของ SSF: สิทธิในการซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) เพื่อลดหย่อนภาษีได้สิ้นสุดลงแล้วสำหรับปีภาษี 2568 เป็นต้นไป
  • ทางเลือกหลักที่เหลืออยู่: กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG/Thai ESGX) กลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการลดหย่อนภาษีผ่านการลงทุน
  • กำหนดเวลาสำคัญ: การลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีต้องเสร็จสิ้นภายในวันทำการสุดท้ายของปี ซึ่งโดยทั่วไปคือวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยต้องทำรายการก่อนเวลาปิดรับคำสั่งซื้อ (Cut-off time) ของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)
  • เพดานการลงทุน: RMF สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., และกองทุนเกษียณอื่น ๆ ในขณะที่ Thai ESG มีวงเงินแยกต่างหากที่ 300,000 บาท
  • เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติ: ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครองของแต่ละกองทุนอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกคืนภาษีและค่าปรับในภายหลัง

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงสิทธิลดหย่อนภาษีปี 2568

สำหรับ โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีปี 68 ด้วยกองทุน SSF-RMF ถือเป็นหัวข้อที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายส่งผลให้กองทุน SSF ซึ่งเคยเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนและมนุษย์เงินเดือน ไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้บังคับให้นักลงทุนต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การวางแผนภาษีของตนเอง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิลดหย่อนที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด

เหตุผลที่ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุน

การสิ้นสุดสิทธิลดหย่อนภาษีของ SSF ทำให้ภูมิทัศน์การวางแผนภาษีเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่นักลงทุนมีทางเลือกหลากหลายและสามารถกระจายการลงทุนระหว่าง SSF ที่มีเงื่อนไขการถือครอง 10 ปี และ RMF ที่มีเงื่อนไขผูกกับอายุ 55 ปี ปัจจุบันทางเลือกได้แคบลง ทำให้ต้องพิจารณา RMF และ Thai ESG เป็นหลัก การปรับกลยุทธ์จึงหมายถึงการประเมินเป้าหมายทางการเงินของตนเองใหม่ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเลือกลงทุนในกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและยอมรับเงื่อนไขการลงทุนที่แตกต่างไปจากเดิมได้

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ

กลุ่มผู้มีเงินได้ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกกลุ่มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและนักลงทุนที่เคยใช้ SSF เป็นเครื่องมือหลักในการลดหย่อนภาษี เนื่องจากมีเงื่อนไขการถือครองที่สั้นกว่า RMF (เมื่อเทียบกับผู้ที่อายุยังน้อย) การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้ต้องพิจารณาการลงทุนใน RMF ที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวนานขึ้น หรือพิจารณากองทุน Thai ESG เป็นทางเลือกเสริม ซึ่งมีวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่แตกต่างออกไป การทำความเข้าใจเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

เจาะลึกกองทุนลดหย่อนภาษีที่ยังคงใช้ได้ในปี 2568

เมื่อ SSF ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป การทำความเข้าใจในรายละเอียดของกองทุนที่ยังคงใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับตนเองได้

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

คำจำกัดความ: RMF หรือ Retirement Mutual Fund คือกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณ โดยภาครัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจ

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์:

  • สิทธิลดหย่อน: สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
  • เพดานสูงสุด: เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
  • เงื่อนไขการลงทุน: ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี และต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน
  • เงื่อนไขการขายคืน: จะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขและได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gain Tax) ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และมีการลงทุนใน RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน)

การประยุกต์ใช้: RMF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างจริงจัง และสามารถลงทุนในระยะยาวได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่ผูกพันจนถึงอายุ 55 ปี การลงทุนใน RMF จึงเป็นการสร้างวินัยการออมและลงทุนเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG/Thai ESGX)

คำจำกัดความ: Thai ESG คือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ของไทยที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่รับผิดชอบและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์:

  • สิทธิลดหย่อน: สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน
  • เพดานสูงสุด: ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี (ข้อมูลจากปี 2567, ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดสำหรับปี 2568) โดยวงเงินนี้เป็นวงเงินพิเศษที่แยกต่างหากจากเพดานรวม 500,000 บาทของกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณ
  • เงื่อนไขการถือครอง: ต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปีเต็ม นับแบบวันชนวันนับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน
  • ข้อกำหนดพิเศษ: สำหรับผู้ที่ลงทุนครั้งแรกหรือลงทุนกับ บลจ. ใหม่ จะต้องแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านช่องทางของ บลจ. นั้น ๆ ภายในสิ้นปีภาษีที่ลงทุน

การประยุกต์ใช้: Thai ESG เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจากวงเงินของ RMF และ PVD หรือสำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในประเทศไทยไปพร้อมกับการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน

สถานะของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

สำหรับปีภาษี 2568 เป็นต้นไป การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF จะไม่สามารถนำมาใช้เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้ลงทุนในกองทุน SSF ไปแล้วในช่วงปีภาษี 2563-2567 ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิม คือ ต้องถือครองหน่วยลงทุนนั้น ๆ ต่อไปจนครบ 10 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขและต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของกองทุนลดหย่อนภาษีที่ยังมีผลบังคับใช้ในปี 2568 ได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางสรุปเปรียบเทียบเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568
หัวข้อ กองทุน RMF กองทุน Thai ESG/ESGX กองทุน SSF
สถานะสิทธิลดหย่อนปี 2568 ใช้สิทธิได้ ใช้สิทธิได้ ไม่มีสิทธิ
สิทธิลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้ 30% ของเงินได้
เพดานการลงทุน ไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่น ๆ) ไม่เกิน 100,000 บาท (วงเงินแยกต่างหาก)
เงื่อนไขการถือครอง ลงทุนต่อเนื่อง และถือจนอายุครบ 55 ปี (และลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี) ถือครอง 8 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) (สำหรับหน่วยที่ซื้อก่อนปี 68) ถือครอง 10 ปีเต็ม
ความต่อเนื่องในการลงทุน ต้องลงทุนทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี ไม่บังคับ

เช็คลิสต์โค้งสุดท้าย: สิ่งที่ต้องทำก่อน 30 ธันวาคม 2568

การเตรียมตัวในช่วงสุดท้ายของปีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนของคุณจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามที่ตั้งใจไว้

ตรวจสอบวันและเวลาทำการสุดท้าย (Cut-off Time)

แต่ละ บลจ. จะมีกำหนดวันและเวลาปิดรับคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนของวันทำการสุดท้ายของปีไม่เหมือนกัน โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลาประมาณ 14:00 น. หรือ 15:30 น. ของวันที่ 30 ธันวาคม (หากไม่ตรงกับวันหยุด) สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบประกาศจาก บลจ. ที่ต้องการลงทุนโดยตรงผ่านทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการส่งคำสั่งซื้อไม่ทันเวลา

การวางแผนการซื้อและการชำระเงิน

สิทธิลดหย่อนภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนเสร็จสมบูรณ์และ บลจ. ได้รับเงินเรียบร้อยภายในสิ้นปีภาษี การทำธุรกรรมในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีอาจมีความล่าช้าได้ ดังนั้น ควรวางแผนซื้อและชำระเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วันทำการก่อนวันสุดท้ายของปี เพื่อให้แน่ใจว่าเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีกองทุนได้ทันเวลา

การแจ้งความประสงค์เพื่อใช้สิทธิลดหย่อน

ตามกฎเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้ลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี (โดยเฉพาะ Thai ESG) มีหน้าที่ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีต่อ บลจ. ที่ตนเองลงทุน โดยทั่วไปสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ของ บลจ. ได้ หากเป็นการลงทุนกับ บลจ. นั้นเป็นครั้งแรก ควรตรวจสอบและดำเนินการแจ้งความประสงค์ให้เรียบร้อยภายในสิ้นปี เพื่อให้ข้อมูลถูกส่งไปยังกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้อง

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียสิทธิโดยไม่จำเป็น ควรระวังข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ดังนี้:

  • ซื้อทันเวลาแต่เงินไม่เข้า: การส่งคำสั่งซื้อทัน Cut-off time แต่กระบวนการชำระเงินหรือการหักบัญชีมีปัญหา ทำให้ บลจ. ได้รับเงินในปีถัดไป จะทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิของปี 2568 ได้
  • ลืมคำนวณเพดานรวมของ RMF: การซื้อ RMF เกินกว่าเพดาน 500,000 บาท เมื่อรวมกับ PVD/กบข./ประกันบำนาญ ส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
  • ไม่ได้แจ้งใช้สิทธิ Thai ESG: แม้จะซื้อกองทุน Thai ESG สำเร็จ แต่หากลืมแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนกับ บลจ. อาจทำให้ข้อมูลไม่ปรากฏในระบบของกรมสรรพากร และไม่สามารถใช้สิทธิได้
  • เข้าใจผิดเรื่องเงื่อนไขการถือครอง: การขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดเงื่อนไข (อายุ 55 ปีสำหรับ RMF, 8 ปีสำหรับ Thai ESG) ถือเป็นการผิดเงื่อนไข และต้องรับผิดชอบทางภาษีย้อนหลัง

ตัวอย่างการคำนวณภาษีเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน

เพื่อให้เห็นประโยชน์ของการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนได้ชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างการคำนวณต่อไปนี้:

สมมติว่าบุคคลหนึ่งมีเงินได้พึงประเมินตลอดทั้งปี 2568 จำนวน 480,000 บาท

การคำนวณเงินได้สุทธิ:

  • เงินได้พึงประเมิน: 480,000 บาท
  • หัก ค่าใช้จ่าย (เหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท): -100,000 บาท
  • หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว: -60,000 บาท
  • หัก ค่าลดหย่อนอื่น ๆ (สมมติ): -10,000 บาท
  • หัก ค่าลดหย่อนจากการซื้อ RMF: -100,000 บาท

เงินได้สุทธิคงเหลือ: 480,000 – 100,000 – 60,000 – 10,000 – 100,000 = 210,000 บาท

การคำนวณภาษี:

  • เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาทแรก (อัตรา 0%): ได้รับการยกเว้น
  • เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 150,000 บาท (210,000 – 150,000 = 60,000 บาท) (อัตรา 5%): 60,000 x 5% = 3,000 บาท

ดังนั้น ภาษีที่ต้องชำระคือ 3,000 บาท หากไม่ได้ลงทุนใน RMF 100,000 บาท เงินได้สุทธิจะเท่ากับ 310,000 บาท ซึ่งจะทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีจึงช่วยประหยัดภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพรวมสิทธิลดหย่อนภาษีอื่นๆ ในปี 2568

นอกจากการลงทุนใน RMF และ Thai ESG แล้ว ยังมีรายการลดหย่อนภาษีพื้นฐานและรายการอื่น ๆ ที่สามารถใช้ประกอบการวางแผนภาษีได้ ซึ่งรวมถึง:

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส (ไม่มีเงินได้): 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร: คนละ 30,000 บาท (คนที่สองเป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ได้คนละ 60,000 บาท)
  • เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง: ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 25,000 บาท (และเมื่อรวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
  • เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 15,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ: ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (และเป็นส่วนหนึ่งของเพดานรวม 500,000 บาท)
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย: ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท

ขั้นตอนการยื่นภาษีออนไลน์สำหรับปี 2568

หลังจากสิ้นสุดปีภาษี 2568 แล้ว จะเข้าสู่ช่วงเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมสรรพากรได้อย่างสะดวก

ช่องทางการยื่น:

  • เว็บไซต์ e-Filing: สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th)
  • แอปพลิเคชัน RD Smart Tax: สำหรับการยื่นภาษีผ่านสมาร์ทโฟน

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ): เอกสารจากนายจ้างที่สรุปรายได้และภาษีที่ถูกหักไว้ตลอดทั้งปี
  • หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุน: เอกสารจาก บลจ. เพื่อยืนยันยอดเงินลงทุนใน RMF และ Thai ESG ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้
  • เอกสารประกอบการลดหย่อนอื่น ๆ: เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกัน, หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น

ปัจจุบันระบบของกรมสรรพากรมักจะดึงข้อมูลการลดหย่อนบางรายการ (เช่น จากการซื้อกองทุนหรือประกัน) มาให้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกอย่างมาก แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีก็ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนยืนยันการยื่นแบบเสมอ

สรุปและแนวทางการวางแผนภาษีในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงสิทธิลดหย่อนภาษีในปี 2568 โดยเฉพาะการสิ้นสุดลงของ SSF นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งกระตุ้นให้ผู้เสียภาษีต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์การลงทุนและการออมของตนเองอย่างจริงจัง ทางเลือกที่เหลืออยู่คือ RMF และ Thai ESG ต่างก็มีวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่ชัดเจน ซึ่งส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามลำดับ การตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจึงต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องและการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้บรรลุทั้งเป้าหมายทางการเงินและเป้าหมายในการประหยัดภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากการวางแผนการเงินส่วนบุคคลแล้ว การวางแผนสำหรับองค์กรหรือทีมงานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน สำหรับองค์กรที่มองหาเสื้อผ้าคุณภาพสูงสำหรับทีมงาน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกีฬา เสื้อองค์กร หรือเสื้อยืดพิมพ์ลาย KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลายที่ตอบสนองทุกความต้องการ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและ ติดต่อเรา

ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898

สั่งเสื้อ

กุมภาพันธ์ 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ