AI หมอประจำบ้าน เทรนด์สุขภาพ 2569 ที่ต้องรู้
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังปฏิวัติวงการสาธารณสุขทั่วโลก และในปี 2569 ประเทศไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านแนวคิด AI หมอประจำบ้าน เทรนด์สุขภาพ 2569 ที่ต้องรู้ ซึ่งเป็นการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผู้ช่วยสุขภาพอัจฉริยะส่วนบุคคล ที่สามารถเฝ้าระวังและป้องกันโรคได้แบบเรียลไทม์ แนวทางนี้จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการรักษาเมื่อเจ็บป่วยไปสู่การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ที่เน้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านอุปกรณ์สวมใส่และแพลตฟอร์มดิจิทัล
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ AI ทางการแพทย์ในปี 2569
- การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน: เทรนด์หลักมุ่งเน้นการใช้ AI และข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่เพื่อวิเคราะห์และแจ้งเตือนความเสี่ยงด้านสุขภาพล่วงหน้า แทนที่การรอให้เกิดอาการป่วยแล้วจึงเข้ารับการรักษา
- อุปกรณ์สวมใส่กลายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์: สมาร์ทวอทช์และแหวนอัจฉริยะจะมีความสามารถสูงขึ้น สามารถวัดสัญญาณชีพที่ซับซ้อน เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะ และทำหน้าที่เป็น “คลินิกเคลื่อนที่” ส่วนบุคคล
- AI ช่วยลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์: แพลตฟอร์มอย่าง “สอน.บัดดี้” จะเข้ามาช่วยแพทย์ในการสรุปประวัติผู้ป่วย, วิเคราะห์อาการเบื้องต้น และคาดการณ์ความเสี่ยง ทำให้การบริการปฐมภูมิมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรังจากที่บ้าน: เทคโนโลยี 5G Patient Digital Twin จะช่วยให้สามารถติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาลและเพิ่มความปลอดภัย
- นโยบายภาครัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง: กระทรวงสาธารณสุขมีการวางแผนงบประมาณปี 2569 เพื่อพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
AI หมอประจำบ้าน: นิยามใหม่ของการดูแลสุขภาพเชิงรุก
แนวคิด AI หมอประจำบ้าน เทรนด์สุขภาพ 2569 ที่ต้องรู้ คือการนำปัญญาประดิษฐ์มาสร้างเป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพส่วนตัวที่คอยดูแลและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้งานแต่ละคนโดยเฉพาะ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงหุ่นยนต์แพทย์ที่จะมาแทนที่บุคลากรทางการแพทย์ แต่หมายถึงระบบอัจฉริยะที่ทำงานผ่านอุปกรณ์สวมใส่, เซ็นเซอร์, และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อรวบรวมข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, รูปแบบการนอน, ระดับกิจกรรม, ไปจนถึงค่าชีวภาพที่ซับซ้อนขึ้น จากนั้น AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้เพื่อค้นหารูปแบบความผิดปกติหรือสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
AI หมอประจำบ้านเปรียบเสมือนการมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอยู่เคียงข้างตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจและจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาโรงพยาบาล และส่งเสริมอายุขัยที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ทำไมเทรนด์นี้จึงสำคัญในปี 2569
ในปี 2569 เทรนด์ AI หมอประจำบ้านจะทวีความสำคัญขึ้นอย่างมากจากหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอุปกรณ์สวมใส่ที่แม่นยำและเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้การเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ประการที่สองคือความสามารถของ AI ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด สามารถประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนและให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือได้มากขึ้น นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมาพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการป้องกันโรคจึงเป็นทางออกที่จำเป็นและยั่งยืน สุดท้ายคือการสนับสนุนจากภาครัฐที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุขของประเทศ
การเปลี่ยนผ่านสู่การแพทย์เชิงป้องกัน
หัวใจหลักของ AI หมอประจำบ้าน คือการขับเคลื่อนวงการแพทย์จากการตั้งรับ (Reactive Medicine) ไปสู่การเป็นเชิงรุก (Proactive/Preventive Medicine) รูปแบบการรักษาแบบดั้งเดิมมักเริ่มต้นเมื่อผู้ป่วยรู้สึกถึงอาการผิดปกติและเดินทางไปพบแพทย์ ซึ่งในหลายกรณีอาจสายเกินไปสำหรับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ด้วย AI หมอประจำบ้าน ระบบสามารถตรวจจับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่มนุษย์อาจไม่สังเกตเห็น และแจ้งเตือนผู้ใช้หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น AI อาจวิเคราะห์ข้อมูลการนอนหลับและอัตราการเต้นของหัวใจ แล้วแจ้งเตือนว่าผู้ใช้อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือวิเคราะห์ข้อมูลกิจกรรมและแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
เทรนด์หลักของ AI หมอประจำบ้านที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในปี 2569 แนวคิด AI หมอประจำบ้านจะปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย โดยมีเทรนด์ที่น่าจับตามอง 3 ประการหลักดังนี้
อุปกรณ์สวมใส่: คลินิกเคลื่อนที่บนข้อมือ
อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) และแหวนอัจฉริยะ (Smart Ring) จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรืออุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายอีกต่อไป แต่จะถูกยกระดับให้กลายเป็น “คลินิกเคลื่อนที่” ที่สามารถตรวจวัดข้อมูลสุขภาพขั้นสูงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ล้ำสมัยจะทำให้สามารถวัดค่าต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดหรือใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น:
- การวัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่เจาะเลือด (Non-invasive Blood Glucose Monitoring): เป็นการปฏิวัติการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้สามารถติดตามระดับน้ำตาลได้อย่างต่อเนื่องและสะดวกสบาย
- การวัดความดันโลหิตแบบเรียลไทม์ (Real-time Blood Pressure): ช่วยให้ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงสามารถเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างทันท่วงที
- การวิเคราะห์ความเครียดจากเหงื่อ (Stress Analysis from Sweat): เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับสารเคมีในเหงื่อเพื่อประเมินระดับความเครียดและแนะนำวิธีผ่อนคลายที่เหมาะสม
ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปยังระบบ AI เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์หารูปแบบความเสี่ยง หาก AI ตรวจพบสัญญาณที่น่ากังวล เช่น แนวโน้มระดับน้ำตาลสูงผิดปกติ หรือรูปแบบการเต้นของหัวใจที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ทันที เช่น “คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นหวัด ควรพักผ่อนเพิ่มเติม” หรือ “ระดับน้ำตาลของคุณสูงกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์” การแจ้งเตือนล่วงหน้านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืดอายุขัยและลดภาระค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลได้อย่างมหาศาล
แพลตฟอร์ม “สอน.บัดดี้” (Buddy Care): AI ผู้ช่วยบุคลากรการแพทย์
นอกจากการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลแล้ว AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง โดยหนึ่งในโครงการที่โดดเด่นคือ แพลตฟอร์ม “สอน.บัดดี้” (Buddy Care) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง โดยพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565-2566 แพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการบริการระดับปฐมภูมิ, การเยี่ยมบ้าน และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) โดยมีฟังก์ชันหลัก ได้แก่:
- ช่วยระบุรหัสโรค (ICD-10 Coding): AI ช่วยวิเคราะห์อาการและประวัติเพื่อแนะนำรหัสโรคมาตรฐานสากลที่ถูกต้อง ลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาของแพทย์
- ประมวลผลอาการจากคำสั่งเสียง: แพทย์สามารถพูดบรรยายอาการของผู้ป่วย และ AI จะแปลงเสียงเป็นข้อความพร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
- สรุปประวัติผู้ป่วย (MOPH AI Summary): AI สามารถอ่านและสรุปข้อมูลประวัติการรักษาที่ซับซ้อนของผู้ป่วยให้กระชับและเข้าใจง่าย ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
- คาดการณ์ความเสี่ยงของโรค (MOPH AI Prediction): ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ในอนาคต ทำให้สามารถวางแผนการดูแลเชิงป้องกันได้อย่างเหมาะสม
การนำแพลตฟอร์มนี้มาใช้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและการบริหารจัดการข้อมูลของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้พวกเขามีเวลาในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการสาธารณสุขโดยรวมของประเทศ
5G Patient Digital Twin: เทคโนโลยีเฝ้าระวังผู้ป่วยภาวะเรื้อรัง
สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะเรื้อรังหรือผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เทคโนโลยี “5G Patient Digital Twin” กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในปี 2569 โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนด้านโทรคมนาคมและบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ โดยใช้เซ็นเซอร์แบบไร้สัมผัสติดตั้งในที่พักอาศัยเพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ (เช่น การหายใจ, อัตราการเต้นของหัวใจ) และการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยตลอดเวลา ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่าย 5G ที่มีความเร็วสูงและค่าความหน่วงต่ำไปยังระบบ Edge AI เพื่อทำการวิเคราะห์ทันที
หากระบบตรวจพบเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น การพลัดตกเตียง, การหยุดหายใจ, หรือสัญญาณชีพที่ผิดปกติอย่างรุนแรง ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังทีมแพทย์หรือผู้ดูแลได้ในทันที ทำให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเทคโนโลยีนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตที่ไม่คาดคิดได้ถึง 3% และลดระยะเวลาที่บุคลากรต้องใช้ในการเฝ้าระวังผู้ป่วยลงได้ถึง 45.9% เทคโนโลยีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ที่ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น
เปรียบเทียบเทคโนโลยี AI สุขภาพแห่งปี 2569
| คุณสมบัติ | อุปกรณ์สวมใส่ (คลินิกเคลื่อนที่) | แพลตฟอร์ม “สอน.บัดดี้” | 5G Patient Digital Twin |
|---|---|---|---|
| กลุ่มผู้ใช้หลัก | บุคคลทั่วไปที่ใส่ใจสุขภาพ | บุคลากรทางการแพทย์ (แพทย์, พยาบาล) | ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยติดเตียง |
| เทคโนโลยีหลัก | เซ็นเซอร์ชีวภาพ, AI วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล | AI ประมวลผลภาษาธรรมชาติ, Machine Learning | เซ็นเซอร์ไร้สัมผัส, 5G, Edge AI, Digital Twin |
| เป้าหมายหลัก | การป้องกันโรคเชิงรุกและแจ้งเตือนล่วงหน้า | ลดภาระงาน, เพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยและดูแล | เฝ้าระวังแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน |
| รูปแบบการใช้งาน | สวมใส่ติดตัวในชีวิตประจำวัน (นาฬิกา, แหวน) | ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต | ติดตั้งเซ็นเซอร์ในที่พักอาศัยหรือโรงพยาบาล |
| ผลลัพธ์ที่คาดหวัง | ลดความเสี่ยงการเกิดโรค, ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพดี | การบริการทางการแพทย์รวดเร็วและแม่นยำขึ้น | ลดอัตราการเสียชีวิต, เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วย |
นโยบายภาครัฐและการขับเคลื่อน AI ทางการแพทย์ในประเทศไทย
การเติบโตของเทรนด์ AI หมอประจำบ้านไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างจริงจังจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศให้ก้าวทันโลกและตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ เช่น สังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
แผนงบประมาณและการลงทุนที่สำคัญ
กระทรวงสาธารณสุขได้มีการวางแผนงบประมาณสำหรับปี 2569 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นในหลายมิติ ทั้งการวิจัยและพัฒนา, การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, และการพัฒนาบุคลากร การลงทุนที่สำคัญประกอบด้วย:
- การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine): สนับสนุนการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมและข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล เพื่อออกแบบการรักษาและการป้องกันโรคที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
- การวิจัย ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products): ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาขั้นสูง เช่น ยีนบำบัด หรือเซลล์บำบัด ซึ่งต้องอาศัย AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน
- การบริหารจัดการด้วย AI: นำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรของระบบสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร (คน), การดำเนินงาน (งาน), การเงิน (เงิน), และข้อมูล (Data) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน
เป้าหมายหลักของนโยบายเหล่านี้คือการยกระดับบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง, สร้างระบบสุขภาพเชิงรุกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเตรียมความพร้อมของประเทศในการรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพในอนาคต
การผสาน AI กับ “หัวใจความเป็นมนุษย์”
แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก แต่นโยบายของภาครัฐและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับ “หัวใจความเป็นมนุษย์” ในการรักษาพยาบาล AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทดแทนการปฏิสัมพันธ์และความเห็นอกเห็นใจระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการรักษายังคงเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกจาก AI เป็นส่วนประกอบเพื่อให้การวินิจฉัยและการวางแผนการรักษามีความตรงจุด, ปลอดภัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของเทคโนโลยีและความละเอียดอ่อนของการดูแลแบบมนุษย์คือกุญแจสู่ความสำเร็จของระบบสาธารณสุขในอนาคต
บทสรุป: อนาคตสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
AI หมอประจำบ้าน เทรนด์สุขภาพ 2569 ที่ต้องรู้ กำลังจะกลายเป็นความเป็นจริงที่ใกล้ตัวมากขึ้น การมาถึงของเทคโนโลยีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวทางการดูแลสุขภาพ จากที่เคยเน้นการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การป้องกันและเฝ้าระวังตั้งแต่เนิ่นๆ โดยมีข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน อุปกรณ์สวมใส่ที่ทำหน้าที่เป็นคลินิกส่วนตัว, แพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยลดภาระงานของแพทย์, และระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรังจากที่บ้าน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพและเป็นส่วนตัวมากขึ้น แม้ว่าการใช้งานจริงในวงกว้างอาจยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาและปรับใช้ แต่ทิศทางที่ชัดเจนในปี 2569 คือการมุ่งสู่อนาคตที่เทคโนโลยีและข้อมูลจะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างยั่งยืน
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพและเทคโนโลยี เช่น เสื้อผ้ากีฬาหรือเสื้อสำหรับกิจกรรมต่างๆ KDC SPORT คือผู้เชี่ยวชาญด้านการรับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย, เสื้อผ้ากีฬา, เสื้อองค์กร และเสื้อยืดคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย พร้อมทั้งยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย หากสนใจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาและบริการที่ครบวงจร
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


