ช็อปคอร์สเรียน ลดหย่อนภาษี 68 อัพสกิลก่อนใคร
การลงทุนในการพัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในยุคดิจิทัล และจะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเมื่อค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางภาษีได้ สำหรับปีภาษี 2568 ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีโอกาสในการวางแผนภาษีควบคู่ไปกับการเพิ่มพูนความรู้ ผ่านแคมเปญที่เชื่อมโยงกับมาตรการของภาครัฐ
สรุปประเด็นสำคัญ
- อิงมาตรการภาครัฐ: การซื้อคอร์สเรียนเพื่อลดหย่อนภาษีในปี 2568 อยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรการ “Easy E-Receipt 2.0”
- วงเงินลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท: แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยค่าคอร์สเรียนจากสถาบันทั่วไปจะอยู่ในส่วนแรก วงเงินไม่เกิน 30,000 บาท
- ช่วงเวลาจำกัด: สามารถใช้สิทธิ์ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น
- หลักฐานสำคัญ: ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ที่ระบุข้อมูลผู้ซื้ออย่างถูกต้องครบถ้วน
- ประโยชน์สองต่อ: ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับทั้งทักษะความรู้ใหม่เพื่อการทำงาน และสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แนวคิด ช็อปคอร์สเรียน ลดหย่อนภาษี 68 อัพสกิลก่อนใคร เป็นกลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างการพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคลและการวางแผนภาษีอย่างชาญฉลาด โดยอาศัยประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ชื่อว่า “Easy E-Receipt 2.0” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ รวมถึงค่าคอร์สเรียนออนไลน์และการอบรมต่างๆ มาหักลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 ได้สูงสุดถึง 50,000 บาท บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเงื่อนไข ขั้นตอน และประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ภาพรวมของมาตรการ Easy E-Receipt 2.0
ก่อนที่จะเจาะลึกถึงการนำค่าคอร์สเรียนมาลดหย่อนภาษี สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของมาตรการที่เป็นหัวใจสำคัญของสิทธิประโยชน์นี้
หลักการและวัตถุประสงค์
Easy E-Receipt 2.0 เป็นมาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงต้นปี 2568 พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax System) มากขึ้น หลักการของมาตรการคือการให้สิทธิแก่ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) มาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนด วัตถุประสงค์หลักจึงมีสองมิติ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลด้านภาษีของประเทศในระยะยาว
กลุ่มเป้าหมายและช่วงเวลาดำเนินการ
ผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้คือ ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทุกคน โดยไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักคือกรอบเวลาที่จำกัดอย่างยิ่ง
การใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์จะต้องเกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนหรือหลังช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภายใต้มาตรการนี้ได้ โดยสิทธิ์ลดหย่อนนี้จะถูกนำไปใช้ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ของปีภาษี 2568 ซึ่งมีกำหนดการยื่นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569
เจาะลึกโครงสร้างวงเงินลดหย่อนภาษี 50,000 บาท
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาทภายใต้มาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ไม่ได้เป็นก้อนเดียวกันทั้งหมด แต่มีการแบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนใช้จ่าย รวมถึงการเลือกซื้อคอร์สเรียนออนไลน์
| ส่วนของวงเงิน | วงเงินลดหย่อนสูงสุด | ประเภทรายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ |
|---|---|---|
| ส่วนที่ 1 | ไม่เกิน 30,000 บาท | ค่าซื้อสินค้าหรือบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออก e-Tax Invoice แบบเต็มรูป หรือผู้ประกอบการที่ไม่จด VAT แต่สามารถออก e-Receipt ได้ |
| ส่วนที่ 2 | ไม่เกิน 20,000 บาท | ค่าซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการสินค้า OTOP, วิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนตามกฎหมายกำหนด |
สำหรับเป้าหมายของการ ช็อปคอร์สเรียน ลดหย่อนภาษี 68 อัพสกิลก่อนใคร นั้น โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับคอร์สเรียนออนไลน์หรือการอบรมจากสถาบันและแพลตฟอร์ม EdTech ต่างๆ จะถูกจัดอยู่ใน ส่วนที่ 1 ซึ่งหมายความว่าผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท วงเงินรวมทั้งสองส่วนจะต้องไม่เกิน 50,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ
เงื่อนไขเฉพาะสำหรับการนำค่าคอร์สเรียนมาใช้สิทธิ์
เพื่อให้แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อคอร์สเรียนจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จริง จำเป็นต้องตรวจสอบและปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญที่กรมสรรพากรกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
คุณสมบัติของผู้ให้บริการและประเภทคอร์สเรียน
หัวใจสำคัญคือผู้ให้บริการคอร์สเรียนหรือสถาบันนั้นๆ ต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศไทยและสามารถออกเอกสารหลักฐานทางภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามที่มาตรการกำหนด คอร์สเรียนหรือการอบรมนั้นๆ ไม่ได้มีข้อจำกัดด้านเนื้อหา แต่ต้องเป็นการซื้อบริการภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ (EdTech) ที่ดำเนินธุรกิจในไทยและเข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 2.0 จะเข้าเกณฑ์นี้โดยตรง
ความสำคัญของเอกสารหลักฐาน: e-Tax Invoice และ e-Receipt
เอกสารหลักฐานถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการใช้สิทธิ์ลดหย่อน ผู้ซื้อจะต้องได้รับเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:
- e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป): ออกโดยผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- e-Receipt (ใบรับอิเล็กทรอนิกส์): ออกโดยผู้ให้บริการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อมูลสำคัญที่ต้องปรากฏบนเอกสารดังกล่าว เพื่อให้สามารถใช้ยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์ได้ คือ:
- ชื่อ-นามสกุล ของผู้ซื้อ (ผู้ที่จะใช้สิทธิ์ลดหย่อน)
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ซึ่งก็คือเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก) ของผู้ซื้อ
หากข้อมูลส่วนนี้ไม่ถูกต้องหรือไม่มีการระบุไว้ เอกสารดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์และไม่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้น ขณะทำรายการสั่งซื้อคอร์สเรียน ผู้ซื้อจึงต้องตรวจสอบและกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ถูกต้องครบถ้วนเสมอ
รายการสินค้าและบริการที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้
มาตรการ Easy E-Receipt 2.0 มีการกำหนดรายการสินค้าและบริการบางประเภทที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น ค่าสุรา เบียร์ ไวน์, ค่ายาสูบ, ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับยานพาหนะ, ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ, ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย, ค่าบริการนำเที่ยว และค่าที่พักในโรงแรม เป็นต้น
ข่าวดีคือ ค่าบริการด้านการศึกษา อบรม หรือคอร์สเรียนออนไลน์ ไม่ได้ถูกระบุอยู่ในรายการยกเว้น ดังนั้น หากผู้ให้บริการสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ได้ตามเกณฑ์ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างแน่นอน
คู่มือการใช้สิทธิ์: ช็อปคอร์สเรียน ลดหย่อนภาษี 68 อัพสกิลก่อนใคร
เพื่อให้กระบวนการใช้สิทธิ์เป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนที่เป็นระบบได้ดังนี้:
- ตรวจสอบและเลือกผู้ให้บริการ: เริ่มต้นด้วยการค้นหาแพลตฟอร์มหรือสถาบันสอนออนไลน์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและประกาศเข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 2.0 หรือยืนยันว่าสามารถออก e-Tax Invoice/e-Receipt ได้ตามมาตรฐานของกรมสรรพากร
- ดำเนินการซื้อคอร์สเรียนในช่วงเวลาที่กำหนด: ทำการเลือกและชำระเงินค่าคอร์สเรียนที่สนใจ ภายในวันที่ 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น
- กรอกข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง: ในขั้นตอนการชำระเงินหรือการขอใบกำกับภาษี ให้ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของตนเองให้ชัดเจนและถูกต้อง เพื่อให้ข้อมูลบนเอกสารหลักฐานสมบูรณ์
- จัดเก็บหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์: หลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ให้ดาวน์โหลดหรือบันทึกไฟล์ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ที่ได้รับจากระบบของผู้ให้บริการเก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญ
- ยื่นภาษีประจำปี 2568: ในช่วงต้นปี 2569 เมื่อถึงเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ให้นำยอดค่าใช้จ่ายสำหรับคอร์สเรียนที่จ่ายจริงไปกรอกในช่องรายการลดหย่อนของมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 โดยระบุในส่วนที่ 1 (ไม่เกิน 30,000 บาท)
กลยุทธ์การวางแผนภาษีและการพัฒนาทักษะ
การใช้สิทธิ์ตามมาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระภาษี แต่ยังเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการลงทุนเพื่ออนาคตอีกด้วย
ประโยชน์ทวีคูณจากการลงทุนในความรู้
มาตรการนี้สร้างผลประโยชน์สองต่อให้แก่ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) อย่างชัดเจน:
- ต่อที่ 1: ความคุ้มค่าจากการซื้อ: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์หลายแห่งมักจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายควบคู่ไปกับมาตรการของรัฐ เช่น การมอบโค้ดส่วนลดพิเศษเมื่อซื้อคอร์สเรียนถึงยอดที่กำหนด ทำให้ผู้ซื้อได้รับส่วนลดที่หน้า кассаทันที
- ต่อที่ 2: การประหยัดภาษี: ค่าใช้จ่ายสุทธิที่จ่ายไป สามารถนำกลับมาเป็นค่าลดหย่อนเพื่อคำนวณภาษีในตอนสิ้นปี ทำให้เงินได้สุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษีลดลง ส่งผลให้เสียภาษีน้อยลงหรืออาจได้รับเงินคืนภาษีเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในอัตราก้าวหน้า
เนื่องจากโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ผู้ที่มีเงินได้สุทธิสูงและเสียภาษีในฐานอัตราที่สูง (เช่น 20%, 25%, 30% หรือ 35%) จะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนนี้ในรูปของจำนวนเงินที่ประหยัดได้มากกว่าผู้ที่เสียภาษีในฐานอัตราที่ต่ำกว่า
ตัวอย่างเช่น หากผู้เสียภาษีอยู่ในฐานภาษี 20% การใช้สิทธิ์ลดหย่อนเต็มจำนวน 30,000 บาท จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้ถึง 6,000 บาท (30,000 x 20%) ในขณะที่หากอยู่ในฐานภาษี 10% จะประหยัดภาษีได้ 3,000 บาท (30,000 x 10%) ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนทำงานมืออาชีพที่ต้องการทั้งการพัฒนาทักษะและบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
บทสรุป: การลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่า
แคมเปญ ช็อปคอร์สเรียน ลดหย่อนภาษี 68 อัพสกิลก่อนใคร ซึ่งใช้ประโยชน์จากมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนรู้ให้กลายเป็นเครื่องมือในการวางแผนภาษี การเตรียมตัวศึกษาเงื่อนไข การเลือกซื้อคอร์สเรียนจากผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการในช่วงเวลาที่กำหนด และการเก็บรักษาหลักฐาน e-Tax Invoice/e-Receipt อย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถือเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทั้งในด้านความรู้และทักษะสำหรับอนาคต ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาระภาษีอย่างชาญฉลาด
นอกจากการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลแล้ว การสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับองค์กรหรือทีมก็มีความสำคัญเช่นกัน KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆอีกมากมาย หากท่านสนใจสร้างสรรค์เสื้อผ้าสำหรับทีมหรือองค์กรของท่าน สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


