AI เป็นภัณฑารักษ์ เขย่าวงการศิลปะไทย จัดนิทรรศการแรก
- ภาพรวมสถานการณ์
- สถานะของ AI ในแวดวงศิลปะไทย: เครื่องมือทรงพลังเบื้องหลังจินตนาการ
- AI กับบทบาทภัณฑารักษ์: ความเป็นจริงเบื้องหลังพาดหัวข่าว
- ความท้าทายและข้อจำกัด: เหตุใด AI จึงยังแทนที่ภัณฑารักษ์มนุษย์ไม่ได้
- อนาคตของ AI ในวงการศิลปะ: จากผู้ช่วยสู่ผู้ร่วมสร้างสรรค์
- บทสรุป: AI ภัณฑารักษ์ จุดเปลี่ยนหรือเพียงกระแสสะท้อนยุคสมัย
- สร้างสรรค์อัตลักษณ์ผ่านผลงานที่โดดเด่น
กระแสการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในหลายอุตสาหกรรม และวงการศิลปะก็ไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเด็น AI เป็นภัณฑารักษ์ เขย่าวงการศิลปะไทย จัดนิทรรศการแรก ซึ่งได้จุดประกายการถกเถียงถึงบทบาทและอนาคตของเทคโนโลยีในการคัดเลือกและนำเสนอผลงานศิลปะ การตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ให้เห็นว่า แม้จะยังไม่มีนิทรรศการขนาดใหญ่ที่จัดโดย AI อย่างเป็นทางการในสถาบันศิลปะหลักของไทย แต่แนวคิดนี้ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวมสถานการณ์
- ยังไม่มีนิทรรศการอย่างเป็นทางการ: จากข้อมูลสาธารณะ ยังไม่พบหลักฐานการจัดนิทรรศการในหอศิลป์หรือสถาบันศิลปะหลักของไทย ที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่ามี AI เป็นภัณฑารักษ์หลักในการคัดเลือกผลงาน
- AI ในฐานะเครื่องมือ: ปัจจุบัน AI ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในหมู่ศิลปินไทยในฐานะ “เครื่องมือ” ช่วยสร้างสรรค์ เช่น การสร้างภาพอ้างอิง หรือทดลองแนวคิดเบื้องต้น มากกว่าจะเป็นผู้สร้างสรรค์หรือผู้คัดเลือกผลงานโดยตรง
- แพลตฟอร์มดิจิทัลนำร่อง: มีการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่าง NALA ที่ใช้ AI ทำหน้าที่คล้าย “ภัณฑารักษ์ดิจิทัล” ในการวิเคราะห์รสนิยมผู้ใช้และแนะนำผลงานศิลปะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุดในปัจจุบัน
- บทบาทที่ซับซ้อนของภัณฑารักษ์: ภัณฑารักษ์มนุษย์มีบทบาทที่ซับซ้อนเกินกว่าการคัดเลือกผลงาน เช่น การสร้างบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม การเจรจาต่อรอง และการผลักดันประเด็นทางสังคม ซึ่งเป็นความสามารถที่ AI ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้
- ข้อถกเถียงด้านจริยธรรม: การเข้ามาของ AI ในวงการศิลปะได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับประเด็นด้านลิขสิทธิ์ การใช้ผลงานศิลปินในการฝึกฝน AI โดยไม่ได้รับอนุญาต และผลกระทบต่อตลาดแรงงานสร้างสรรค์
แนวคิดเรื่อง AI ในฐานะภัณฑารักษ์กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี Generative AI เช่น DALL·E หรือ Midjourney ที่ทำให้การสร้างสรรค์ภาพดิจิทัลเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปรากฏการณ์นี้ได้กระตุ้นให้เกิดคำถามสำคัญว่า เทคโนโลยีสามารถก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นเพียงเครื่องมือ มาสู่การเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงสุนทรียศาสตร์และคัดเลือกผลงานเพื่อจัดแสดงได้หรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้มีตั้งแต่ศิลปิน นักวิชาการ ภัณฑารักษ์ ไปจนถึงสถาบันศิลปะและผู้ชม ซึ่งต่างต้องปรับตัวและทำความเข้าใจถึงศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้ เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของวงการศิลปะไทยต่อไป
สถานะของ AI ในแวดวงศิลปะไทย: เครื่องมือทรงพลังเบื้องหลังจินตนาการ
ก่อนจะไปถึงบทบาทภัณฑารักษ์ สถานะปัจจุบันของ AI ในแวดวงศิลปะไทยส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ในฐานะ “เครื่องมือ” หรือ “ผู้ช่วย” ที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับศิลปินและนักสร้างสรรค์ มากกว่าจะเป็นผู้สร้างสรรค์หลักที่ทำงานได้อย่างอิสระ การยอมรับในบทบาทนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของศิลปินจำนวนไม่น้อย
การทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินและปัญญาประดิษฐ์
ศิลปินดิจิทัลและนักสร้างสรรค์ในไทยได้นำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:
- การสร้างภาพอ้างอิง (Reference): AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพอ้างอิงตามจินตนาการอย่างรวดเร็ว ศิลปินสามารถป้อนคำสั่งเพื่อสร้างภาพแนวคิด ตัวละคร หรือฉากที่ไม่เคยมีอยู่จริง เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาผลงานต่อไป ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเหมือน “Pinterest ที่สั่งได้ดั่งใจ”
- การทดลองแนวคิดและสุนทรียศาสตร์: AI ช่วยให้ศิลปินสามารถทดลองโทนสี บรรยากาศ หรือองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลงมือวาดเองทุกขั้นตอน ทำให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางของงานศิลปะได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การต่อยอดจินตนาการ: แทนที่จะจำกัดจินตนาการ AI กลับช่วยขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์โดยการเปลี่ยนภาพในหัวให้กลายเป็นภาพจริงที่มองเห็นได้ ทำให้ศิลปินสามารถปรับแต่งและพัฒนาต่อยอดไอเดียได้อย่างเป็นรูปธรรม
AI ไม่ได้เข้ามาลดทอนจินตนาการของมนุษย์ แต่กลับช่วยต่อยอดจินตนาการ เพราะทำให้ภาพในหัวกลายเป็นภาพจริงที่สามารถนำมาปรับแต่งและพัฒนาต่อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
มุมมองเชิงวิชาการต่อศักยภาพของ AI
ในแวดวงวิชาการมีการมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่อยู่กับเรามานานแล้วในโปรแกรมต่างๆ เช่น Photoshop ที่มีฟังก์ชันลบวัตถุหรือเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของภาพโดยอัตโนมัติ ผศ.ดร.สุกรี สินธุภิญโญ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในปัจจุบัน AI ยังมีสถานะเป็น “ลูกน้องของมนุษย์” ที่คอยช่วยงานในส่วนต่างๆ เช่น การขึ้นโครงร่าง แต่ยังไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มี “คุณค่า” ในระดับที่เทียบเท่ามนุษย์ได้ และยังคงห่างไกลจากวันที่ AI จะสามารถเข้ามาแทนที่ศิลปินได้อย่างสมบูรณ์
มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า คุณค่าของงานศิลปะไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกระบวนการคิด บริบททางวัฒนธรรม และเจตจำนงของศิลปิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ในปัจจุบันยังขาดความเข้าใจในเชิงลึก
AI กับบทบาทภัณฑารักษ์: ความเป็นจริงเบื้องหลังพาดหัวข่าว
แม้พาดหัวข่าว “AI เป็นภัณฑารักษ์” จะสร้างความตื่นเต้นและน่าติดตาม แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่ายังไม่มีนิทรรศการศิลปะที่จัดขึ้นในหอศิลป์หรือสถาบันหลักของไทยที่มอบหมายให้ AI ทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์อย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม มีกรณีศึกษาและกิจกรรมที่น่าสนใจซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำ AI มาใช้ในบทบาทที่ใกล้เคียงกับการคัดสรรและนำเสนอผลงานศิลปะ
กรณีศึกษา: แพลตฟอร์ม NALA กับการคัดสรรงานศิลปะยุคดิจิทัล
แพลตฟอร์ม NALA (Network for Art and Learning Accessibility) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ AI ในบทบาทที่คล้ายคลึงกับภัณฑารักษ์ในพื้นที่ดิจิทัล NALA ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงศิลปิน ผู้ชม และตลาดงานศิลปะเข้าด้วยกัน โดยมีฟังก์ชันสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดังนี้:
- การวิเคราะห์และแนะนำผลงาน: ระบบ AI ของ NALA จะวิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้งาน เพื่อแนะนำผลงานศิลปะที่ตรงกับรสนิยมของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ
- การจับคู่ศิลปินและผู้ซื้อ: แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลจากศิลปินและผู้ซื้อทั่วโลก เพื่อสร้างการจับคู่ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ศิลปินหน้าใหม่สามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
- การให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์: AI ยังสามารถให้คำแนะนำด้านการตลาดและการพัฒนาผลงานแก่ศิลปินได้อีกด้วย
แม้ NALA จะไม่ใช่การจัดนิทรรศการในพื้นที่ทางกายภาพ แต่หน้าที่ของ AI ในแพลตฟอร์มนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ “ภัณฑารักษ์ดิจิทัล” ที่คัดเลือก จัดเรียง และสร้างบริบทให้กับงานศิลปะตามความสนใจของผู้ชมแต่ละราย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการทำลายกำแพงการเข้าถึงศิลปะในรูปแบบใหม่
การประชุมวิชาการ: เมื่อสถาบันศิลปะไทยเริ่มวางกรอบอนาคต
การที่สถาบันการศึกษาชั้นนำเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ถือเป็นสัญญาณบวก การประชุมระดับนานาชาติ “AI & Artistic Innovation” ที่จัดโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าวงการศิลปะไทยไม่ได้นิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
เป้าหมายของการประชุมคือการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ AI ในงานศิลปะอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม โดยคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม การเชิญผู้เชี่ยวชาญและภัณฑารักษ์จากต่างประเทศ เช่น Duncan Bass จาก Singapore Art Museum มาร่วมกิจกรรม ยังสะท้อนถึงความพยายามในการวางกรอบความคิดและแนวปฏิบัติสำหรับอนาคต ที่ AI อาจมีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการจัดนิทรรศการและการคัดเลือกผลงานศิลปะ
ความท้าทายและข้อจำกัด: เหตุใด AI จึงยังแทนที่ภัณฑารักษ์มนุษย์ไม่ได้
การก้าวขึ้นมาเป็นภัณฑารักษ์ของ AI นั้นต้องเผชิญกับความท้าทายและข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบทบาทที่ซับซ้อนของภัณฑารักษ์มนุษย์ในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมไทย
มิติทางวัฒนธรรมและสังคม: บทบาทที่ซับซ้อนเกินกว่าอัลกอริทึม
ภัณฑารักษ์ชั้นนำในประเทศไทย เช่น อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการของ Bangkok Art Biennale มีบทบาทที่กว้างไกลกว่าการคัดเลือกผลงานศิลปะที่มีความสวยงาม หน้าที่ของพวกเขารวมถึง:
- การสร้างบริบทเชิงประวัติศาสตร์และการเมือง: ภัณฑารักษ์ต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ศิลปะ สังคม และการเมือง เพื่อสามารถตีความและนำเสนอผลงานศิลปะในบริบทที่ถูกต้องและมีความหมาย
- การเจรจาต่อรอง: พวกเขาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาต่อรองกับสถาบันภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้การจัดแสดงงานศิลปะเกิดขึ้นได้
- การผลักดันประเด็นทางสังคม: ภัณฑารักษ์มีบทบาทสำคัญในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและเป็นกระบอกเสียงให้กับศิลปิน
บทบาทเหล่านี้ต้องอาศัยความเข้าใจในมิติของอำนาจ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกอริทึมของ AI ที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลและรูปแบบ ยังไม่สามารถทำความเข้าใจหรือเลียนแบบได้
| คุณสมบัติ/บทบาท | ภัณฑารักษ์มนุษย์ | ภัณฑารักษ์ AI (สถานะปัจจุบัน) |
|---|---|---|
| ความเข้าใจในบริบท | เข้าใจลึกซึ้งในมิติประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม | วิเคราะห์ข้อมูลและรูปแบบจากชุดข้อมูล แต่ขาดความเข้าใจเชิงลึก |
| การตัดสินใจเชิงจริยธรรม | สามารถตัดสินใจโดยอิงจากหลักจริยธรรมและค่านิยมของสังคม | ทำงานตามอัลกอริทึม ไม่สามารถตัดสินใจเชิงจริยธรรมได้ |
| การวิเคราะห์ข้อมูล | ใช้ประสบการณ์และสัญชาตญาณร่วมกับการวิเคราะห์ | สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ |
| การสร้างเครือข่ายและการเจรจา | มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และเจรจาต่อรอง | ไม่มีความสามารถด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล |
| การผลักดันวาระทางสังคม | สามารถคัดเลือกและนำเสนอผลงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคม | ไม่สามารถเข้าใจหรือมีเจตจำนงในการผลักดันวาระทางสังคมได้ |
ข้อถกเถียงด้านจริยธรรม ลิขสิทธิ์ และตลาดแรงงาน
การเติบโตของ AI Art ได้จุดประเด็นถกเถียงที่รุนแรงในหมู่ศิลปินไทย ประเด็นสำคัญคือการที่โมเดล AI ถูกฝึกฝนโดยใช้ผลงานศิลปะจำนวนมหาศาลจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่มักทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของผลงาน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่แรงงานสร้างสรรค์ในสายงานพาณิชย์ เนื่องจากสามารถผลิตผลงานในระดับที่ “ดีพอใช้” ได้ในเวลาอันสั้นและต้นทุนต่ำ ข้อเสนอเชิงประนีประนอมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการสร้างกลไกที่ศิลปินจะได้รับค่าตอบแทนเมื่อผลงานของพวกเขาถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการฝึกฝน AI เพื่อให้ “สูตรลับ” หรือสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปินมีมูลค่าและได้รับการคุ้มครอง
การแยกแยะระหว่างข่าวลือและความเป็นจริงในวงการ
ความเข้าใจผิดและข่าวลือก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในวงการศิลปะไทย มีกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ว่าภาพวาดจาก AI ชนะการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติของไทย แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ายังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง กรณีนี้มีต้นตอมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานประกวดศิลปะที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งภาพจาก AI ได้รับรางวัลชนะเลิศจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าพาดหัวข่าวที่เร้าความสนใจมักจะมาจากกระแสข่าวระดับโลก งานทดลองในกลุ่มเล็กๆ หรือเวทีวิชาการ มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสถาบันศิลปะไทยอย่างฉับพลัน
อนาคตของ AI ในวงการศิลปะ: จากผู้ช่วยสู่ผู้ร่วมสร้างสรรค์
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่าอนาคตของ AI ในวงการภัณฑารักษ์อาจไม่ได้มาในรูปแบบของการ “แทนที่” แต่น่าจะเป็นการ “ทำงานร่วมกัน” (Collaboration) มากกว่า AI มีศักยภาพสูงในการจัดการกับงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดศิลปะ การจัดการฐานข้อมูลของสะสม หรือการแนะนำผลงานเบื้องต้นให้กับผู้ชม ในขณะที่ภัณฑารักษ์มนุษย์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างเรื่องราว (Narrative) การตีความเชิงลึก การสร้างปฏิสัมพันธ์กับชุมชน และการตัดสินใจในประเด็นที่ละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและจริยธรรม
AI อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังสำหรับภัณฑารักษ์ ช่วยลดภาระงานด้านข้อมูลและเปิดโอกาสให้ภัณฑารักษ์สามารถทุ่มเทเวลาให้กับส่วนที่เป็นความคิดสร้างสรรค์และการสร้างความหมายให้กับนิทรรศการได้มากขึ้น
บทสรุป: AI ภัณฑารักษ์ จุดเปลี่ยนหรือเพียงกระแสสะท้อนยุคสมัย
สรุปแล้ว พาดหัวข่าว AI เป็นภัณฑารักษ์ เขย่าวงการศิลปะไทย จัดนิทรรศการแรก แม้จะยังไม่เกิดขึ้นจริงในสถาบันศิลปะกระแสหลัก แต่ก็ทำหน้าที่เป็นตัวจุดประกายบทสนทนาที่สำคัญเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยีในโลกศิลปะได้อย่างดีเยี่ยม สถานะของ AI ในปัจจุบันยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับศิลปิน และเป็นกลไกเบื้องหลังแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยคัดสรรและแนะนำผลงานศิลปะ ขณะที่บทบาทของภัณฑารักษ์มนุษย์ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และจริยธรรม ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการสร้างสมดุลและความร่วมมือระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ทางศิลปะในรูปแบบใหม่ๆ ต่อไป
สร้างสรรค์อัตลักษณ์ผ่านผลงานที่โดดเด่น
เช่นเดียวกับที่เทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการศิลปะ นวัตกรรมก็ได้ปฏิวัติวิธีการที่เราแสดงออกถึงตัวตนและอัตลักษณ์ผ่านเครื่องแต่งกาย สำหรับองค์กร แบรนด์ หรือทีมกีฬา ที่ต้องการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ผ่านเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อกีฬา หรือเสื้อยูนิฟอร์ม KDC SPORT พร้อมให้บริการผลิตและจำหน่ายอย่างครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของคุณได้อย่างโดดเด่น สำรวจความเป็นไปได้และเปลี่ยนจินตนาการของคุณให้เป็นจริงโดย ติดต่อเรา
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


