Shopping cart

เช็กด่วน! ภาษีที่ดิน 2568 ต้องจ่ายเท่าไหร่ ใครได้ลดหย่อน?

สารบัญ

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหน้าที่ประจำปีสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคน การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์และอัตราภาษีที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2568 จะช่วยให้สามารถวางแผนทางการเงินและปฏิบัติตามข้อกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

ภาพรวมภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ประเด็นสำคัญที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรทราบเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2568 มีดังนี้:

  • อัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทการใช้ประโยชน์: ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะถูกจำแนกตามลักษณะการใช้งาน ได้แก่ เกษตรกรรม, ที่อยู่อาศัย, อื่นๆ (พาณิชยกรรม/อุตสาหกรรม), และที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งแต่ละประเภทมีเพดานและอัตราการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกัน
  • มูลค่าประเมินเป็นฐานในการคำนวณ: ภาษีจะคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาซื้อขายในตลาด
  • สิทธิลดหย่อนและยกเว้นสำหรับบ้านหลังหลัก: กฎหมายให้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับเจ้าของบ้านและที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก ตามเงื่อนไขและมูลค่าที่กำหนด
  • หน้าที่ในการชำระภาษี: เจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ณ วันที่ 1 มกราคมของทุกปี มีหน้าที่ต้องชำระภาษีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  • การตรวจสอบข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ: ผู้เสียภาษีควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ด.ส. 6) ที่ได้รับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หากมีข้อผิดพลาดสามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขได้

เจาะลึก: ภาษีที่ดิน 2568 ต้องจ่ายเท่าไหร่ ใครได้ลดหย่อน?

การเตรียมความพร้อมสำหรับภาระผูกพันทางภาษีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม การทราบข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับ เช็กด่วน! ภาษีที่ดิน 2568 ต้องจ่ายเท่าไหร่ ใครได้ลดหย่อน? จะช่วยให้การบริหารจัดการการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Land and Building Tax) เป็นภาษีที่จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล) เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งผู้เสียภาษีทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในพื้นที่ของตนเอง

ความสำคัญของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ภาษีประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไรโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และสร้างความเป็นธรรมในการกระจายภาระภาษี โดยผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินมูลค่าสูงหรือใช้ในเชิงพาณิชย์จะมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัยพื้นฐาน ดังนั้น การเข้าใจถึงหลักการและโครงสร้างของภาษีจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของทรัพย์สินทุกคนในการวางแผนระยะยาว

ใครคือผู้มีหน้าที่เสียภาษี?

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือ เจ้าของกรรมสิทธิ์ ในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยจะพิจารณาจากผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้นๆ ในกรณีที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีเจ้าของต่างกัน กฎหมายกำหนดให้เจ้าของสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับตัวอาคาร ขณะที่เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในส่วนของที่ดิน

โครงสร้างอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2568

อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกกำหนดโดยพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหรือมีมาตรการลดหย่อนเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นรายปี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างหลักในการจัดเก็บจะอิงตามประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินเป็นสำคัญ

การจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์

ทรัพย์สินจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีเพดานอัตราภาษีสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน ดังนี้:

  1. เกษตรกรรม: สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ทำการเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน หรือเลี้ยงสัตว์
  2. ที่อยู่อาศัย: สำหรับบ้าน คอนโดมิเนียม และสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเองหรือให้เช่าเพื่อการอยู่อาศัย
  3. อื่นๆ (นอกเหนือจากเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย): ครอบคลุมการใช้งานในเชิงพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายสองประเภทแรก
  4. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ: ที่ดินที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ

อัตราภาษีสำหรับที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

ที่ดินเกษตรกรรมมักมีอัตราภาษีที่ต่ำที่สุด เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรของประเทศ โดยทั่วไปแล้ว บุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินเกษตรกรรมจะได้รับการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีในระดับหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าหากมูลค่าที่ดินไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็อาจไม่ต้องเสียภาษีเลย สำหรับส่วนที่เกินเกณฑ์จะถูกนำไปคำนวณภาษีในอัตราก้าวหน้า

อัตราภาษีสำหรับที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

สำหรับที่อยู่อาศัย อัตราภาษีจะแตกต่างกันระหว่าง “บ้านหลังหลัก” และ “บ้านหลังอื่น” โดยบ้านหลังหลักจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่า ซึ่งรวมถึงการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีจำนวนมาก ทำให้เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ที่มีบ้านเพียงหลังเดียวและมูลค่าไม่สูงมากอาจไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่บ้านหลังที่สองเป็นต้นไปจะต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดสำหรับที่อยู่อาศัยโดยไม่มีการยกเว้นมูลค่าฐานภาษี

อัตราภาษีสำหรับที่ดินประเภทอื่นๆ (พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม)

ทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม ร้านค้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้ อัตราภาษีสำหรับประเภทนี้จะคำนวณแบบขั้นบันไดตามมูลค่าประเมิน

อัตราภาษีสำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่า

เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน กฎหมายได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่าไว้สูงกว่าประเภทอื่น และที่สำคัญคืออัตราภาษีจะ เพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี ที่ยังคงปล่อยให้ที่ดินรกร้าง แต่สูงสุดไม่เกิน 3% ของฐานภาษี นี่จึงเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาพัฒนาหรือใช้ประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่สูงขึ้นในอนาคต

ตารางสรุปอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2568 (ตามมูลค่าประเมิน)

เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้างภาษีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้สรุปอัตราภาษีเบื้องต้นตามประเภทการใช้ประโยชน์และมูลค่าประเมินทุนทรัพย์ (อัตราเหล่านี้เป็นไปตามโครงสร้างของกฎหมายและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของรัฐบาล)

ตารางสรุปโครงสร้างอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเบื้องต้นสำหรับปี 2568 หมายเหตุ: อัตราที่แท้จริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของทางราชการ
ประเภทการใช้ประโยชน์ มูลค่าประเมินทุนทรัพย์ อัตราภาษี (เพดานตามกฎหมาย)
เกษตรกรรม ตั้งแต่ 0 บาทขึ้นไป 0.01% – 0.1% (มีข้อยกเว้นสำหรับบุคคลธรรมดา)
ที่อยู่อาศัย (บ้านหลังหลัก) 0 – 50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้น (กรณีเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)
ที่อยู่อาศัย (บ้านหลังอื่น) ตั้งแต่ 0 บาทขึ้นไป 0.02% – 0.1%
อื่นๆ (พาณิชยกรรม) ตั้งแต่ 0 บาทขึ้นไป 0.3% – 0.7%
ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตั้งแต่ 0 บาทขึ้นไป 0.3% – 0.7% (และเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี)

วิธีคำนวณภาษีที่ดิน 2568 ฉบับเข้าใจง่าย

วิธีคำนวณภาษีที่ดิน 2568 ฉบับเข้าใจง่าย

การคำนวณภาษีที่ดินอาจดูซับซ้อน แต่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายผ่านสูตรพื้นฐานและองค์ประกอบหลัก

สูตรคำนวณภาษีพื้นฐาน

สูตรที่ใช้ในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือ:

ภาษีที่ต้องจ่าย = (มูลค่าประเมินทุนทรัพย์ – มูลค่าที่ได้รับการยกเว้น) × อัตราภาษี

โดยมูลค่าที่ได้รับการยกเว้นจะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไข เช่น การเป็นเจ้าของบ้านหลังหลัก หรือการเป็นบุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินเกษตรกรรม

การประเมินมูลค่าทุนทรัพย์

มูลค่าประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมาจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ซึ่งจะมีการประกาศใช้รอบบัญชีละ 4 ปี ราคาประเมินนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ:

  1. ราคาประเมินที่ดิน: กำหนดเป็นราคาต่อตารางวา โดยอิงจากทำเลที่ตั้งและการเข้าถึงสาธารณูปโภค
  2. ราคาประเมินสิ่งปลูกสร้าง: คำนวณจากประเภทของอาคาร โครงสร้าง วัสดุ และอายุการใช้งาน โดยจะมีการหักค่าเสื่อมราคาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ตัวอย่างการคำนวณภาษีสำหรับบ้านพักอาศัย

สมมติ: เจ้าของบ้านมีบ้านพร้อมที่ดินเป็นบ้านหลังที่สอง (ไม่ใช่หลังหลัก) โดยมีราคาประเมินที่ดิน 2 ล้านบาท และราคาประเมินบ้าน (หลังหักค่าเสื่อม) 1.5 ล้านบาท

  • มูลค่าประเมินรวม: 2,000,000 + 1,500,000 = 3,500,000 บาท
  • มูลค่าที่ได้รับการยกเว้น: 0 บาท (เนื่องจากเป็นบ้านหลังที่สอง)
  • อัตราภาษีสำหรับที่อยู่อาศัย (สมมติว่าอยู่ในขั้น 0.02%): 0.02%
  • คำนวณภาษี: (3,500,000 – 0) x 0.02% = 700 บาท

ดังนั้น เจ้าของบ้านหลังนี้จะต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 700 บาทสำหรับปีภาษีนั้น

สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การลดหย่อนและยกเว้นที่ต้องรู้

หนึ่งในหัวใจสำคัญของกฎหมายภาษีที่ดินคือการให้สิทธิประโยชน์เพื่อลดภาระแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ทรัพย์สินเพื่อการดำรงชีพพื้นฐาน การทราบเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี 2568 จะช่วยให้รักษาสิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่

ข้อยกเว้นสำหรับบ้านหลังหลัก

สิทธิประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีสำหรับ “บ้านหลังหลัก” ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้:

  • กรณีเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: จะได้รับการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • กรณีเป็นเจ้าของเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง (ปลูกบ้านบนที่ดินเช่า): จะได้รับการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 10 ล้านบาท
  • กรณีเป็นเจ้าของห้องชุด (คอนโดมิเนียม): จะได้รับการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 10 ล้านบาท

เงื่อนไขสำคัญ: เจ้าของทรัพย์สินต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของทรัพย์สินนั้นๆ ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษี และสามารถใช้สิทธิบ้านหลังหลักได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

การบรรเทาภาระภาษีและมาตรการลดหย่อนอื่นๆ

นอกจากการยกเว้นสำหรับบ้านหลังหลักแล้ว ยังอาจมีการลดหย่อนภาษีในกรณีอื่นๆ เช่น:

  • การลดภาษี 90%: สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เช่น โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาลเอกชน หรือที่ดินที่ใช้เป็นสวนสาธารณะ
  • การบรรเทาภาระภาษี: ในกรณีที่ค่าภาษีปีปัจจุบันสูงกว่าค่าภาษีของปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ อาจมีมาตรการบรรเทาโดยให้ชำระภาษีเพิ่มขึ้นในอัตราที่กำหนด
  • มาตรการพิเศษจากรัฐบาล: ในบางปี รัฐบาลอาจออกมาตรการลดหย่อนภาษีเป็นการทั่วไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือประชาชน ซึ่งต้องติดตามประกาศเป็นรายปี

ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษีโดยสมบูรณ์

มีทรัพย์สินบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ไม่ต้องเสียภาษีโดยสิ้นเชิง เช่น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, ทรัพย์สินของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่ใช้ในกิจการสาธารณะ, ทรัพย์สินของสถานทูต, ทรัพย์สินขององค์การสหประชาชาติ, และทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ใช้เพื่อการศาสนาหรือสุสานสาธารณะ

ขั้นตอนการชำระภาษีและกำหนดเวลาสำคัญ

กระบวนการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ชัดเจน การปฏิบัติตามอย่างถูกต้องจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาและค่าปรับที่ไม่จำเป็น

การรับหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ด.ส. 6)

ในช่วงต้นปี (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ จะส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่เรียกว่า ภาษีที่ดิน ภ.ด.ส. 6 ไปยังเจ้าของทรัพย์สินตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้ เอกสารนี้จะระบุรายละเอียดของทรัพย์สิน, ราคาประเมิน, อัตราภาษี, และยอดภาษีที่ต้องชำระ ผู้เสียภาษีควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หากพบว่าไม่ถูกต้อง สามารถยื่นคัดค้านต่อ อปท. ได้ภายในเวลาที่กำหนด

ช่องทางการชำระภาษีที่ดิน

โดยทั่วไปแล้ว กำหนดเวลาชำระภาษีคือภายในวันที่ 30 เมษายนของทุกปี (อาจมีการขยายเวลาตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย) สามารถชำระได้หลายช่องทาง:

  • สำนักงานของ อปท.: สามารถไปชำระโดยตรง ณ ที่ทำการเทศบาลหรือ อบต. ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่
  • ธนาคารและเคาน์เตอร์เซอร์วิส: ชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารที่เป็นพันธมิตรหรือร้านสะดวกซื้อที่มีบริการรับชำระบิล
  • ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์: การยื่นภาษีออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยสามารถชำระผ่าน Mobile Banking Application ของธนาคารต่างๆ หรือผ่านระบบ E-Payment ของ อปท. (หากมีให้บริการ)

ผลกระทบจากการชำระภาษีล่าช้า

หากไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา จะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เบี้ยปรับ: คิดเป็นร้อยละของจำนวนภาษีที่ค้างชำระ โดยมีอัตราสูงสุดถึง 40% ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ล่าช้า
  • เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ค้างชำระ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน
  • การอายัดทรัพย์สิน: ในกรณีที่ค้างชำระเป็นเวลานาน อปท. มีอำนาจในการยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระภาษีค้างได้

บทสรุปและแนวทางการเตรียมตัวสำหรับภาษีที่ดิน 2568

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2568 เป็นหน้าที่สำคัญที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องให้ความใส่ใจ การทำความเข้าใจประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน, วิธีการคำนวณ, และสิทธิลดหย่อนต่างๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนและจัดการภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พร้อม เช่น โฉนดที่ดิน ทะเบียนบ้าน และตรวจสอบข้อมูลการประเมินจาก อปท. ล่วงหน้า จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหน้าที่พลเมืองในการชำระภาษีไม่เพียงแต่จะช่วยหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางการเงิน แต่ยังเป็นการสร้างรายได้ที่สำคัญให้แก่ท้องถิ่นเพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้ดีขึ้นต่อไป

สั่งเสื้อ

มีนาคม 2026
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการผลิต
  • ออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • เนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย
  • ส่งมอบงานตรงเวลา

KDC SPORT

ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อกีฬาครบวงจร

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อกีฬา
สำหรับองค์กร ทีมกีฬา และแบรนด์เสื้อ

KDC SPORT

ออกแบบและผลิต

เสื้อกีฬาระดับมืออาชีพ