กฎหมาย ‘Deepfake’ ใหม่! โพสต์คลิปปลอมเจอคุกจริง?
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด “Deepfake” หรือคลิปวิดีโอและภาพปลอมที่สร้างขึ้นอย่างแนบเนียนได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลในสังคมวงกว้าง เทคโนโลยีนี้สามารถสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนความจริงได้อย่างสมจริงจนน่าตกใจ ตั้งแต่การสร้างข่าวปลอมเพื่อทำลายชื่อเสียง ไปจนถึงการผลิตสื่อลามกอนาจารโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม สิ่งนี้นำมาซึ่งคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทย
- ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ระบุถึง “Deepfake” โดยตรง แต่มีการปรับใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 เพื่อรับมือกับกรณีที่เกิดขึ้น
- การสร้างและเผยแพร่คลิป Deepfake ที่มีเจตนาทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือได้รับความอับอาย อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 16 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- นอกเหนือจาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ การกระทำดังกล่าวยังอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หากมีการนำข้อมูลส่วนตัว เช่น ใบหน้าหรือเสียง ไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม
- การดำเนินคดียังคงมีความท้าทายสูง เนื่องจากต้องพิสูจน์ “เจตนา” ของผู้กระทำผิดและ “ความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลา
- เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะที่บังคับให้แพลตฟอร์มลบเนื้อหา Deepfake ที่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว มาตรการของไทยยังถือว่ามีขอบเขตที่จำกัดและขาดความเฉพาะเจาะจง
ภาพรวมของสถานการณ์ Deepfake ในปัจจุบัน
เทคโนโลยี Deepfake ได้กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลกระทบต่อสังคมทั่วโลก ในด้านหนึ่ง มันถูกนำไปใช้ในทางสร้างสรรค์ เช่น ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อสร้างตัวละครดิจิทัล หรือในทางการศึกษาเพื่อจำลองบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีนี้กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง การแพร่กระจายของข่าวปลอม (Fake News) ที่ใช้คลิป Deepfake ของนักการเมืองหรือผู้มีชื่อเสียง สามารถสร้างความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมได้ในวงกว้าง นอกจากนี้ การสร้างสื่อลามกอนาจารโดยใช้ใบหน้าของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม (Non-consensual Pornography) ได้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการคุกคามทางเพศในโลกดิจิทัลที่สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้เสียหายอย่างมหาศาล ความสมจริงของเทคโนโลยีนี้ทำให้บุคคลทั่วไปแยกแยะระหว่างคลิปจริงและคลิปปลอมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลในโลกออนไลน์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์
กฎหมาย ‘Deepfake’ ใหม่! โพสต์คลิปปลอมเจอคุกจริง? ข้อเท็จจริงทางกฎหมายในไทย
สำหรับคำถามที่ว่า กฎหมาย ‘Deepfake’ ใหม่! โพสต์คลิปปลอมเจอคุกจริง? คำตอบในบริบทของประเทศไทยนั้นซับซ้อนกว่าการมีกฎหมายฉบับเดียวที่ครอบคลุมทุกมิติ ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมาย Deepfake” ขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้อาศัยบทบัญญัติจากกฎหมายหลายฉบับที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่สร้างและเผยแพร่เนื้อหา Deepfake ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยกฎหมายที่เป็นเครื่องมือหลักในการจัดการปัญหานี้คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
การทำความเข้าใจกรอบกฎหมายที่มีอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อที่จะได้ทราบถึงสิทธิของตนเองและขอบเขตของการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดทางกฎหมายในยุคดิจิทัล
กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือ Deepfake

นอกเหนือจาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ แล้ว ยังมีกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อเอาผิดผู้สร้างและเผยแพร่ Deepfake ที่สร้างความเสียหายได้เช่นกัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รอบด้านมากขึ้น
ประมวลกฎหมายอาญา: ความผิดฐานหมิ่นประมาท
การเผยแพร่คลิป Deepfake ที่มีเนื้อหาเป็นเท็จและส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง สามารถเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหากเป็นการเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ เช่น อินเทอร์เน็ต ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าการหมิ่นประมาททั่วไป กฎหมายนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้เสียหายสามารถใช้ฟ้องร้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกรณีของ Deepfake เนื่องจาก “ใบหน้า” และ “เสียง” ถือเป็นข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) ซึ่งจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) การนำใบหน้าหรือเสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปใช้สร้าง Deepfake โดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้ง ถือเป็นการละเมิดสิทธิตาม PDPA อย่างร้ายแรง ผู้เสียหายสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจนำไปสู่โทษปรับทางปกครองจำนวนมหาศาล
กรณีพิเศษ: การคุ้มครองผู้เยาว์
หากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ Deepfake เป็นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ ที่มีบทลงโทษรุนแรงขึ้น เช่น ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง หรือความผิดเกี่ยวกับเพศ หากเนื้อหามีลักษณะลามกอนาจาร นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หากมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้เยาว์เป็นพิเศษ
ความท้าทายและช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย
แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในคดี Deepfake ยังคงเผชิญกับความท้าทายและช่องว่างทางกฎหมายอยู่หลายประการ ซึ่งทำให้ผู้เสียหายบางรายอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่
ปัญหาการตีความ: ‘สื่อลามกจริง’ หรือ ‘สื่อลามกปลอม’
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการตีความทางกฎหมายเกี่ยวกับ Deepfake ที่มีเนื้อหาลามกอนาจาร ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจตีความว่าวิดีโอหรือภาพที่สร้างจาก AI ไม่ใช่ “สื่อลามกจริง” เนื่องจากบุคคลในคลิปไม่ได้กระทำการดังกล่าวจริง ๆ ทำให้การเอาผิดในข้อหาผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเป็นไปได้ยาก ช่องว่างนี้ทำให้ผู้กระทำผิดอาจหลุดรอดจากข้อหาที่รุนแรง และเหลือเพียงข้อหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งอาจไม่สะท้อนความร้ายแรงของผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย
ภาระการพิสูจน์เจตนาและความเสียหาย
ดังที่กล่าวไปข้างต้น การดำเนินคดีตามมาตรา 16 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ นั้น ผู้เสียหายและพนักงานอัยการมีภาระในการพิสูจน์ว่าผู้สร้างหรือเผยแพร่คลิปมี “เจตนา” ที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้กระทำผิดอ้างว่าทำไปเพื่อความบันเทิง นอกจากนี้ การพิสูจน์ “ความเสียหาย” ที่เป็นรูปธรรมก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค หากคลิปยังไม่ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ศาลอาจมองว่าความเสียหายยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดี
มุมมองเปรียบเทียบ: มาตรการทางกฎหมายของไทยและต่างประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการในต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าแนวทางของประเทศไทยยังเป็นการปรับใช้กฎหมายเดิมซึ่งอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ในขณะที่หลายประเทศเริ่มมีการออกกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจาก Deepfake โดยตรง
| ลักษณะ | ประเทศไทย | สหรัฐอเมริกา (ตัวอย่าง) |
|---|---|---|
| กฎหมายเฉพาะทาง | ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับ Deepfake โดยตรง | มีกฎหมายเฉพาะในบางรัฐ และกฎหมายระดับสหพันธรัฐ เช่น Take It Down Act |
| การจัดการเนื้อหา | อาศัยการร้องขอให้แพลตฟอร์มลบตามเงื่อนไขการใช้งานหรือคำสั่งศาล | กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต้องลบเนื้อหา Deepfake ที่ผิดกฎหมาย (เช่น สื่อลามก) ภายใน 48 ชั่วโมง |
| ภาระการพิสูจน์ | ภาระตกอยู่กับผู้เสียหายและอัยการในการพิสูจน์เจตนาและความเสียหาย | เน้นที่การพิสูจน์ว่าเนื้อหาเป็นสื่อสังเคราะห์และไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลในภาพ |
| บทลงโทษหลัก | จำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท (ตาม พ.ร.บ. คอมฯ) | มีทั้งโทษอาญาสำหรับผู้สร้าง/เผยแพร่ และให้สิทธิผู้เสียหายในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง |
จากตารางจะเห็นได้ว่าแนวทางของสหรัฐอเมริกามีความก้าวหน้าและเฉพาะเจาะจงกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น การบังคับให้แพลตฟอร์มดำเนินการลบเนื้อหาโดยทันที ซึ่งช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เสียหายได้อย่างทันท่วงที
บทสรุปและแนวทางการป้องกันตัวในยุค AI
โดยสรุปแล้ว การโพสต์คลิปปลอมหรือ Deepfake ในประเทศไทยนั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีและรับโทษจำคุกจริง หากการกระทำนั้นเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16 อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมยังคงมีความท้าทายและมีช่องว่างที่ต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีและสามารถคุ้มครองผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต การป้องกันตัวเองและสร้างความตระหนักรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในยุคดิจิทัล ได้แก่:
- คิดก่อนแชร์: ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้งก่อนกดแชร์หรือส่งต่อ หากไม่แน่ใจควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ เพื่อป้องกันการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว
- สังเกตความผิดปกติ: เรียนรู้ที่จะสังเกตความผิดปกติในวิดีโอ เช่น การกะพริบตาที่ไม่เป็นธรรมชาติ แสงและเงาที่ไม่สอดคล้องกัน หรือความเบลอของภาพบริเวณขอบใบหน้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของวิดีโอ Deepfake
- จำกัดการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว: ระมัดระวังการโพสต์ภาพถ่ายหรือวิดีโอของตนเองในที่สาธารณะมากเกินไป เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ฝึก AI เพื่อสร้าง Deepfake ได้
- รายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม: หากพบเห็นเนื้อหาที่น่าสงสัยว่าเป็น Deepfake หรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย ควรใช้เครื่องมือรายงาน (Report) ของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ทันที เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่กระจาย
- รู้สิทธิและช่องทางกฎหมาย: หากตกเป็นผู้เสียหาย ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น URL ของโพสต์ ภาพหน้าจอ และข้อมูลของผู้เผยแพร่ แล้วปรึกษาทนายความเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
การตระหนักรู้และใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อออนไลน์คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยี Deepfake และภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

