โฆษณาใช้หน้าคุณ! Deepfake การตลาดที่ต้องรู้ทัน
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็ว และวงการโฆษณาก็ไม่มีข้อยกเว้น นวัตกรรมล่าสุดที่สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายคือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ โฆษณาใช้หน้าคุณ! Deepfake การตลาดที่ต้องรู้ทัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำเทคโนโลยีการสร้างภาพสังเคราะห์เสมือนจริงมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่น่าสนใจและปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ การทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักการตลาดและผู้บริโภคในยุคดิจิทัล
ภาพรวมของเทคโนโลยี Deepfake ในการตลาด
- เทคโนโลยี Deepfake ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้าง “โคลนดิจิทัล” ของบุคคลจริงเพื่อใช้ในสื่อโฆษณาโดยไม่จำเป็นต้องถ่ายทำซ้ำ
- ประโยชน์หลักที่เห็นได้ชัดคือการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์ และการปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละท้องถิ่น (Localization) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
- ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือประเด็นด้านจริยธรรม ความน่าเชื่อถือ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้กฎหมาย เช่น PDPA ในประเทศไทย
- นักการตลาดจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันกับการรักษาความรับผิดชอบต่อสังคมและความไว้วางใจของผู้บริโภค
- อนาคตของ Deepfake ในการตลาดมุ่งไปสู่โฆษณาส่วนบุคคล (Personalized Ads) ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการนำภาพของผู้บริโภคมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาโดยได้รับความยินยอม
การมาถึงของเทคโนโลยี Deepfake ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในโลกของการตลาดและการโฆษณา จากเดิมที่การผลิตสื่อโฆษณาต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง ปัจจุบัน AI สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่สมจริงได้อย่างน่าทึ่ง ปรากฏการณ์ โฆษณาใช้หน้าคุณ! Deepfake การตลาดที่ต้องรู้ทัน จึงกลายเป็นหัวข้อที่นักการตลาดทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างการมีส่วนร่วมและสื่อสารกับผู้บริโภคในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม พลังของเทคโนโลยีนี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของความน่าเชื่อถือ ความเป็นส่วนตัว และกรอบทางจริยธรรมที่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน
บทความนี้จะเจาะลึกถึงทุกแง่มุมของ Deepfake ในการตลาด ตั้งแต่หลักการทำงานพื้นฐาน ประโยชน์ที่แบรนด์จะได้รับ ไปจนถึงความท้าทายทางจริยธรรมและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ของประเทศไทย เพื่อให้นักการตลาด ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ได้อย่างเท่าทัน
Deepfake คืออะไรในบริบทของการโฆษณา

Deepfake เป็นคำที่มาจากการผสมผสานระหว่าง “Deep Learning” (การเรียนรู้เชิงลึก) และ “Fake” (ของปลอม) ซึ่งหมายถึงเทคนิคการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างหรือดัดแปลงสื่อวิดีโอและเสียงให้มีความสมจริงสูง โดยสามารถสับเปลี่ยนใบหน้าของบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง หรือสร้างคำพูดและการแสดงออกทางสีหน้าที่บุคคลนั้นไม่เคยทำจริงขึ้นมาได้
นิยามและหลักการทำงาน
ในบริบทของการโฆษณา Deepfake ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างวิดีโอเพื่อความบันเทิงหรือข่าวปลอม แต่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดเชิงสร้างสรรค์ โดยมีหลักการทำงานคือการป้อนข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจเป็นภาพถ่ายหรือวิดีโอของบุคคลเป้าหมาย เข้าไปในแบบจำลอง AI เพื่อให้ระบบเรียนรู้ลักษณะทางกายภาพ การเคลื่อนไหว และการแสดงอารมณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของบุคคลนั้นๆ เมื่อ AI เรียนรู้จนเชี่ยวชาญแล้ว มันจะสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวใหม่ที่คงเอกลักษณ์เดิมไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการพูดบทโฆษณาใหม่ การแสดงในสถานการณ์ที่แตกต่าง หรือแม้กระทั่งการพูดภาษาอื่น
เทคโนโลยี Deepfake ในการตลาดคือการใช้ AI สร้างสื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) ที่มีความสมจริงสูง เพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารแบรนด์ การสร้างแคมเปญ หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ
กระบวนการสร้าง “โคลนดิจิทัล” เพื่อการโฆษณา
การสร้างเนื้อหาโฆษณาด้วย Deepfake มีกระบวนการที่ซับซ้อนแต่ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยทั่วไปจะเริ่มต้นจากการได้รับความยินยอมจากบุคคลที่เป็นต้นแบบ ซึ่งอาจเป็นนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการดังนี้:
- การเก็บข้อมูล (Data Acquisition): บุคคลต้นแบบจะถูกถ่ายทำในสตูดิโอด้วยกล้องความละเอียดสูง เพื่อบันทึกภาพใบหน้าจากทุกมุม การแสดงสีหน้าต่างๆ และการพูดบทสนทนาที่ครอบคลุมการออกเสียงที่หลากหลาย ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการฝึก AI
- การฝึกแบบจำลอง AI (AI Model Training): ข้อมูลภาพและเสียงที่ได้จะถูกนำไปฝึกฝนแบบจำลอง Deep Learning ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและปริมาณข้อมูล AI จะเรียนรู้ที่จะสร้าง “โคลนดิจิทัล” หรือ “Digital Twin” ของบุคคลนั้นขึ้นมา
- การสร้างเนื้อหาใหม่ (Content Generation): เมื่อแบบจำลองพร้อมใช้งาน นักการตลาดสามารถป้อนสคริปต์หรือคำสั่งใหม่ๆ เข้าไปได้ เช่น ให้โคลนดิจิทัลพูดโปรโมชันใหม่ล่าสุด หรือแสดงความรู้สึกตื่นเต้นกับผลิตภัณฑ์ ระบบ AI จะสร้างวิดีโอและเสียงที่สอดคล้องกับคำสั่งนั้นๆ โดยที่บุคคลต้นแบบไม่จำเป็นต้องกลับมาถ่ายทำอีก
- การตรวจสอบและปรับแก้ (Review and Refinement): ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกตรวจสอบความเรียบเนียนและความสมจริงโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะนำไปตัดต่อรวมกับส่วนอื่นๆ ของโฆษณาและเผยแพร่ต่อไป
กระบวนการนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างสรรค์สื่อโฆษณาได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยใช้ทรัพยากรบุคคลและเวลาที่น้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับวิธีการถ่ายทำแบบดั้งเดิม
ประโยชน์ของ Deepfake ต่อกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่
การนำเทคโนโลยี Deepfake มาปรับใช้ในกลยุทธ์การตลาดให้ประโยชน์หลายประการที่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและปฏิวัติวิธีการสื่อสารกับผู้บริโภค
การสร้างแคมเปญที่ยืดหยุ่นและประหยัดต้นทุน
ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดคือการลดต้นทุนและเวลาในการผลิต หลังจากสร้างโคลนดิจิทัลของนักแสดงหรือแบรนด์แอมบาสเดอร์สำเร็จแล้ว การสร้างโฆษณาชิ้นใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องมีการนัดหมายถ่ายทำ จัดหาสถานที่ หรือทีมงานขนาดใหญ่อีกต่อไป แบรนด์สามารถสร้างโฆษณาได้หลายเวอร์ชันเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ (A/B Testing) หรือปรับเปลี่ยนข้อความโปรโมชันได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้อย่างมหาศาลในระยะยาว
แบรนด์แอมบาสเดอร์เสมือนจริง 24 ชั่วโมง
Deepfake ทำให้แนวคิดของ “แบรนด์แอมบาสเดอร์เสมือนจริง” เป็นรูปธรรมมากขึ้น โคลนดิจิทัลของบุคคลที่มีชื่อเสียงสามารถปรากฏตัวในสื่อต่างๆ ได้ตลอดเวลา สามารถโต้ตอบกับลูกค้าผ่านแชทบอทอัจฉริยะ หรือแม้กระทั่งสร้างวิดีโอทักทายลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลได้ สิ่งนี้ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยที่ตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์เองไม่ต้องใช้เวลาในการถ่ายทำเพิ่มเติม
การปรับเนื้อหาให้เข้ากับท้องถิ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
หนึ่งในความสามารถที่ทรงพลังที่สุดของ Deepfake คือการทำ Hyper-Localization แบรนด์ระดับโลกสามารถใช้โคลนดิจิทัลของนักแสดงคนเดียว แต่สร้างโฆษณาที่พูดได้หลายภาษาด้วยสำเนียงและน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติของนักแสดงคนนั้นๆ โดยใช้เทคโนโลยีการโคลนเสียง (Voice Cloning) ควบคู่กันไป ซึ่งช่วยให้สารของแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความรู้สึกเป็นต้นฉบับไว้ได้ดีกว่าการใช้เสียงพากย์ทับแบบเดิมๆ
เพิ่มประสิทธิภาพในการนำเนื้อหามาใช้ใหม่
นักการตลาดสามารถนำเนื้อหาเดิมมาปรับปรุงและใช้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเช่น วิดีโอสอนการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ถ่ายทำไว้เมื่อปีก่อน สามารถอัปเดตข้อมูลใหม่ได้โดยให้โคลนดิจิทัลของผู้สอนพูดประโยคเพิ่มเติมเข้าไปโดยไม่ต้องถ่ายทำใหม่ทั้งหมด หรือนำฟุตเทจเดิมมาสร้างเป็นคลิปสั้นสำหรับโซเชียลมีเดียในแพลตฟอร์มต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการยืดอายุและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับคอนเทนต์ที่มีอยู่
ความท้าทายและข้อพิจารณาด้านจริยธรรม
แม้ว่า Deepfake จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่นักการตลาดต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อแบรนด์และผู้บริโภค
ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของผู้บริโภค
ปัญหาสำคัญที่สุดคือเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับสิ่งที่สร้างขึ้นนั้นบางลง ผู้บริโภคอาจเริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นในโฆษณาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากแบรนด์ใช้เทคโนโลยีนี้โดยไม่มีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส อาจนำไปสู่การสูญเสียความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ ความจริงใจและความถูกต้อง (Authenticity) ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจสนับสนุนแบรนด์ การใช้ Deepfake อย่างไม่ระมัดระวังอาจถูกมองว่าเป็นการหลอกลวงและทำลายความสัมพันธ์กับลูกค้าได้
ความเป็นส่วนตัวและกฎหมาย PDPA ประเทศไทย
การใช้ใบหน้าและเสียงของบุคคลในการสร้างโคลนดิจิทัลนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของประเทศไทย การนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จำเป็นต้องได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) จากเจ้าของข้อมูล โดยต้องระบุวัตถุประสงค์ ขอบเขต และระยะเวลาในการใช้อย่างละเอียด การนำใบหน้าของบุคคลใดๆ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง และอาจมีโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง นักการตลาดจึงต้องศึกษาข้อกฎหมาย PDPA อย่างละเอียดและมีกระบวนการขอความยินยอมที่รัดกุม
ความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างไม่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ หากโฆษณา Deepfake ที่ผลิตออกมามีคุณภาพต่ำหรือดูไม่เป็นธรรมชาติ อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Uncanny Valley” ที่ผู้บริโภครู้สึกแปลกและไม่สบายใจ ซึ่งจะส่งผลลบต่อการรับรู้แบรนด์ นอกจากนี้ หากโคลนดิจิทัลของบุคคลที่มีชื่อเสียงถูกนำไปใช้ในบริบทที่ไม่เหมาะสม ก็อาจสร้างความเสียหายต่อทั้งตัวบุคคลและแบรนด์ผู้ว่าจ้างได้เช่นกัน ดังนั้น การวางแผนกลยุทธ์และควบคุมคุณภาพการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ตารางเปรียบเทียบ: การตลาดแบบดั้งเดิม vs. การตลาดด้วย Deepfake
| มิติการเปรียบเทียบ | การตลาดแบบดั้งเดิม | การตลาดด้วย Deepfake |
|---|---|---|
| ต้นทุนการผลิต | สูง เนื่องจากต้องมีการถ่ายทำซ้ำสำหรับทุกแคมเปญใหม่ มีค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ ทีมงาน และการเดินทาง | ต้นทุนเริ่มต้นสูงในการสร้างโคลนดิจิทัล แต่ต้นทุนในการผลิตแคมเปญต่อๆ ไปต่ำมาก |
| ความยืดหยุ่น | ต่ำ การปรับเปลี่ยนเนื้อหาหรือข้อความโฆษณาทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องถ่ายทำใหม่ | สูงมาก สามารถสร้างเนื้อหาได้หลากหลายเวอร์ชัน ปรับเปลี่ยนบทพูดและภาษาได้อย่างรวดเร็ว |
| การปรับเนื้อหา (Localization) | ใช้ต้นทุนและเวลาสูง ต้องใช้นักแสดงหรือทีมพากย์เสียงในแต่ละประเทศ | ทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง สามารถสร้างโฆษณาหลายภาษาจากต้นฉบับเดียว |
| ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ | ความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของนักแสดงหรือผู้มีชื่อเสียงในชีวิตจริง | ความเสี่ยงจากคุณภาพของเทคโนโลยี (Uncanny Valley) และการรับรู้ของผู้บริโภคต่อความโปร่งใส |
| ประเด็นทางกฎหมาย | เน้นเรื่องสัญญาว่าจ้างและลิขสิทธิ์ของผลงาน | ซับซ้อนกว่ามาก เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), ข้อมูลชีวมิติ และความยินยอม |
อนาคตของ Deepfake ในวงการโฆษณา
เทคโนโลยี Deepfake ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และมีแนวโน้มที่จะทรงพลังและเข้าถึงง่ายขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวงการโฆษณาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีและการตรวจจับ
ในอนาคต เทคโนโลยี Deepfake จะมีความสมจริงมากขึ้นจนแยกออกจากของจริงได้ยากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการตรวจจับ Deepfake (Deepfake Detection) ก็กำลังถูกพัฒนาขึ้นควบคู่กันไป เพื่อสร้างสมดุลและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด แบรนด์ที่เลือกใช้เทคโนโลยีนี้อาจต้องใช้เครื่องมือตรวจจับเพื่อยืนยันความถูกต้องของเนื้อหาหรือเปิดเผยการใช้สื่อสังเคราะห์อย่างโปร่งใสเพื่อรักษาความไว้วางใจ
ทิศทางการกำกับดูแลและข้อบังคับ
ปัจจุบัน การวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อโฆษณา Deepfake กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผลการวิจัยเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดแนวทางปฏิบัติและข้อบังคับทางกฎหมายที่เหมาะสมในอนาคต มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีกฎหมายหรือข้อบังคับที่กำหนดให้แบรนด์ต้องติดป้ายกำกับหรือประกาศอย่างชัดเจนว่าสื่อโฆษณาชิ้นใดถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
โฆษณาส่วนบุคคลขั้นสูง: เมื่อผู้บริโภคคือนักแสดงนำ
จุดสูงสุดของ Personalized Ads อาจเป็นการที่ผู้บริโภคสามารถอัปโหลดรูปภาพของตนเองโดยสมัครใจ เพื่อให้ระบบ AI สร้างโฆษณาที่มีใบหน้าของพวกเขาเป็นนักแสดงนำ เช่น โฆษณารถยนต์ที่ผู้บริโภคเห็นตัวเองเป็นคนขับ หรือโฆษณาเสื้อผ้าที่เห็นตัวเองสวมใส่สินค้าคอลเลกชันใหม่ นี่คือกลยุทธ์ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้สูงสุด แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านความเป็นส่วนตัวและการจัดการข้อมูลที่ต้องรัดกุมที่สุดเช่นกัน
บทสรุป: การปรับตัวของนักการตลาดในยุค Deepfake
เทคโนโลยี Deepfake กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการโฆษณาอย่างแท้จริง โดยมอบเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์แคมเปญที่มีความยืดหยุ่นสูง ประหยัดต้นทุน และสามารถปรับให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม พลังของนวัตกรรมนี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่
นักการตลาดที่ต้องการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับประเด็นด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด การสร้างความไว้วางใจกับผู้บริโภคยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดที่ยั่งยืน การเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเนื้อหาใดถูกสร้างโดย AI และการขอความยินยอมอย่างถูกต้อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำ Deepfake มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์กับลูกค้า
ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจเทคโนโลยี โฆษณาใช้หน้าคุณ! Deepfake การตลาดที่ต้องรู้ทัน อย่างลึกซึ้งจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับนักการตลาดและผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมได้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

