สธ. เตือน ‘ไข้ปริศนา’ ระบาดหนักหลังฝน!
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาประกาศเตือนภัยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสิ้นสุดฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสหลายชนิด การแจ้งเตือนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะสูงขึ้น และการปรากฏของ “ไข้ปริศนา” ซึ่งมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกับไข้เลือดออกแต่มีความรุนแรงมากกว่า สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด
ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ
- กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนการระบาดของไข้หวัดใหญ่และ ‘ไข้ปริศนา’ ที่มีความรุนแรงหลังช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อ
- มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในปี 2568 อาจสูงถึงกว่า 900,000 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างน่าเป็นห่วง
- ‘ไข้ปริศนา’ ที่พบมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ แต่มีความรุนแรงกว่า และเกิดขึ้นพร้อมกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงมีผู้ป่วยในระดับสูง
- สถานการณ์โรคระบาดไม่ทราบสาเหตุในต่างประเทศ เช่น กรณีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ
- สธ. เน้นย้ำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยง
ภาพรวมสถานการณ์โรคระบาดที่น่ากังวล
การเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวมักเป็นช่วงเวลาที่ระบบสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจเป็นพิเศษ สำหรับปี 2568 สถานการณ์กลับมีความซับซ้อนและน่ากังวลมากกว่าปกติ เนื่องจากการที่ สธ. เตือน ‘ไข้ปริศนา’ ระบาดหนักหลังฝน! ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงภัยคุกคามด้านสุขภาพที่อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ยังรวมถึงโรคอุบัติใหม่หรือโรคที่มีความรุนแรงผิดปกติ การเตือนภัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีพื้นฐานมาจากการรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังโรคและการคาดการณ์แนวโน้มที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ช่วงเวลาหลังฤดูฝน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เป็นช่วงที่สภาพอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิที่เย็นลง ปัจจัยเหล่านี้เป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสหลายชนิด โดยเฉพาะไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ทำให้พบอัตราผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเป็นวงจรในทุกๆ ปี แต่สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการที่โรคโควิด-19 ยังคงมีการระบาดควบคู่ไปกับไข้หวัดใหญ่ และในบางพื้นที่พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 สูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึงสองเท่า การระบาดซ้อนเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความท้าทายในการวินิจฉัยแยกโรค แต่ยังเพิ่มภาระให้กับสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์อย่างมหาศาล
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการสื่อสารความเสี่ยงและให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรค การแจ้งเตือนล่วงหน้าถึงแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงขึ้นจึงเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที การทำความเข้าใจถึงสถานการณ์โดยรวมจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากโรคระบาดที่กำลังจะมาถึง
เจาะลึก ‘ไข้ปริศนา’ และโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
ท่ามกลางการระบาดของโรคที่คุ้นเคยอย่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 การปรากฏขึ้นของคำว่า ‘ไข้ปริศนา’ ได้สร้างความวิตกกังวลในสังคมเป็นอย่างมาก การทำความเข้าใจถึงลักษณะของโรคต่างๆ ที่กำลังระบาดพร้อมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
‘ไข้ปริศนา’ คืออะไร?
คำว่า “ไข้ปริศนา” ไม่ใช่ชื่อโรคอย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาการป่วยที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคที่เป็นที่รู้จัก แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ในเบื้องต้น หรือมีอาการแสดงที่รุนแรงกว่าปกติ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ‘ไข้ปริศนา’ ที่กำลังเฝ้าระวังอยู่นี้ มีอาการเบื้องต้นคล้ายกับไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือระดับความรุนแรงของโรคที่อาจมากกว่าปกติ และอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เชื้อโรคมีการปรับตัวหรือเกิดสายพันธุ์ใหม่ขึ้น
การระบุโรคในกลุ่มนี้จำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียดเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ ซึ่งในระหว่างที่รอผลการยืนยัน การรักษาจะเป็นไปตามอาการและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การสื่อสารของ สธ. เกี่ยวกับไข้ปริศนานี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนไม่ประมาท หากมีอาการป่วยที่ดูเหมือนไข้หวัดธรรมดาแต่มีความรุนแรงหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
การเปรียบเทียบอาการ: ไข้หวัดใหญ่, โควิด-19 และไข้ปริศนา
เนื่องจากการระบาดของโรคทางเดินหายใจหลายชนิดเกิดขึ้นพร้อมกัน การแยกแยะอาการจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย แม้ว่าการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดจะต้องมาจากการตรวจโดยแพทย์ แต่การทราบลักษณะอาการเบื้องต้นของแต่ละโรคจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงของตนเองได้ดีขึ้น
| ลักษณะอาการ | ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) | โควิด-19 (COVID-19) | ไข้ปริศนา (ตามข้อมูลเบื้องต้น) |
|---|---|---|---|
| ไข้ | มักมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (38°C ขึ้นไป) | มีไข้ได้หลายระดับ ตั้งแต่ไข้ต่ำๆ จนถึงไข้สูง | มีไข้สูงและอาจเกิดขึ้นเฉียบพลัน |
| ปวดศีรษะ | พบได้บ่อยและมักมีอาการรุนแรง | เป็นอาการที่พบได้บ่อย | มีอาการปวดศีรษะรุนแรง |
| ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ | เป็นอาการเด่นชัดและรุนแรง | พบได้บ่อย แต่อาจไม่รุนแรงเท่าไข้หวัดใหญ่ | มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย |
| อาการทางเดินหายใจ | ไอแห้ง เจ็บคอ มีน้ำมูก | ไอแห้ง เจ็บคอ อาจมีการสูญเสียการรับรสหรือกลิ่น | มีน้ำมูก และอาจมีอาการหายใจลำบาก |
| ความรุนแรง | ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มเสี่ยง | มีความหลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงรุนแรงมาก | มีแนวโน้มความรุนแรงสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ทั่วไป |
บทเรียนจากต่างประเทศ: การระบาดในดีอาร์คองโก
สถานการณ์โรคระบาดไม่ทราบสาเหตุที่กำลังเกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามจากโรคอุบัติใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก รายงานระบุว่ามีการระบาดของโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ มีน้ำมูก และหายใจลำบาก ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากถึง 143 ราย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วและความรุนแรงของโรคอุบัติใหม่ที่ระบบสาธารณสุขอาจยังไม่รู้จักดีพอ
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเล็ดลอดเข้ามาในประเทศ กระทรวงสาธารณสุขของไทยจึงได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทางที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังสถานการณ์ในต่างประเทศนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่การเดินทางข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายจากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่งได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บทเรียนจากดีอาร์คองโกจึงเป็นตัวกระตุ้นให้ประเทศไทยต้องคงความเข้มแข็งของระบบป้องกันและเฝ้าระวังโรคต่อไป
แนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงของการระบาดในปี 2568

การทำความเข้าใจแนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนรับมือกับการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและการคาดการณ์เชิงสถิติช่วยให้มองเห็นภาพอนาคตและเตรียมการป้องกันได้อย่างตรงจุด
การคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เพิ่มสูงขึ้น
หนึ่งในข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจากการประกาศของกระทรวงสาธารณสุข คือการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในปี 2568 อาจพุ่งสูงถึงกว่า 900,000 ราย ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยจำนวนมากย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบบริการสุขภาพ ทั้งในแง่ของจำนวนเตียงผู้ป่วย ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดูแลผู้ป่วยจำนวนมหาศาล
การคาดการณ์ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่กว่า 900,000 รายในปี 2568 เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรการป้องกัน ทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากการระบาดในวงกว้าง
ปัจจัยที่อาจส่งผลให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
นอกจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์การระบาดในปี 2568 มีความซับซ้อนและรับมือได้ยากยิ่งขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย:
- การระบาดซ้อนของหลายโรค: การที่ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และอาจรวมถึง ‘ไข้ปริศนา’ ระบาดไปพร้อมๆ กัน ทำให้การวินิจฉัยแยกโรคทำได้ยากขึ้น ผู้ป่วยอาจติดเชื้อร่วมกันมากกว่าหนึ่งชนิด (Co-infection) ซึ่งอาจทำให้อาการป่วยรุนแรงกว่าการติดเชื้อเพียงชนิดเดียว
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าการระบาดของ ‘ไข้ปริศนา’ อาจมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อวงจรชีวิตของพาหะนำโรคและพฤติกรรมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการระบาดนอกฤดูกาลหรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
- ความเหนื่อยล้าของประชาชน: หลังจากเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 มาเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะ “ความเหนื่อยล้าต่อมาตรการ” (Pandemic Fatigue) ทำให้ประชาชนบางส่วนลดความเข้มงวดในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคล เช่น การสวมหน้ากาก หรือการเว้นระยะห่าง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น
- การกลายพันธุ์ของไวรัส: ไวรัสไข้หวัดใหญ่และโคโรนาไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้วัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพลดลง หรือทำให้เชื้อมีความสามารถในการแพร่กระจายและก่อโรคที่รุนแรงขึ้นได้
มาตรการป้องกันตนเองและแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน
แม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะน่ากังวล แต่การป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหากทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน
ความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
วัคซีนยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญและมีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สธ. แนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และสตรีมีครรภ์ เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอ การฉีดวัคซีนประจำปีจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่ทันต่อสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ แม้วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าสามารถลดความรุนแรงของโรค ลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาล และลดโอกาสการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการป้องกันส่วนบุคคลที่ต้องยึดถือปฏิบัติ
นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นเกราะป้องกันด่านสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ มาตรการที่ทุกคนสามารถทำได้มีดังนี้:
- สวมหน้ากากอนามัย: การสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ที่แออัด หรือเมื่อต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการรับและแพร่กระจายเชื้อผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม
- ล้างมือบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไป โดยเฉพาะหลังสัมผัสพื้นผิวสาธารณะ ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
- เว้นระยะห่าง: พยายามรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับละอองฝอยที่อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า: พยายามไม่นำมือที่ยังไม่ได้ล้างมาสัมผัสบริเวณตา จมูก และปาก เพราะเป็นช่องทางที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเริ่มมีอาการป่วย
หากเริ่มมีอาการป่วยที่เข้าข่ายโรคติดต่อทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ควรปฏิบัติตนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยมีแนวทางดังนี้:
- พักผ่อนอยู่ที่บ้าน: ควรหยุดเรียนหรือหยุดงานทันที และพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อในสถานศึกษาหรือที่ทำงาน
- แยกตัวเองออกจากผู้อื่น: หากเป็นไปได้ ควรแยกห้องนอนและของใช้ส่วนตัวออกจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด
- สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา: แม้จะอยู่ในบ้านก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อภายในครอบครัว
- สังเกตอาการตนเอง: หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง
สรุปและคำแนะนำเพื่อการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์การระบาดของโรคทางเดินหายใจในช่วงหลังฤดูฝนปี 2568 มีความท้าทายและน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง จากการแจ้งเตือนของกระทรวงสาธารณสุขถึงการระบาดของ ‘ไข้ปริศนา’ ที่มีความรุนแรง ควบคู่ไปกับการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และการระบาดต่อเนื่องของโรคโควิด-19 ทำให้ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัวและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างสูงสุด
ความร่วมมือจากประชาชนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการควบคุมการระบาดและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น การตระหนักถึงความเสี่ยงและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม
ดังนั้น จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยเร็วที่สุด รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และเฝ้าระวังติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข การเตรียมพร้อมและรับมืออย่างมีสติและมีความรู้ จะช่วยให้เราทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

