AI ช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไทย แม่นยำกว่ามนุษย์ 30%
- บทสรุปสำคัญเกี่ยวกับ AI ทางการแพทย์ในไทย
- บทนำ: พลิกโฉมวงการแพทย์ไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์
- สถานการณ์ปัจจุบันของ AI ช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไทย
- การประยุกต์ใช้ AI ในโรงพยาบาลชั้นนำของไทย
- ไขข้อเท็จจริง: AI แม่นยำกว่ามนุษย์ 30% ในการวินิจฉัยโรคหายากจริงหรือ?
- อนาคตของ AI กับความท้าทายในระบบสาธารณสุขไทย
- บทสรุปและก้าวต่อไปของเทคโนโลยีสุขภาพ
- ติดต่อสอบถามและสั่งผลิตเสื้อคุณภาพ
การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์กำลังกลายเป็นกระแสสำคัญที่อาจปฏิวัติระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ประเด็นเรื่อง AI ช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไทย แม่นยำกว่ามนุษย์ 30% ได้รับการกล่าวถึงและสร้างความคาดหวังอย่างสูงต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอความเป็นไปได้ในการเพิ่มความแม่นยำ แต่ยังช่วยลดระยะเวลาในการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อน ซึ่งอาจหมายถึงโอกาสในการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะสำรวจสถานะปัจจุบันของ AI ทางการแพทย์ในไทย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความแม่นยำ และศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของการวินิจฉัยโรค
บทสรุปสำคัญเกี่ยวกับ AI ทางการแพทย์ในไทย
- เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ในประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์, CT Scan และภาพจากการส่องกล้อง เพื่อช่วยคัดกรองโรคที่มีความซับซ้อน
- นวัตกรรม AI ที่พัฒนาโดยนักวิจัยและสตาร์ตอัปไทยหลายโครงการ แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ความแม่นยำในระดับสูง (มากกว่า 80-90%) ในการตรวจหาโรคที่วินิจฉัยได้ยาก เช่น มะเร็งบางชนิด โรคติดเชื้อที่แสดงอาการไม่ชัดเจน และความผิดปกติในระยะเริ่มต้น
- แม้จะยังไม่มีข้อมูลวิจัยหรือรายงานอย่างเป็นทางการที่ยืนยันตัวเลข “แม่นยำกว่ามนุษย์ 30% สำหรับโรคหายาก” โดยตรงในบริบทของประเทศไทย แต่ศักยภาพของ AI ในการเป็นผู้ช่วยแพทย์เพื่อลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) และเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยนั้นเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
- บทบาทหลักของ AI ในระบบสาธารณสุขไทยปัจจุบัน คือการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ (Decision Support System) ช่วยแบ่งเบาภาระงาน และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่การเข้ามาทดแทนการวินิจฉัยของบุคลากรทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง
บทนำ: พลิกโฉมวงการแพทย์ไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์
โรคหายาก (Rare Diseases) และโรคที่มีความซับซ้อนในการวินิจฉัย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในวงการสาธารณสุข เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนน้อย อาการแสดงไม่จำเพาะเจาะจง และต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางซึ่งมีจำนวนจำกัดในการวินิจฉัย การรอคอยผลการวินิจฉัยที่ยาวนานอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการรักษาของผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาประยุกต์ใช้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งความหวังใหม่
AI โดยเฉพาะสาขาการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์จำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายรังสี, ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ, ประวัติผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งข้อมูลทางพันธุกรรม ได้อย่างรวดเร็วและค้นพบรูปแบบที่ซับซ้อนซึ่งอาจมองข้ามได้ง่ายด้วยสายตามนุษย์ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้โรงพยาบาล สถาบันวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีสุขภาพในไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา AI เพื่อยกระดับคุณภาพการวินิจฉัยและรักษาโรคให้ทัดเทียมนานาชาติ
สถานการณ์ปัจจุบันของ AI ช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไทย
แม้ว่าคำว่า “โรคหายาก” อาจยังไม่ถูกนำมาใช้โดยตรงในโครงการ AI ส่วนใหญ่ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ประเทศไทยมีนวัตกรรม AI จำนวนมากที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโรคที่ “วินิจฉัยยาก” หรือ “ตรวจพบได้ยากในระยะเริ่มต้น” ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับความท้าทายของโรคหายาก โดยนวัตกรรมเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นทั้งจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของระบบสาธารณสุขภายในประเทศ
นวัตกรรม AI ฝีมือคนไทยเพื่อการวินิจฉัยโรคซับซ้อน
นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์ม AI ที่มีความสามารถโดดเด่นและเริ่มนำไปใช้ในสถานพยาบาลหลายแห่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดภาระงานของแพทย์ และขยายโอกาสการเข้าถึงการวินิจฉัยที่มีคุณภาพ
Perceptra: ผู้ช่วยอัจฉริยะในการอ่านภาพถ่ายทางการแพทย์
Perceptra เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่พัฒนาโดยสตาร์ตอัปสัญชาติไทย มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ทรวงอก ภาพถ่ายจอประสาทตา และภาพแมมโมแกรมสำหรับมะเร็งเต้านม ระบบนี้ถูกฝึกฝนด้วยคลังข้อมูลภาพขนาดใหญ่จากโรงพยาบาลในไทย ทำให้มีความเข้าใจในลักษณะทางกายภาพของผู้ป่วยในประเทศเป็นอย่างดี หน้าที่หลักของ Perceptra คือการช่วยแพทย์คัดกรองความผิดปกติเบื้องต้น เช่น ก้อนเนื้อในปอด, ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา, หรือรอยโรคที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม โดยให้ผลการวิเคราะห์ที่รวดเร็วและมีความแม่นยำเทียบเคียงได้กับรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการมองข้ามจุดเล็กๆ และช่วยให้แพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
OnSpec + AI: เทคโนโลยีแสงรามานสู่การคัดกรองโรคที่ตรวจยาก
นวัตกรรมนี้เป็นผลงานของนักวิจัยไทยที่ผสมผสานเทคโนโลยีรามานสเปกโทรสโกปี (Raman Spectroscopy) ซึ่งใช้การยิงแสงเลเซอร์ไปที่สารตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี เข้ากับปัญญาประดิษฐ์เพื่อคัดกรองโรคที่ตรวจวินิจฉัยได้ยากในระยะเริ่มต้น เช่น ไข้เลือดออก, วัณโรคแฝง, และมะเร็งถุงน้ำดี ผลการทดสอบเบื้องต้นแสดงให้เห็นศักยภาพที่น่าทึ่ง โดยระบบสามารถระบุผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ด้วยความแม่นยำสูงกว่า 90% และคาดการณ์แนวโน้มอาการรุนแรงได้แม่นยำกว่า 70% สำหรับการทดลองในหนูเพื่อตรวจหามะเร็งถุงน้ำดีและวัณโรคแฝง ก็ให้ความแม่นยำสูงกว่า 80% เทคโนโลยีนี้จึงเป็นความหวังในการคัดกรองโรคที่ไม่แสดงอาการชัดเจนได้อย่างรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายต่ำ
AI ตรวจหาเชื้อพยาธิ: ผลงานจากมหาวิทยาลัยมหิดล
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนาระบบ AI สำหรับตรวจหาไข่หนอนพยาธิและซีสต์โปรโตซัวจากตัวอย่างอุจจาระผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระบบนี้ช่วยลดภาระงานของนักเทคนิคการแพทย์ที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญในการส่องหาเชื้อด้วยตาเปล่า และที่สำคัญคือช่วยลดโอกาสการตรวจพลาดเชื้อพยาธิบางชนิดที่อาจพบได้ไม่บ่อย การนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความเร็ว แต่ยังช่วยสร้างมาตรฐานและความแม่นยำให้กับการตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกด้วย
การประยุกต์ใช้ AI ในโรงพยาบาลชั้นนำของไทย
นอกจากการวิจัยและพัฒนาแล้ว โรงพยาบาลชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยได้เริ่มนำโซลูชัน AI ที่ผ่านการรับรองมาใช้งานจริงในกระบวนการดูแลผู้ป่วย โดยเน้นไปที่การตรวจคัดกรองโรคที่มีความชุกสูงและมีความเสี่ยงรุนแรง เช่น โรคมะเร็งและโรคหัวใจ
การตรวจคัดกรองมะเร็งและโรคหัวใจ: กรณีศึกษาที่น่าสนใจ
DeepGI และ CAD EYE: AI ส่องกล้องเพื่อค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้หากตรวจพบติ่งเนื้อ (Polyp) ที่เป็นระยะก่อนมะเร็งและตัดออกได้ทันท่วงที เทคโนโลยี AI อย่าง DeepGI และ CAD EYE (Computer-Aided Detection) ได้ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยแพทย์ระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ระบบจะทำการวิเคราะห์วิดีโอแบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนแพทย์เมื่อตรวจพบติ่งเนื้อที่น่าสงสัย โดยเฉพาะติ่งเนื้อขนาดเล็กหรือมีลักษณะแบนที่อาจถูกมองข้ามได้ง่าย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นหนึ่งในสถานพยาบาลแห่งแรกๆ ที่นำระบบ CAD EYE มาให้บริการ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ และยังสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้ว่าติ่งเนื้อนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งหรือไม่ ทำให้กระบวนการตรวจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น
AI เพื่อการวิเคราะห์มะเร็งเต้านมและโรคหัวใจ
สำหรับการคัดกรองมะเร็งเต้านม มีการพัฒนา AI ที่ช่วยรังสีแพทย์วิเคราะห์ภาพแมมโมแกรม โดยระบบจะทำการประเมินและระบุบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้รังสีแพทย์พิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ในขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง EIPCA (AI Platform for Cardiovascular Disease Assessment) ถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่ได้จากอุปกรณ์แบบพกพา ทำให้สามารถขยายบริการคัดกรองโรคหัวใจไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้สะดวกยิ่งขึ้น
กรณีศึกษาจากโรงพยาบาลเอกชน: AI ในฐานะผู้ช่วยแพทย์
โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้รายงานการใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาภาวะผิดปกติกว่า 10 ชนิด เช่น ฝีในปอด, ก้อนเนื้อ, หรือภาวะปอดแฟบ โดยระบุว่า AI สามารถช่วยตรวจพบความผิดปกติที่ซับซ้อนและอาจตรวจพบได้ยาก นอกจากนี้ ในการคัดกรองมะเร็งบางกรณี AI สามารถให้ความแม่นยำสูงถึง 99% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โรงพยาบาลเน้นย้ำอยู่เสมอคือ AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยแพทย์” หรือ “ตาที่สอง” เพื่อเพิ่มความมั่นใจและลดความผิดพลาด แต่การวินิจฉัยและตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ดูแล
| นวัตกรรม AI | เป้าหมายการวินิจฉัย | เทคโนโลยีหลัก | ประโยชน์สำคัญ |
|---|---|---|---|
| Perceptra | ความผิดปกติจากภาพเอกซเรย์, มะเร็งเต้านม, เบาหวานขึ้นจอตา | การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ (Image Analysis) | ลดความผิดพลาดในการคัดกรอง, เพิ่มประสิทธิภาพให้รังสีแพทย์ |
| OnSpec + AI | ไข้เลือดออก, วัณโรคแฝง, มะเร็งถุงน้ำดี | รามานสเปกโทรสโกปี (Raman Spectroscopy) | คัดกรองโรคที่ตรวจยากในระยะเริ่มต้นด้วยความแม่นยำสูง (>80-90%) |
| CAD EYE / DeepGI | ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (ระยะก่อนมะเร็ง) | การวิเคราะห์วิดีโอเรียลไทม์ (Real-time Video Analysis) | เพิ่มอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อขนาดเล็ก, ลดการมองข้าม |
| AI ตรวจเชื้อพยาธิ | ไข่หนอนพยาธิและซีสต์โปรโตซัว | การประมวลผลภาพจากกล้องจุลทรรศน์ | เพิ่มความเร็วและความแม่นยำ, ลดภาระงานนักเทคนิคการแพทย์ |
| EIPCA | โรคหัวใจและหลอดเลือด | การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG Analysis) | เพิ่มการเข้าถึงการคัดกรองโรคหัวใจในพื้นที่ห่างไกล |
ไขข้อเท็จจริง: AI แม่นยำกว่ามนุษย์ 30% ในการวินิจฉัยโรคหายากจริงหรือ?
จากข้อมูลและรายงานข่าวที่เผยแพร่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานหรืองานวิจัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่ามีระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไทยที่สามารถทำงานได้แม่นยำกว่ามนุษย์ 30% ตามตัวเลขดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ตัวเลขความแม่นยำที่ปรากฏในสื่อมักจะเป็นการระบุประสิทธิภาพของระบบ AI เอง เช่น แม่นยำ 90%, 95% หรือ 99% ในการตรวจหาโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการวัดผลเทียบกับข้อมูลที่ถูกต้อง (Ground Truth) ไม่ใช่การเปรียบเทียบโดยตรงว่า “ดีกว่าแพทย์กี่เปอร์เซ็นต์”
ความเป็นไปได้ของตัวเลข “30%” อาจมาจากการตีความข้อมูลจากงานวิจัยในต่างประเทศที่เน้นโรคหายากทางพันธุกรรม ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมหรือลักษณะบนใบหน้าเพื่อระบุกลุ่มอาการที่หายากได้ดีกว่าแพทย์ทั่วไป หรืออาจเป็นการสื่อสารทางการตลาดที่ต้องการเน้นย้ำถึงศักยภาพของเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย แนวทางการนำเสนอส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี
“เป้าหมายหลักของการนำ AI มาใช้ในทางการแพทย์ไทยขณะนี้ ไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีเพื่อมาแทนที่หรือแข่งขันกับแพทย์ แต่เป็นการสร้างเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อเสริมศักยภาพของแพทย์ให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น บทบาทของ AI ในปัจจุบันจึงเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย”
ดังนั้น แม้ตัวเลข 30% อาจยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่แนวโน้มและผลลัพธ์จากโครงการต่างๆ ชี้ชัดว่า AI มีส่วนสำคัญในการยกระดับความแม่นยำของการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ
อนาคตของ AI กับความท้าทายในระบบสาธารณสุขไทย
อนาคตของ AI ในการวินิจฉัยโรคหายากและโรคซับซ้อนในประเทศไทยนั้นสดใสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมและข้อมูลเฉพาะบุคคลจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นงานที่ AI สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลายยังคงมีความท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณา:
- คุณภาพและปริมาณของข้อมูล: การฝึกฝน AI ให้มีความฉลาดและแม่นยำ จำเป็นต้องใช้ชุดข้อมูลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณมากพอ ซึ่งการรวบรวมและจัดการข้อมูลยังคงเป็นความท้าทาย
- ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน การนำข้อมูลมาใช้จึงต้องมีมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุมตามกฎหมาย
- การยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์: การสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ยอมรับและใช้งาน AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ
- กฎระเบียบและข้อบังคับ: จำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการกำกับดูแลการใช้งาน AI ทางการแพทย์ เพื่อสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย
- ต้นทุนในการนำมาใช้: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี AI ยังมีราคาสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับสถานพยาบาลบางแห่ง
บทสรุปและก้าวต่อไปของเทคโนโลยีสุขภาพ
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวงการสาธารณสุขของประเทศไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าข้อความที่ว่า AI ช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไทย แม่นยำกว่ามนุษย์ 30% จะยังไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลในประเทศอย่างเป็นทางการ แต่นวัตกรรม AI ที่พัฒนาโดยคนไทยและที่นำมาประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลในการเพิ่มความแม่นยำของการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนและตรวจพบได้ยากให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังของแพทย์ ช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความเร็วในการคัดกรอง และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่มีคุณภาพได้มากขึ้น ก้าวต่อไปของ AI ทางการแพทย์ในไทยคือการขยายผลการใช้งานให้กว้างขวางขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐาน เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง
ติดต่อสอบถามและสั่งผลิตเสื้อคุณภาพ
สำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่กำลังมองหาผู้ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพ KDC SPORT รับผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าพิมพ์ลาย เสื้อผ้ากีฬา เสื้อองค์กร และเสื้อยืด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย พร้อมทั้งยังรับผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย สามารถ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ของเรา
888 หมู่ 26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
094-295-9898


