เที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู: รัฐหนุนเที่ยว-ลดหย่อนภาษี
รัฐบาลไทยมักออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งโครงการลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น แต่ยังสร้างเสริมประสบการณ์และความสุขให้กับประชาชนอีกด้วย
สรุปประเด็นสำคัญของโครงการ
- แนวคิดหลัก: โครงการ “เที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู” เป็นมาตรการที่ภาครัฐริเริ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยใช้กลไกการลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจสำคัญ
- เป้าหมาย: กระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน กระจายรายได้สู่เมืองรอง และส่งเสริมให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สร้างความสุขและความพึงพอใจทางอารมณ์
- กลไกการทำงาน: นักท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าบริการนำเที่ยว ไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
- ผู้ได้รับประโยชน์: นักท่องเที่ยวผู้เสียภาษี, ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (โรงแรม, ร้านอาหาร, บริษัทนำเที่ยว), และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ
- ความสำคัญ: สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เน้นความยั่งยืน การมีส่วนร่วมกับชุมชน และการสร้างคุณค่าทางจิตใจ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ภาพรวมโครงการเที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู: รัฐหนุนเที่ยว-ลดหย่อนภาษี
โครงการ เที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู: รัฐหนุนเที่ยว-ลดหย่อนภาษี เป็นชื่อที่สะท้อนถึงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศที่ภาครัฐมักนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องการฟื้นฟูบรรยากาศการเดินทางและกระจายเม็ดเงินสู่ภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ มาตรการลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของไทยซึ่งพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนสูง แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงมุ่งเน้นที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับ “ความสุข” และ “ความพึงพอใจ” ของนักเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าแค่การเยี่ยมชมสถานที่
มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือทางการคลังที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยนำมาปรับใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจให้ประชาชนที่มีภาระภาษีนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศมาเป็นส่วนลดหย่อน ทำให้การตัดสินใจออกเดินทางง่ายขึ้น โครงการลักษณะนี้จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจทางการเงินโดยตรง ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว ตั้งแต่โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านค้าของที่ระลึกและบริการนำเที่ยวในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและเฉลิมฉลอง การมีมาตรการเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และเพิ่มความคึกคักให้กับแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย
แก่นแท้และเป้าหมายของโครงการ

เบื้องหลังชื่อโครงการที่ฟังดูสดใสและเป็นกันเองนั้น แฝงไปด้วยเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม การทำความเข้าใจแก่นแท้ของโครงการจะช่วยให้เห็นภาพรวมของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน
นิยามของ “หัวใจฟูฟู” ในการท่องเที่ยว
คำว่า “หัวใจฟูฟู” หรือ “ใจฟู” กลายเป็นคำศัพท์ที่แสดงถึงสภาวะทางอารมณ์เชิงบวก ความอิ่มเอมใจ และความสุขที่เปี่ยมล้น ในบริบทของการท่องเที่ยว “ใจฟู” ไม่ได้หมายถึงแค่ความสนุกสนานชั่วครู่ แต่หมายถึงประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน อาจเกิดจากการได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม การได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ไม่เคยรู้จัก หรือการได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Eco-tourism) และการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบุคคลผู้มีชื่อเสียงอย่าง “พี่จอง-คัลแลน” ที่นำเสนอรูปแบบการเดินทางที่เรียบง่าย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเน้นการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในท้องถิ่นอย่างจริงใจ การเดินทางในลักษณะนี้สร้างความสุขที่แท้จริงและเป็นที่จดจำ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่โครงการ “เที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู” ต้องการจะส่งเสริมให้เกิดขึ้น
วัตถุประสงค์หลักเชิงเศรษฐกิจและสังคม
โครงการมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนหลายประการ ดังนี้:
- การกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค: ในภาพใหญ่ โครงการช่วยเพิ่มอุปสงค์การท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการปรับตัวดีขึ้น ในภาพย่อย เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินโดยตรงไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ในต่างจังหวัดสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
- การกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ: การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกระจายรายได้จากเมืองใหญ่สู่พื้นที่ชนบทและเมืองรอง โครงการนี้สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่ได้
- การส่งเสริมการจ้างงาน: เมื่อภาคการท่องเที่ยวคึกคัก ย่อมส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงแรม พนักงานร้านอาหาร มัคคุเทศก์ หรือผู้ผลิตสินค้า OTOP
- การสร้างคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม: โครงการส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศตนเอง การเดินทางช่วยเปิดโลกทัศน์และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนจากต่างถิ่น
เจาะลึกกลไกการลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยว
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงการลักษณะนี้คือสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่จับต้องได้สำหรับนักเดินทาง การทำความเข้าใจหลักการทำงานและเงื่อนไขต่างๆ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนและใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
หลักการทำงานของการลดหย่อนภาษี
การลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยว คือการอนุญาตให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการท่องเที่ยวในประเทศตามที่โครงการกำหนด มาหักออกจาก “เงินได้สุทธิ” ก่อนนำไปคำนวณภาษี ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระลดลง หรือในบางกรณีอาจได้รับเงินคืนภาษีเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น: หากมีเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี 500,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวที่เข้าเกณฑ์ 15,000 บาท จะสามารถนำยอด 15,000 บาทนี้ไปหักลบ ทำให้เงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีเหลือเพียง 485,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณตามขั้นบันไดอัตราภาษี จะทำให้ภาระภาษีลดลง
สิ่งสำคัญคือ สิทธิ์ลดหย่อนนี้ไม่ใช่การนำไปหักจากยอดภาษีที่คำนวณได้โดยตรง แต่เป็นการลดฐานเงินได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษี ดังนั้น จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้จริงจะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละบุคคล ผู้ที่มีฐานภาษีสูงกว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากกว่า
ประเภทค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์
โดยทั่วไป มาตรการลดหย่อนภาษีด้านการท่องเที่ยวมักจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเดินทาง แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่นักท่องเที่ยวต้องทราบ ซึ่งรายละเอียดที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับประกาศอย่างเป็นทางการของกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จากโครงการในอดีตสามารถสรุปประเภทค่าใช้จ่ายที่มักจะเข้าเกณฑ์และไม่เข้าเกณฑ์ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทค่าใช้จ่าย | มักจะสามารถลดหย่อนได้ | มักจะไม่สามารถลดหย่อนได้ |
|---|---|---|
| ค่าที่พัก | ค่าโรงแรม, รีสอร์ท, โฮมสเตย์ ที่จดทะเบียนถูกต้องและออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้ | ที่พักที่ไม่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้ |
| ค่าอาหารและเครื่องดื่ม | ค่าอาหารในโรงแรมหรือร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยาสูบ, ค่าอาหารในสถานบันเทิง |
| ค่าบริการนำเที่ยว | ค่าแพ็กเกจทัวร์จากบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย | ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้ไกด์อิสระที่ไม่ใช่ในนามบริษัท |
| ค่าซื้อสินค้า | สินค้า OTOP หรือสินค้าท้องถิ่นจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและออกใบกำกับภาษีได้ | สินค้าฟุ่มเฟือย, สินค้าจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป |
| ค่าเดินทาง | อาจรวมถึงค่าเช่ารถหรือเรือพร้อมคนขับจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน | ค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัว, ค่าบัตรโดยสารรถสาธารณะ |
ขั้นตอนการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นลดหย่อน
การเตรียมเอกสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวจะต้องร้องขอ “ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ” จากผู้ประกอบการที่ใช้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปแบบของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ซึ่งจะถูกส่งข้อมูลไปยังระบบของกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ทำให้การยื่นภาษีสะดวกยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ควรปฏิบัติคือ:
- ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการ: ก่อนชำระเงิน ควรสอบถามผู้ประกอบการว่าสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบในระบบ e-Tax Invoice ได้หรือไม่
- แจ้งข้อมูลส่วนตัว: ให้ข้อมูลชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขบัตรประชาชน 13 หลัก) ที่ถูกต้องแก่ผู้ประกอบการเพื่อระบุในใบกำกับภาษี
- เก็บรวบรวมหลักฐาน: ควรเก็บสำเนาใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นหลักฐาน แม้ว่าข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบโดยตรงก็ตาม
- ยื่นภาษีประจำปี: ในช่วงเวลายื่นภาษี (มกราคม-มีนาคมของปีถัดไป) ข้อมูลค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะปรากฏในระบบ My Tax Account ของกรมสรรพากร เพื่อให้ตรวจสอบและยืนยันการใช้สิทธิ์ลดหย่อน
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการ
มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวลักษณะนี้ไม่ได้ส่งผลดีแค่ในมิติของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ทั้งในระดับชุมชน สังคม และระดับบุคคล
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
เมื่อนักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองรองหรือชุมชนที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เม็ดเงินที่ใช้จ่ายจะเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ ร้านอาหารท้องถิ่น กลุ่มแม่บ้านที่ผลิตสินค้า OTOP หรือชาวบ้านที่ให้บริการนำเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สิ่งนี้เป็นการสร้างรายได้และอาชีพให้กับคนในพื้นที่ ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ และทำให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น
ส่งเสริมเทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
โครงการที่เน้นประสบการณ์ “หัวใจฟูฟู” มีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน (Responsible and Sustainable Tourism) นักท่องเที่ยวจะเริ่มมองหาการเดินทางที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุดต่อสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับชุมชนเจ้าบ้าน แนวโน้มนี้ยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่างและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ
สร้างความสุขและสุขภาพจิตที่ดี
การเดินทางท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในวิธีบำบัดความเครียดและฟื้นฟูสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ การได้ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ไปพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างแรงบันดาลใจ โครงการ “เที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู” จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการลงทุนใน “ความสุขมวลรวม” ของคนในชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตในระยะยาว
ข้อควรรู้และแนวทางปฏิบัติสำหรับนักเดินทาง
เพื่อให้การเดินทางในช่วงปลายปี 2568 เป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ
ความสำคัญของการติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐ
ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทั่วไปของมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยวที่เคยมีมาในอดีต อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงของโครงการสำหรับปี 2568 เช่น วงเงินลดหย่อนสูงสุด, ระยะเวลาของโครงการ, และเงื่อนไขปลีกย่อยต่างๆ จะต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง
แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือประกาศจาก กรมสรรพากร และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของหน่วยงานเหล่านี้ จะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจทำให้เสียสิทธิ์ได้
เทคนิคการวางแผนเที่ยวให้คุ้มค่า
- วางแผนล่วงหน้า: เริ่มต้นค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก และกิจกรรมที่น่าสนใจในจังหวัดเป้าหมาย โดยเฉพาะในเมืองรองที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
- เลือกผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ: ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งมักจะมีฐานข้อมูลให้ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร
- กระจายการใช้จ่าย: วางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่ากิจกรรม เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้จากหลายหมวดหมู่
- เดินทางในวันธรรมดา: หากเป็นไปได้ การเดินทางในวันธรรมดาอาจช่วยให้ประหยัดค่าที่พักและไม่ต้องเผชิญกับความแออัดเหมือนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
- เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่: ลองเลือกทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำ เช่น เวิร์กช็อปงานฝีมือท้องถิ่น หรือเดินป่าศึกษาธรรมชาติกับผู้นำเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างประสบการณ์ “ใจฟู” ที่น่าจดจำ
บทสรุปและเตรียมพร้อมรับมาตรการ
โครงการ เที่ยวทั่วไทย หัวใจฟูฟู: รัฐหนุนเที่ยว-ลดหย่อนภาษี เป็นมาตรการที่คาดว่าจะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในประเทศ การกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชนผ่านการเดินทางที่สร้างความสุขและความทรงจำอันน่าประทับใจ กลไกการลดหย่อนภาษีถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการตัดสินใจออกเดินทางของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับนักเดินทางที่วางแผนจะท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2568 การเตรียมความพร้อมโดยการศึกษาข้อมูล ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการ และวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะได้รับความสุขและประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมาในรูปแบบของสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย การสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไม่เพียงเป็นการให้รางวัลกับตัวเอง แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อนร่วมชาติให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

